ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/564220
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ม.ค. 2559 05:30

ทันทีที่กระทรวงการคลังมีมาตรการเตรียมจัดเก็บภาษีมรดก สำหรับผู้ที่รับมรดกมากกว่า 100 ล้านบาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.พ.59 นี้ เหล่าบรรดาเศรษฐี มหาเศรษฐี อภิมหาเศรษฐี หรือผู้มีมรดก ทั้งหลาย ต้องเตรียมตัวเตรียมใจควักเงินเสียค่าภาษีมรดกกันถ้วนหน้า
หากมองย้อนกลับไป “ภาษีมรดก” ในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “สมุดปกเหลือง” หรือ เค้าโครงการเศรษฐกิจที่ถูกนำเสนอโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแบบโซเซียลิสม์ ฉบับแรกและฉบับเดียวของไทย
ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอากรมฤดกและการรับมฤดก พุทธศักราช 2476 ตรงกับสมัยที่พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้บังคับเป็นกฎหมาย ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2476 ด้วยเหตุผลที่ว่า การเก็บภาษีดังกล่าวเป็นการเก็บภาษีบนความมั่งมี ที่จะไม่ทำให้มีผู้เดือดร้อน โดยมีความคิดตามแบบอย่างอารยประเทศ และยังช่วยแบ่งเบาภาระด้านภาษีของทางรัฐบาล
หลังจากบังคับใช้ได้ราว 10 ปี จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าบรรดาผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองเกรงกลัวที่จะต้องเสียภาษี รวมทั้งภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ที่ในสมัยนั้นมีภาระหน้าที่ที่มากอยู่แล้ว จนถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย แต่แนวความคิดดังกล่าวก็ยังถูกใช้อยู่ในทุกประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ประเทศไทย ก็มีการเรียกร้องจากคนบางกลุ่มให้นำการจัดเก็บภาษีมรดกกลับมาใช้เป็นระยะๆ

กระทั่งมาถึงยุค พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีของไทย กรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง ก็ได้มีนำเรื่องภาษีการรับมรดกกลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง และหวังจะผลักดันให้เป็นกฎหมายตั้งแต่สมัยที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา ก่อนจะมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ออกมาอย่างเป็นทางการ เริ่มตั้งแต่วัน 1 กุมภาพันธ์ 2559 โดยระบุว่า ผู้รับมรดก ซึ่งประกอบด้วยอสังหาริมทรัพย์ / หลักทรัพย์ / เงินฝาก / ยานพาหนะ รวมถึงตราสารทางการเงิน ที่มีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท จะต้องเสียภาษี โดยนับจากวันที่รับมรดก 150 วัน (ดีเดย์ 1 ก.พ. !! คลัง เตรียมเก็บภาษีมรดก เกิน 100 ล้าน ผ่อนชำระได้)
ทั้งนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ภาษีมรดก กำหนดหลักเกณฑ์อะไร และมีเงื่อนไขของการเสียภาษีอย่างไร? วันนี้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” มาไขข้อข้องใจในเบื้องต้น …
รู้หรือไม่ว่า? ‘ภาษีการรับมรดก’ กับ ‘ภาษีกองมรดก’ แตกต่างกัน
ภาษีการรับมรดก เป็นภาษีที่เก็บจากบุคคลที่ได้รับมรดก หลังเจ้าของทรัพย์สินหรือเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ในกรณีนี้ ผู้รับมรดกแต่ละคนจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี อัตราภาษี รวมทั้งการลดหย่อนต่างๆ จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับผู้ตาย คือ ผู้รับมรดกที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ตาย เช่น เป็นทายาทโดยธรรม ก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า แต่สำหรับกรณีผู้รับมรดกที่มีความสัมพันธ์ห่างออกไป เช่น เป็นทายาทโดยพินัยกรรม ก็จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่า เป็นต้น
ภาษีกองมรดก เป็นภาษีที่เก็บจากกองทรัพย์สินของผู้ตาย โดยให้ทำการรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายทั้งหมดมาประเมินภาษีและชำระภาษีตามจำนวนที่ประเมินได้ จากนั้นทรัพย์สินที่เหลือจากการชำระภาษี แล้วจึงจะตกทอดไปยังทายาทของผู้ตาย ซึ่งภาษีกองมรดกนี้ไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ตายกับผู้รับมรดก และอัตราภาษีส่วนใหญ่ จะเป็นอัตราก้าวหน้าตามขนาดของกองมรดก
หลักเกณฑ์ของผู้เสียภาษีเป็นบุคคลสัญชาติไทย
บุคคลสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวคนหรือบริษัท หรือหากมิใช่สัญชาติไทย แต่ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ก็จะถูกจัดว่าเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษี ต้องความรับผิดชอบในการเสียภาษีการรับมรดกเกิดขึ้น เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีแต่ละราย (เป็นลูก) ได้รับมรดกจากเจ้ามรดก (เช่น คุณพ่อเสียชีวิต) ไม่ว่าในคราวเดียวหรือหลายคราวรวมกันเกิน 100 ล้านบาท ให้เสียภาษีในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทนั้น โดยอัตราการเสียภาษี ร้อยละ 5 สำหรับผู้รับมรดกเป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก (ผู้สืบสันดานนี้ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม) ร้อยละ 10 สำหรับกรณีอื่นๆ เช่น ผู้รับพินัยกรรม และ ร้อยละ 0 หรือไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก สำหรับคู่สมรส หรือกรณีที่ยกให้เพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษา กิจการสาธารณประโยชน์ หรือหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศที่ทำเรื่องเหล่านี้ (ได้รับยกเว้น)
5 ประเภทของทรัพย์มรดก ที่ต้องเสียภาษีมรดก
1. อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย 2. หลักทรัพย์ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ เช่น หุ้น หุ้นกู้ หน่วยลงทุน ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ต่างๆ 3. เงินฝาก หรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน 4. ยานพาหนะ ที่มีหลักฐานทางทะเบียน ได้แก่ รถ เรือ มอเตอร์ไซค์ และ 5. ทรัพย์สินทางการเงิน ที่กำหนดเพิ่มขึ้นตามกฎหมายในอนาคต (ถ้ามี)
หลักการคำนวณมูลค่าของทรัพย์มรดก เพื่อพิจารณาว่าถึง 100 ล้านบาทหรือไม่?
กรณีอสังหาริมทรัพย์ ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน หักด้วยภาระที่ถูกรอนสิทธิตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
กรณีหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ถือเอาราคาของหลักทรัพย์ในเวลาสิ้นสุดเวลาทางการของตลาดหลักทรัพย์ในวันได้รับมรดก ถ้าต้องคำนวณเป็นเงินตราต่างประเทศ จะเป็นไปตามที่กรมสรรพากร ประกาศกำหนด
ทางเจ้าพนักงานประเมิน มีอำนาจประเมินภาษี (1-3 ปี กรณียื่นแบบและ 10 ปี กรณีไม่ยื่นแบบ) และเรียกเก็บภาษีให้ครบถ้วน พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หากไม่เสียภาษีตามกำหนด อธิบดีกรมสรรพากร มีอำนาจสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์มรดกโดยไม่ต้องขอศาล
หลีกเลี่ยงภาษีการรับมรดก ถือเป็นความผิดอาญา!
- ไม่ยื่นแบบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท
– ทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดไปให้แก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 400,000 บาท ทั้งนี้ ในกรณีผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนนิติบุคคล ผู้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคล รับโทษ
– จงใจยื่นข้อความเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือโดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรือใช้อุบายโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือแนะนำหรือสนับสนุนให้บุคคลอื่นใดกระทำการดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ด้าน นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า สำหรับผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก อยากฝากให้ดูข้อกฎหมายให้ดี และมาเสียตามหน้าที่ เพราะหากตรวจเจอว่าไม่มาเสีย จะถูกยึด ถูกปรับเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท ซึ่งภาษีการรับมรดก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนมีเป้าหมายในสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในสังคม และเป็นการช่วยกระจายภาระภาษี หารายได้เข้ารัฐ ให้การใช้ทรัพยากรของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลักการดังกล่าว จะไม่กระทบต่อคนยากจน และคนที่มีฐานะปานกลางนั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้ว พ.ร.บ. ดังกล่าว จะเกิดประสิทธิภาพตามเป้าหมายมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้จริงหรือไม่ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป.



