กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กฎหมายลิขสิทธิ์…ผิดหรือไม่ คนนำไปใช้ย่อมรู้แก่ใจดี

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ วันที่ 4 สิงหาคม 2558 ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี 2537 ในบ้านเรามีกฎหมายที่คุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว ตั้งแต่ยุคที่มี “พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474” และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ก็มีมาตั้งแต่ปี 2521 และแก้ไขปรับปรุงมาเป็นลำดับ

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่นี้ออกมาเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับยุคเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) มีเนื้อหาสาระเพิ่มเติมที่สำคัญดังนี้ คือ

– ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (INTERNET SERVICE PROVIDER, ISP) เข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดการละเมิดลิขสิทธิ์ในอินเตอร์เน็ต ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ ISP มีเครื่องมือในการป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้องกรณีมีการละเมิดลิขสิทธิ์โดยที่ ISP ไม่มีส่วนรู้เห็นและได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในการนำงานละเมิดออกจากเว็บไซต์

– คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิ ข้อมูลการบริหารสิทธิเปรียบเสมือนบาร์โค้ดของสินค้าที่แสดงรายละเอียดต่างๆ เช่น ชื่อผลงาน ชื่อผู้สร้างสรรค์ ชื่อเจ้าของ ฯลฯ หากผู้ใดมาลบ แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวจะถือว่าละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิ ตัวอย่างเช่น มีชื่อเจ้าของผลงานอยู่ในภาพ ทำเป็นลายน้ำ แต่ผู้นำไปใช้ทำการดัดแปลง ลบชื่อหรือลายน้ำออก เป็นต้น

– กฎหมายระบุให้ชัดเจนขึ้นกรณีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตดูงานที่มีการจดลิขสิทธิ์ ซึ่งปกติระบบคอมพิวเตอร์จะมีการ copy ข้อมูลเข้ามาในหน่วยความจำชั่วคราว หรือที่เรียกว่า RAM เพื่อให้สามารถดูงานนั้นได้ กฎหมายระบุว่าเป็นการทำซ้ำชั่วคราวซึ่งไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้งานใช้วิธีการดาวน์โหลดงานนั้นเข้ามาในคอมพิวเตอร์จะถือเป็นการทำซ้ำที่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

– งานลิขสิทธิ์ที่เราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้โดยไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ภาพ หนังสือ เป็นต้น ส่วนกรณีที่เคยเป็นข่าวว่า มีคนเก็บ ซีดี เพลง หรือภาพยนตร์แล้วนำไปขายนั้น (อันที่จริงแล้วไม่เข้าเงื่อนไขผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ว่าหากเราซื้อมาอย่างถูกต้องสามารถนำมาขายต่อเป็นสินค้ามือสองได้) แต่เนื่องจากมีกฎหมายอื่น ระบุว่า การขาย ซีดี ภาพยนตร์มือสองจะต้องมีใบอนุญาตให้ขายตามกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ทำให้มีปัญหาและมีความผิดตามกฎหมายนั้นๆ

– กรณีเจ้าของลิขสิทธิ์ใส่รหัสผ่าน (Password) ให้กับงานของตนเองที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตเพื่อป้องกันการคัดลอกหรือเข้าชมได้ หากใครใช้วิธีเจาะรหัสผ่านหรือหาวิธีเพื่อเข้าถึงงานดังกล่าวโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตก็จะมีความผิดฐานละเมิfมาตรการทางเทคโนโลยี

– นักแสดงมีสิทธิระบุชื่อของตัวเองในงานที่ได้แสดงไป

– ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์จ่ายค่าเสียหายเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

– ศาลสามารถสั่งริบหรือทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์ที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในประเทศ รวมทั้งเครื่องมือหรือสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดด้วย และให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายของละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย

– โทษการละเมิดข้อมูลการบริหารสิทธิหรือละเมิดมาตรการทางเทคโนโลยี มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาท หากกระทำเพื่อการค้า มีโทษจำคุก ตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000-400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มีการนำผลงานของผู้อื่นไปใช้หลายๆ กรณีที่ก้ำกึ่งชวนให้สงสัยว่า หากทำอย่างนั้นอย่างนี้จะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ มีหลักง่ายๆ 2 ประการ ที่ใช้เป็นแนวทางพิจารณาว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ คือ

1. ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์

2. ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร

แนวทาง 2 ข้อนี้ อ่านดูอาจจะยังงงๆ แต่ขอให้ใช้วิธีคิดว่า หากเรานำผลงานของผู้อื่นไปใช้เพื่อการค้าหาผลประโยชน์ แล้วอันนี้ชัดเจนว่ายังไงๆ ก็เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนหากเจตนาของการนำไปใช้สุจริต เช่น นำไปเผยแพร่เพื่อการเรียนการสอน โดยไม่ใช่การทำสำเนาขายก็ย่อมไม่เป็นปัญหา และหลักง่ายๆ อีกข้อหนึ่งในการนำผลงานของบุคคลอื่นไปใช้ที่สำคัญคือ ควรขออนุญาตเจ้าของผลงาน หรืออย่างน้อยให้เครดิตโดยระบุว่าเป็นผลงานของบุคคลชื่อใด นามสกุลใด ประกอบไว้เสมอ ก็จะช่วยป้องกันปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

Leave a comment