ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070150858&srcday=2015-08-15&search=no
| วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605 |
รายงานพิเศษ เกษตรดี ที่นครศรีธรรมราช
สุจิต เมืองสุข
บ้านร่อนนา ร่อนพิบูลย์ หมู่บ้านนี้ มีดีที่สมุนไพร
ก้าวเข้าไปยังเขตพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านร่อนนา ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่นาน สังเกตเห็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านใบปกคลุมให้ร่มเงา ใบสีเขียวเข้มเป็นมันเงา ทั้งยังติดผลกลม มีให้เห็นทุกหลังคาเรือน กลมกลืนรวมกับไม้ผลอื่นที่ปลูกไว้ สอบถาม คุณเจือ สิริพร เกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช บอกว่า เป็นไม้ยืนต้น เรียกว่า “จันทน์เทศ” จัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพร และเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีเฉพาะภาคใต้ ทุกส่วนของไม้ชนิดนี้สามารถนำมาทำประโยชน์ได้ทั้งหมด
คุณเกษม อินทร์แก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ซึ่งพาสมาชิกอีกหลายสิบชีวิตมาพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นจันทน์เทศ ว่าเป็นไม้ที่ปลูกได้เฉพาะที่ ชอบความชื้นสูง อายุหลายร้อยปี ใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ดก หนา เป็นต้นไม่สมบูรณ์เพศ ผลมีลักษณะกลมรี เส้นผ่าศูนย์กลางผล 6-7 เซนติเมตร เปลือกสีเหลืองออกส้ม เนื้อสีครีม มีรสเปรี้ยวฝาด มีกลิ่นหอม ส่วนเมล็ดเรียกว่า ลูกจันทน์ มีสีน้ำตาลอมดำ เปลือกแข็ง ยวงเนื้อในเมล็ดสีเหลืองครีม มีกลิ่นหอม รสเผ็ด ด้านนอกเมล็ดมีรกสีแดงเป็นริ้วคลุมทั่ว เมื่อแก่จัดเนื้อผลจะปริแตกออกเป็น 2 ซีก เผยให้เห็นรกด้านในที่คลุมเมล็ด จันทน์เทศให้ผลผลิตได้ตลอดปี หมุนเวียนกันออกดอก ติดผลในแต่ละต้น แต่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่ให้ผลแก่มากที่สุด ผลผลิตเฉลี่ย 350 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี
คุณเกษม บอกว่า จันทน์เทศ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่มีมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ทราบว่ามีที่มาจากข้าหลวงหัวเมืองของอำเภอร่อนพิบูลย์ นำเมล็ดลูกจันทน์เทศจากเพื่อนบ้านที่อยู่ในประเทศมาเลเซีย มาปลูกในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ กระทั่งลูกจันทน์เทศมีผลผลิต ชาวบ้านได้นำผลลูกจันทน์เทศดังกล่าวมารับประทานกับเกลือ ต่อมาเมื่อลูกจันทน์เทศมีผลผลิตมากขึ้น ชาวบ้านก็คิดวิธีการเก็บรักษาผลผลิตไว้รับประทาน จึงใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนำไปแปรรูปเป็นลูกจันทน์เส้น ลูกจันทน์ดอง ลูกจันทน์กวน จันทน์แช่อิ่ม จันทน์หยี จันทน์สามรส น้ำจันทน์เทศ และอีกหลายชนิด เมื่อทำได้มากขึ้นก็นำไปจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมวัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา มีสมาชิกทั้งสิ้น 34 คน มีเกษตรกรที่ปลูกจันทน์เทศ 47 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 168 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 105 ไร่ ยังไม่ให้ผลผลิต 63 ไร่ ซึ่งนอกเหนือจากการแปรรูปจันทน์เทศจำหน่ายแล้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ยังใช้พื้นที่ว่างบริเวณสวนให้เกิดประโยชน์ โดยการปลูกพืชสมุนไพรชนิดอื่น เช่น กระวาน ขมิ้น เป็นพืชสมุนไพรที่สร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านไม่ใช่น้อย
จุดแข็งของกลุ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา บอกด้วยว่า เป็นความโชคดีของชาวอำเภอร่อนพิบูลย์ ที่จันทน์เทศเป็นไม้สมุนไพรที่สามารถเพิ่มมูลค่าการผลิตได้ทุกส่วน รวมทั้งเป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ดี เฉพาะในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์
คุณลำยอง อินทรสุวรรณ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา อธิบายเพิ่มเติมว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่จะทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ ส่วนจันทน์เทศเป็นพืชที่ต้องการร่มเงา การปลูกจันทน์เทศจึงต้องปลูกแซมกลางสวนยางพาราและสวนผลไม้ โดยเกษตรกรจะใช้เวลาว่างจากการกรีดยางพารามาแปรรูปจันทน์เทศ ยิ่งเมื่อให้ผลผลิตตลอดปี ก็ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี ซึ่งนอกเหนือจากการนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ กันแล้ว ยังสามารถนำส่วนต่างๆ ของต้น เมล็ด ดอก และรก นำมาแปรรูปจำหน่ายได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากถึง 1,000 บาท ต่อไร่
การจำหน่ายจันทน์เทศ มีการจำหน่ายทั้งรูปของผลสดและการแปรรูป โดยจำหน่ายผลจันทน์เทศสด ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ มีแหล่งจำหน่ายภายในชุมชน ส่วนการจำหน่ายจันทน์เทศแปรรูป ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์นั้น มีแหล่งจำหน่าย ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดระนอง จังหวัดตรัง จังหวัดอ่างทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสงขลา กรุงเทพมหานคร และส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ อินเดีย และมาเลเซีย
ผลสด ราคาเฉลี่ย 12 บาท ต่อกิโลกรัม
ดอกจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 150 บาท ต่อกิโลกรัม
รกจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 250 บาท ต่อกิโลกรัม
เมล็ดจันทน์เทศ ราคาเฉลี่ย 100 บาท ต่อกิโลกรัม
แม้ว่าจะจัดตั้งที่ทำการกลุ่ม เพื่อให้เกษตรกรที่ว่างเว้นจากงานประจำ มาลงแรงแปรรูปจันทน์เทศจำหน่ายในนามของกลุ่มก็ตาม แต่ระยะทางที่ห่างไกล ทำให้มีหลายรายไม่สามารถมาดำเนินกิจกรรมพร้อมกันในที่ทำการกลุ่มได้ เพื่อความสะดวกในการดำเนินกิจกรรม จึงจัดกลุ่มโซนบ้านออกเป็น 6 จุด ในการรวมกลุ่มทำกิจกรรม ได้แก่ ศูนย์โอท็อป บ้านหัวเมือง บ้านท้ายเรือ บ้านสวนจันทน์ ข้างหอประชุม และ บ้านสวนจันทน์ ซึ่งสมาชิกกลุ่มทั้งหมดจะมีการประชุมคณะกรรมการโซนทุกเดือน เมื่อแปรรูปผลผลิตเรียบร้อยแล้ว สมาชิกจะนำผลผลิตมารวบรวมขายให้กับพ่อค้าต่อไป
การแปรรูปลูกจันทน์ และดอกจันทน์แห้ง
เก็บผลจันทน์เทศที่แก่จัด นำไปล้างปอกเปลือกและผ่าเป็น 2 ซีก ส่วนของเนื้อผลนำไปแปรรูปต่อไป แกะส่วนดอกจันทน์เทศ คือส่วนของรกหุ้มเมล็ด มีลักษณะคล้ายร่างแห มีสีแดงสดและรัดติดแน่นอยู่กับเมล็ด ลอกออกจากเมล็ด นำส่วนดอกจันทน์เทศไปคลี่ให้แบน อย่าให้แตกหรือหัก จากนั้นนำทั้งดอกจันทน์เทศและลูกจันทน์เทศ (ส่วนของเมล็ดที่มีเปลือกแข็งสีน้ำตาล รูปร่างยาวรี ที่ลอกเอารกหรือดอกจันทน์เทศออกแล้ว) ไปตากแดดประมาณครึ่งวัน หรือ 2-4 ชั่วโมง ดอกจันทน์เทศจะแห้งสนิท ส่วนการตากลูกจันทน์เทศต้องหมั่นกลับลูกจันทน์เทศให้แห้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเน่าเสียและเชื้อรา เมื่อลูกจันทน์เทศแห้งดีแล้ว จะมีน้ำหนักลดลงประมาณ ร้อยละ 25 ใช้เวลาตากประมาณ 7 วัน จะแห้งสนิท หรืออาจจะทำให้แห้งด้วยความร้อน โดยการอบก็ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้ควันไฟถูกดอกจันทน์เทศโดยตรง เพราะจะทำให้คุณภาพลดลง
การแปรรูปเนื้อผลจันทน์เทศ
ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปเนื้อผลจันทน์เทศ คือ จันทน์เทศแช่อิ่ม โดยเก็บผลสดที่แก่จัดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วปอกเปลือก ผ่าครึ่ง นำส่วนของลูกจันทน์เทศ และดอกจันทน์เทศ ไปตากแดดหรืออบเพื่อจำหน่ายเป็นผลผลิตแห้ง ส่วนเนื้อผลที่เหลือนำมาทุบด้วยไม้หรือหินให้ช้ำเล็กน้อย (ในกรณีต้องการแช่อิ่ม ให้ทำชิ้นใหญ่) หรือนำมาซอยให้เป็นชิ้นบางๆ ก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ
นำเนื้อผลที่ทุบหรือซอยแล้วไปแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ 1 วัน แยกเนื้อผลจันทน์เทศที่ดองน้ำเกลือไว้ 1 คืน ออกจากน้ำเกลือ นำไปผึ่งให้สะเด็ดน้ำแล้วนำไปตากแดด 1 วัน น้ำเนื้อผลที่ตากแดดแล้วไปแช่น้ำเชื่อมทิ้งไว้ 1 คืน แยกผลจันทน์เทศออกจากน้ำเชื่อมแล้วนำไปตากแดด 1 วัน นำเนื้อผลที่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวแล้ว มาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ (เฉพาะส่วนที่ผ่านการทุบตั้งแต่แรก แต่ยังไม่ได้ซอย) คลุกน้ำตาลทราย อาจผสมพริกขี้หนูสดที่ตำให้แหลกด้วยก็ได้ แล้วแต่ชอบ จากนั้นบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป
สำหรับส่วนที่ซอยตั้งแต่แรกให้คลุกน้ำตาลทรายแล้วบรรจุถุงได้เลย อัตราส่วนผสมนั้นขึ้นอยู่กับผู้ปรุงว่าต้องการรสชาติอย่างไร โดยกรรมวิธีดังกล่าวจะช่วยทำเกิดรสเผ็ดและฝาดของเนื้อจันทน์เทศหมดไป
นอกจากจันทน์เทศ จะเป็นพืชสมุนไพรที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ร่อนพิบูลย์แล้ว พื้นที่ว่างภายในสวนยางพาราและสวนไม้ผล เกษตรกรจะนำสมุนไพรชนิดอื่นมาลงปลูก เช่น ขมิ้นชัน กระวาน ซึ่งทั้ง 2 ชนิด ได้รับความนิยมในทางการตลาดค่อนข้างมาก จึงเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กลับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนาได้ไม่น้อยไปกว่าจันทน์เทศ
สำหรับ ขมิ้นชัน จัดว่าเป็นพืชสมุนไพรที่จำหน่ายได้ราคาและมีความต้องการของตลาดในภาคใต้มาก เพราะเกษตรกรมีความรู้ในการปลูกและเก็บเกี่ยว ซึ่งระยะเวลาการเก็บเกี่ยว 8 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ขมิ้นชันมีคุณภาพมากที่สุด
คุณเกษม บอกด้วยว่า ขมิ้นชันจะนำไปขายโดยชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม มีฝ่ายตลาดของกลุ่มเป็นผู้รวบรวม นำไปส่งขายที่หมู่บ้านทุกวัน และขายได้ตลอดปี ปริมาณขายต่อ 1 ครอบครัว ประมาณ 40-50 กิโลกรัม ต่อวัน
ส่วน กระวาน คุณเกษม บอกว่า เป็นพืชสมุนไพรที่สำนักงานเกษตรอำเภอต้องการส่งเสริมให้เพิ่มพื้นที่ปลูก เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่ให้คุณประโยชน์หลายด้าน เช่น นำไปทำเครื่องแกง มีสรรพคุณทางยา นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับสวนยางพาราของเกษตรกรที่เปิดกรีดแล้ว การปลูกกระวานเป็นพืชร่วมไปด้วยจะช่วยสร้างความชุ่มชื้นภายในสวนยางพารา แล้วยังการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกด้วย
คุณเกษม ทิ้งท้ายไว้ให้ผู้สนใจปลูกพืชสมุนไพรหรือการแปรรูปพืชสมุนไพร สามารถติดต่อสอบถาม แวะเวียนเข้ามาศึกษาดูงานภายในกลุ่มได้ โดยติดต่อมายัง คุณเกษม อินทร์แก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรบ้านร่อนนา ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือโทรศัพท์ (081) 083-6114 หากมีผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อจันทน์เทศแปรรูป ก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณลำยอง อินทรสุวรรณ โทรศัพท์ (089) 288-6256