ยามเมื่อลมพัดหวน จังหวะเกษตรก้าวไกลได้อีก กับอนาคต “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ” !!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 605

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ศิริประภา เย็นยอดวิชัย jeabsiriprapha@hotmail.com

ยามเมื่อลมพัดหวน จังหวะเกษตรก้าวไกลได้อีก กับอนาคต “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ” !!!

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา ท่ามกลางอากาศที่แจ่มใส รอให้ฝนตกหลังจากอากาศร้อนเปรี้ยงมา 1-2 เดือน ซึ่งธรรมชาติทำให้ได้มีโอกาสพบกับ “พี่ตี๋” แมทชิ่ง หรือ คุณสมชาย สุทธานนท์ หลังจากไม่ได้เจอกันมานาน ไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับเป็น “ลมพัดหวน” ที่น่าจดจำค่ะ เพราะสมัยที่พบพี่ตี๋เมื่อนานมาแล้ว พี่ตี๋ยังเป็นผู้บริหารอยู่แมทชิ่ง เปิดตัวด้วยลีลาการสร้างสรรค์งานโฆษณาที่ไม่เหมือนใคร จนดังเป็นพลุแตกทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ กระทั่งในที่สุด พี่ตี๋ก็ผลักดันธุรกิจแมทชิ่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างสวยงาม

ปี 2558 วันนี้พี่ตี๋ท้วมขึ้นเล็กน้อย ตามฐานะ เพราะพี่ตี๋ไปลงทุนด้านอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในดินแดนพุทธศาสนา อย่างสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า เมียนมาร์ หรือตามประวัติศาสตร์คือ “พม่า” แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ พี่ตี๋ไปร่วมทุนสร้างสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองที่นั่น และจ้างคนท้องถิ่นทำงาน สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นไปในตัว นับเป็นการเจอกันที่แปลกใหม่และหวือหวา ผ่านบทสนทนาที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที หลังจากพี่ตี๋ลงเรือลำหนึ่ง ซึ่งมีผู้เขียนนั่งอยู่ด้วย เป็นสถานการณ์ที่เราต้องนั่งเรือลำเดียวกัน ด้วยความบังเอิญ แต่ทำให้อรรถรสของบทสนทนาเข้มข้นค่ะ

พี่ตี๋ : ทำอะไรอยู่???

ผู้เขียน : รับเขียนงานให้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เครือมติชนค่ะ ไม่ได้เจอพี่ตี๋นานมาก!

พี่ตี๋ : ผมไปสร้างช่องโทรทัศน์อยู่ที่พม่า

ผู้เขียน : ลงทุนเองทั้งหมดเหรอคะพี่ตี๋???

พี่ตี๋ : ผมลงทุน ลักษณะร่วมทุนกับนักธุรกิจที่นั่น

ผู้เขียน : ถ้าคนไทยไปทำต้องเก่งภาษาอังกฤษ

พี่ตี๋ : ผมจ้างคนที่นั่นทำงานเลย

บทสนทนา ดูจะไม่เกี่ยวกับแวดวงการเกษตรเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เห็นมุมมองของนักคิด นักโฆษณา ที่มีชื่อเสียงว่า เขามองโอกาสให้กับตัวเองตลอด ไม่ต้องนั่งรอให้โอกาสวิ่งชน แต่เป็นผู้วิ่งเข้าไปชนโอกาสนั้นเสียเอง ซึ่งหากเรานำวิธีคิดของ “พี่ตี๋” มาใช้ ก็จะเห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดของโลก เราวิ่งหาโอกาสที่เป็นสัมมาทิฐิได้ทันที บนโลกใบนี้ยังมี “โอกาส” อีกมาก เช่นเดียวกับ “พี่ตี๋” แมทชิ่ง ที่เปิดโอกาสตัวเองไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเงียบๆ

อนาคตสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพมาแรง

ญี่ปุ่น คือ โมเดลของการสร้างค่านิยม

ในมุมของเกษตรกร วิธีคิดของนักการตลาดที่มีชื่อเสียง ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่มีวันจบ เป็นปรากฏการณ์ “อินฟินิตี้” (Infinity) เฉกเช่น พี่ตี๋ แมทชิ่ง แห่งวงการอุตสาหกรรมโฆษณา และธุรกิจสื่อโทรทัศน์ ไปลงทุนในประเทศเมียนมาร์ และอย่างที่ “พี่จือ” หรือ คุณสุวรรณดี ไชยวรุตม์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเมื่อต้องทำป๊อปคอร์นออกตลาด การคิดค้นรสชาติป๊อปคอร์นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก็มองว่า ป๊อปคอร์นที่จะทำตลาดได้ดี ควรมีรสชาติความเป็นผลไม้ไทย อย่างรสมะพร้าว และทุเรียน

“ป๊อปคอร์นรสผลไม้ไทย เป็นแนวคิดที่ได้มาจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคว่า จะนิยมบริโภคอาหารธรรมชาติมากกว่าเดิม เป็นพฤติกรรมย้อนศรไปสู่ธรรมชาติ และสะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ ชูความเป็นไทย เพราะอย่างในประเทศญี่ปุ่น ต้องยอมรับว่าเก่ง ที่สามารถสร้างค่านิยมให้คนในประเทศภูมิใจกับการใช้ของที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น มากกว่าการใช้ของที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ” พี่จือเล่าให้ฟังอย่างสนุก ถึงอนาคตของพฤติกรรมผู้บริโภค ที่มากำหนดให้สินค้าอย่าง “อาหาร” ซึ่งต้องใช้วัตถุดิบจากสินค้าเกษตรเป็นหลัก หันมาพัฒนารสชาติให้โดนใจผู้บริโภคมากขึ้น

จากที่พี่จือเล่าให้ฟังนั้น ยังมีความน่าสนใจอีกว่า สินค้าญี่ปุ่น เขียนว่า Made in Japan มีราคาแพงกว่าสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ ที่เขียนคำว่า Made in “…” (ประเทศต่างๆ) เพราะฉะนั้นพี่จือจึงตั้งข้อสังเกตมาตลอดว่า ญี่ปุ่นทำอย่างไรให้สินค้าในประเทศของตัวเองมีราคาและมีคุณค่า ซึ่งคำตอบที่พี่จือได้ก็คือ สร้างคุณภาพของสินค้าให้มีคุณภาพที่มั่นใจได้ ถ้าหากรับประกันว่า Made in Japan จะต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้บริโภคจริงๆ รองลงมาคือ สร้างความภูมิใจให้คนในประเทศ รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ใช้สินค้าของประเทศตนเอง

“สังเกตไหมว่า คนญี่ปุ่นจะภูมิใจมากกับการใช้สินค้าที่มาจากประเทศของตัวเอง คนญี่ปุ่นมาประเทศไทยก็จะหาสินค้าญี่ปุ่นใช้ และในประเทศญี่ปุ่นเอง เขาก็เป็นอย่างนั้น ถ้าให้เขาซื้อของประเทศอื่นใช้ ต่อให้ราคาถูกยังไง เขาก็ไม่ซื้อ เขาเลือกซื้อสินค้าที่มีคำว่า Made in Japan พี่เคยไปซื้อรองเท้าในห้างที่ญี่ปุ่น เป็นสินค้านำเข้าอย่างดี ราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น พอซื้อมาคนญี่ปุ่นบอกว่า ฉันผลิตได้ดีเท่ากับนำเข้า เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาคิดว่า ถ้าเป็นสินค้าเกษตร จะสร้างความภูมิใจให้กับผู้บริโภคคนไทยอย่างไรเป็นอันดับแรกว่า ถ้าจะเลือกบริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ ต้องผลิตในประเทศไทย ผู้ผลิตในประเทศไทยต้องพยายามยกระดับตัวเอง ให้ผู้บริโภคคนไทยยอมรับให้ได้” นี่เป็นการถ่ายทอดจากประสบการณ์ของนักการตลาดมืออาชีพที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสประเทศญี่ปุ่น ทั้งในช่วงการศึกษา และการทำงาน ประสบการณ์ของพี่จือ เป็นแง่คิดให้กับแวดวงเกษตรกรรมตรงที่ พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นส่วนสำคัญที่สุด อย่างประเทศญี่ปุ่น สร้างให้คนของตัวเองภูมิใจในสินค้าที่ผลิตโดยชาวญี่ปุ่น และมาจากประเทศญี่ปุ่น จนนำมาซึ่งมาตรฐานของสินค้าที่ต้องได้คุณภาพเป็นอันดับแรก เพราะหากสินค้าไม่มีคุณภาพ ก็จะส่งผลให้วงจรผู้บริโภคถูกตัดตอน และผู้บริโภคก็ไม่เลือกซื้อเช่นกัน

ถ้าเราคิดในมุมกลับ หรือลองย้อนศรดู หากเราทำได้อย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยก็จะกลายเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพในเวลาเดียวกัน เหมือนกับที่ญี่ปุ่นผลักดันตัวเองให้เป็นตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย (อ้างอิงจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์)

ญี่ปุ่นจึงเป็นโมเดลของการสร้างค่านิยม รวมทั้งกรณีศึกษา (case study) ที่ทำให้เห็นว่า ประสบความสำเร็จเรื่องการทำให้คนในประเทศของตัวเอง รู้สึกภูมิใจที่จะบริโภคสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ที่มาจากผลผลิตของคนญี่ปุ่นพร้อมขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สร้างกระแสบริโภค สร้างยอดขายสินค้าเกษตร

การเกิดขึ้นของค่านิยมการบริโภคไม่ได้เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีส่วนผสมอะไรเลย แต่ต้องมีส่วนผสมมาจากการ “สร้าง” ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ พี่จืออธิบายให้ฟังต่อว่า อย่างกรณี “ช็อกโกแลต วาเลนไทน์” มีการสร้างกระแสให้เกิดการให้ช็อกโกแลตขึ้นมา ขณะที่ช็อกโกแลตต่างคนก็ต่างนำเข้ามาจากหลากหลายประเทศในที่สุด ทั่วโลกนิยมซื้อช็อกโกแลตให้กันวันวาเลนไทน์ และผู้ให้กับผู้รับก็รู้สึก “เท่” กับช็อกโกแลต วันวาเลนไทน์ ซึ่งต่อมาช็อกโกแลตกลายเป็นขนมที่ให้กันในโอกาสต่างๆ และตามเทศกาลต่างๆ

“ในตลาดสินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ จะต้องใช้วิธีสร้างกระแสให้ผู้บริโภครู้สึกเท่กับการให้และได้รับสินค้าเกษตรเป็นของขวัญ ซึ่งผู้ประกอบการสินค้าเกษตรควรจะรวมตัวกัน เพื่อทำให้เกิดกระแส ซึ่งจะนำมาซึ่งความต้องการของผู้บริโภค (Demand) ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างที่ผ่านมา” พี่จือแนะนำแนวทางการทำให้สินค้าเกษตรทั่วไป และสินค้าเกษตรสุขภาพเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง

ผู้เขียนมองว่า สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพมีอนาคตสดใส และมีจุดเด่น หากมีการสร้าง “กระแส” อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ไทยจะกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เพื่อผลิตให้คนไทยผู้บริโภคเท่านั้น แต่สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพจะกลายเป็นสินค้าที่เป็นจุดขายของประเทศไทย ดึงดูดผู้บริโภคจากทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่ตลาดการส่งออก แต่ยังหมายถึงตลาดท่องเที่ยวได้อีกด้วย

เมื่อสนทนากับพี่จือมาถึงตรงนี้ ไอเดียต่างๆ ก็เริ่มมากขึ้น พี่จือแนะนำเกษตรกรว่า ในต่างประเทศโดยเฉพาะคนจีนนิยมบริโภคกระเทียมจากประเทศไทย ขณะที่คนไทยเองจะเห็นว่า เวลาทำอาหาร หากเลือกใช้กระเทียมไทย จะมีรสชาติที่อร่อย กลมกล่อม ถ้าเปรียบเทียบกับกระเทียมนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือกระเทียมจากจีน จะมีความแตกต่างชัดเจน

“ไทยได้เปรียบหลายเรื่อง มีสินค้าเกษตรที่เป็นเอกลักษณ์ และคนต่างประเทศชื่นชอบ อย่างกระเทียม จะเห็นว่าถ้าเมนูอาหารของไทย เลือกใช้กระเทียมไทย กลิ่นและรสชาติก็หอม ส่วนกระเทียม อย่าง กระเทียมของจีน ราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท แต่เมื่อนำไปปรุงอาหาร รสชาติอาหารขาดไป ก็เลยไปได้ความรู้ว่า กระเทียมนี่สำคัญมาก ทำให้อาหารอร่อยหรือไม่อร่อยก็ได้ และก็รู้มาว่า ที่ศรีสะเกษ มีกระเทียมคุณภาพ รสชาติดี” พี่จือเล่าประสบการณ์ใกล้ตัว อย่างการทำอาหารรับประทานเอง จะเห็นความแตกต่างของกระเทียมไทย และกระเทียมนำเข้าจากต่างประเทศ

พี่จือทิ้งท้ายด้วยแง่คิด 3 ข้อ ถึงการหาจุดเด่นของสินค้าเกษตรมาเพาะปลูกและทำตลาด ดังนี้

1. หาความเป็นไทยในสินค้าเกษตรนั้นๆ มาเป็นจุดขาย นำมะพร้าวมาใส่ในป๊อปคอร์น เป็นต้น

2. เลือกสินค้าเกษตรที่มีเอกลักษณ์ เช่น เป็นพันธุ์พื้นเมือง อย่าง มะม่วงมหาชนก ทุเรียนนนท์ และกระเทียมศรีสะเกษ

3. เลือกสินค้าเกษตรที่มีวัฒนธรรมไทย บ่งบอกความเป็นไทย ภูมิใจในการเป็นเกษตรกรไทย ผ่านการผลิตและทำตลาดสินค้าเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ แสดงถึงวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน เมื่อนำเรื่องสุขภาพมาใส่เข้าไป เป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ก็จะทำให้ข้าวไทยได้ราคาดีกว่าเดิมหลายเท่าตัว

4. มองหาสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้ยั่งยืน เช่น ข้าว ทุเรียน มะพร้าว และมะม่วง เป็นต้น

ฉบับนี้ จบด้วยแง่คิดที่ว่า ในอนาคตผู้บริโภคจะหันมาบริโภคสินค้าที่เป็นธรรมชาติ เพื่อสุขภาพ และหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรง คือ “สินค้าเกษตรเพื่อสุขภาพ”

Leave a comment