ความเสี่ยงเสถียรภาพการเงินพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/566281

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ม.ค. 2559 06:45

 

ธปท.ชี้เศรษฐกิจทรุดกดรายได้-เบี้ยวหนี้เพิ่ม

ธปท.ระบุความเสี่ยงด้านการเงินของไทยมีสูงขึ้น หลังเศรษฐกิจปี 58 ชะลอตัว กระทบรายได้และความสามารถชำระหนี้ ขณะที่พฤติกรรมเก็งกำไรในตลาดหุ้นและการซื้อขายใบจองคอนโดฯเพิ่มขึ้น โดยปี 59 “ผู้ว่าวิรไท” สั่ง ธปท.จับตาใกล้ชิด หลังเศรษฐกิจโลกยังเสี่ยงสูง หวั่นดอกเบี้ยต่ำทำให้คนหน้ามืดประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าความจริง แต่คาดเศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นพอรับความผันผวนที่เพิ่มขึ้นได้ระดับหนึ่ง

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ซึ่ง ธปท.จัดทำขึ้นปีละครั้งว่า การเติบโตของเศรษฐกิจแบบค่อยเป็นค่อยไปและช้ากว่าที่คาดในปี 58 ที่ผ่านมา ส่งผลลบต่อรายได้ ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน และคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคาร ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยมีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยฐานะการเงินของภาคธุรกิจและภาคสถาบันการเงินที่ยังเข้มแข็ง ฐานะด้านต่างประเทศที่ยังมั่นคง ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลต่อเนื่องและเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับนโยบายมหภาคที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะใช้ได้ยามจำเป็น ทำให้เสถียรภาพการเงินไทยรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้

ทั้งนี้ ภายใต้สภาพแวดล้อมโลกที่ยังมีความเสี่ยงสูงต่อเนื่องในปี 59 ธปท.จำเป็นต้องติดตามและประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด โดยประสานกับหน่วยงานเศรษฐกิจของภาครัฐ และองค์กรกำกับดูแลอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็น รวมถึงร่วมกันพัฒนากรอบการติดตามและประเมินเสถียรภาพระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงินและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (21 ม.ค. 59) ธปท.ได้เผยแพร่รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย เพื่อประเมินความเสี่ยงของระบบการเงินไทย ช่วยให้ภาคเอกชนและประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนเพื่อปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต ซึ่งสาระสำคัญระบุว่า ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทยในปี 58 มีมากขึ้นกว่าปีก่อน จากความล่าช้าของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ทำให้รายได้และความสามารถการชำระหนี้ของภาคเอกชน รวมถึงคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ด้อยลง อย่างไรก็ดี ธปท.ประเมินว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความเข้มแข็งรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีฐานะการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี

นอกจากนี้ การที่ภาครัฐได้ออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ อาทิ มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อย มาตรการด้านสินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ธปท.ประเมินว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคเอกชนได้ระดับหนึ่ง ขณะที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องและยาวนาน ทำให้เห็นพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนและยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นในตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ และสินทรัพย์ต่างๆ มากขึ้น เป็นสิ่งที่ ธปท.มีความเป็นห่วงและกำลังจับตา โดยช่วงครึ่งแรกของปี 58 ที่ผ่านมานักลงทุนรายย่อยลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ครึ่งหลังของปีความร้อนแรงในตลาดหุ้นจะลดลง นอกจากนี้ มีการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุนรวม (FIF) มากขึ้น โดยบางส่วนไปลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจหันมาระดมทุนผ่านตราสารหนี้มากขึ้น และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ออกตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังพบสัญญาณเก็งกำไรการซื้อขายใบจองอาคารชุดในเขตกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี พฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนและการยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นยังมีจำกัด แต่ในระยะต่อไปยังต้องติดตามความเสี่ยงจากการลงทุนรูปแบบใหม่ๆ ภายใต้สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่องทางที่นักลงทุนอาจขาดความรู้ความเข้าใจในการประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และนำไปสู่การสะสมความเปราะบางและสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย

สำหรับความเสี่ยงจากต่างประเทศต่อเสถียรภาพระบบการเงินไทย แม้ความผันผวนในตลาดการเงินโลกจะสูงขึ้น แต่ผลกระทบต่อระบบการเงินไทยอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากฐานะด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็งรองรับความผันผวนที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินที่ชัดเจน แต่ควรติดตามและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคต ได้แก่ การขยายตัวของผู้ให้บริการทางการเงินที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ และความเสี่ยงจากพัฒนาการของเทคโนโลยีทางการเงินต่อผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ ตลอดจนระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงินในภาพรวม.

Leave a comment