‘ประชารัฐ’ ฝันที่อาจไม่เป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160110/220235.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2559
'ประชารัฐ' ฝันที่อาจไม่เป็นจริง

คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ‘ประชารัฐ’ ฝันที่อาจไม่เป็นจริง : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                      คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 1/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อย  เพราะในคำสั่งดังกล่าวมิได้มีเฉพาะการพักงานข้าราชการที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่น  หากแต่พ่วงมาด้วยคำสั่งปลด  7 คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ที่นำทีมโดย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ที่ปัจจุบันเป็นอดีตรองประธานบอร์ด สสส. ส่วนกรรมการอื่นอีก 6 คน ได้แก่ นายสงกรานต์ ภาคโชคดี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นายยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายสมพร ใช้บางยาง รศ.ประภัทร นิยม และนายวิเชียร  พงศธร
                      ข้อกล่าวหาที่นำมาซึ่งการปลดก็เป็นเรื่องที่ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน
                      แน่นอนว่าผู้ที่ถูกปลดย่อมไม่ยอมถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียว เมื่อ “หมอวิชัย” ออกมาโต้ตอบว่า การปลดบอร์ดทั้ง 7 คน นั้นเป็นเพราะมีความพยายามที่จะเข้าไปจัดการกับองค์กร สสส. เพราะที่ผ่านมาพวกเขาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรื่องการรณรงค์เรื่องเหล้าและบุหรี่ จนบริษัทเอกชนเสียผลประโยชน์ จนต้องเข้ามาแทรกแซงการทำงาน
                      อย่างไรก็ตามหากว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว หลายคนตั้งข้อสงสัยถึงการทำงานและการใช้งบประมาณของ สสส.มาพักใหญ่ เพราะองค์กรแห่งนี้มีงบประมาณมหาศาล และการใช้จ่ายเงินในหลายๆ ครั้งก็ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมรวมถึงคนที่มารับงานของ สสส.  ก็ถูกครหาด้วยเช่นกัน
                      รัฐบาลนี้ก็ได้เข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ สสส. โดยให้  คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เป็นผู้ทำหน้าที่  รวมถึงมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้าไปร่วมด้วย
                      ข้อสงสัยสองข้อหลักๆ ที่มีคือ 1.การใช้จ่ายงบประมาณที่ถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมสุขภาพ  เช่น โครงการสวดมนต์ข้ามปี  และ 2.ข้อสงสัยเรื่องมูลนิธิที่มารับงานของ สสส. มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับบอร์ด สสส.หลายคน
                      ทั้งสองข้อสงสัยก็มีข้อชี้แจง เช่น การใช้งบประมาณที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างสุขภาพ พวกเขาก็ระบุว่าเป็นการตีความคำว่าสุขภาวะ และการเสริมสร้างสุขภาพอย่างกว้าง ซึ่งเป็นการตีความตามกฎหมายและหลักการสากล หรือเรื่องมูลนิธิที่มีความเกี่ยวข้องกับกรรมการบอร์ดก็ถูกชี้แจงว่าเป็นไปตามกฎหมายที่ไม่มีข้อห้ามเอาไว้
                      ต่อมาก็มีการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและเตรียมแก้ระเบียบต่างๆ รวมทั้งกฎหมายแม่เพื่อความรัดกุมและตีความสุขภาวะในอย่างแคบ และเตรียมจะนำเข้าหารือในบอร์ด สสส.  แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุการณ์ปลดบอร์ดทั้ง 7 คน
                      หากย้อนไปดูในการร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ในชุดกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็มีความพยายามที่จะจำกัดการใช้งบประมาณของ สสส. โดยจะให้นำมาเป็นเงินแผ่นดิน
                      หรือการที่รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุขออกมาระบุเรื่องการปรับปรุงโครงการหลักประกันสุขภาพก็ทำให้กลุ่มแพทย์ที่เกี่ยวกับ สสส. ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เพราะมองว่ารัฐบาลจ้องเล่นงาน และต่อไปในการทำงานพวกเขาก็เชื่อว่าจะลำบากมากขึ้น
                      ที่น่าสนใจคือต่อไปนี้โครงการ “ประชารัฐ” ของรัฐบาลจะเดินไปทางไหน   นอกจากสองขาอย่างภาครัฐ และเอกชน การขับเคลื่อนยังต้องมีประชาชน  โดยอาศัยภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อน
                      เบื้องต้นรัฐบาลเริ่มต้นทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมโดยอาศัยเครือข่ายของ สสส. เป็นหลักแต่มาวันนี้ดูเหมือนความสัมพันธ์จะไม่มีดังเดิมอีกแล้ว
                      ยิ่งไปดู คณะทำงานร่วมรัฐ-เอกชน-ประชาชน (ประชารัฐ) ภายใต้กรอบคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่รัฐบาลเพิ่งตั้งขึ้นมาจำนวน 12 คณะ สิ่งที่เราจะเห็นคือ ในรายนามคณะทำงานองค์ประกอบที่เห็นชัดที่สุดคือ เหล่าบรรดานักลงทุน เจ้าสัวนักธุรกิจ เจ้าของกิจการยักษ์ใหญ่ ที่เข้าไปพบกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทำเนียบรัฐบาล สัดส่วนรองลงมาคือภาครัฐ แต่ที่แทบไม่เห็นเลยคือภาคประชาสังคม    สิ่งนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นอะไรบางประการ
                      ความไม่ลงรอยครั้งนี้ใครๆ ก็จับอาการได้ และทันทีที่มีคำสั่งก็มีการพบปะพูดคุยเพื่อเคลียร์กับคนระดับแกนนำเครือข่ายประชาสังคมอย่าง “นพ.พลเดช ปิ่นประทีป” ซึ่งท่าทีของหมอพลเดชดูเหมือนจะไม่เข้าใจกับท่าทีที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
                      เขาถึงกับใช้คำว่า “เป็นอุบัติเหตุ” เนื่องจากมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการตรวจสอบกำลังคลี่คลาย  และระเบียบกฎหมายที่แก้ไขก็กำลังจะผ่าน แต่กลับมีคำสั่งปลดออกมาเสียก่อน
                      พร้อมทั้งแสดงความเห็นใจผู้ที่ถูกปลดว่า  “สำหรับกรณีที่ นพ.วิชัย ที่ออกมาให้ข้อมูลและมองว่าการปลดบอร์ดทั้ง 7 คน เพราะมีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลัง ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องเห็นใจ นพ.วิชัย เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง หากดูข้อมูลของทั้ง 7 คน ถือเป็นผู้ที่มีเกียรติภูมิ ทำงานเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่นทั้งชีวิต แต่โดนคำสั่ง คสช. ประเด็นปลด มารวมกับผู้ที่ทุจริต ถือเป็นสิ่งที่เจ็บปวด และเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการทุจริต การพูดของ นพ.วิชัยเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและชี้แจงให้สังคมเข้าใจ”
                      แต่อย่างไรก็ตามการแตกหักระหว่างรัฐบาลกับเครือข่ายของ สสส. คงยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆ แม้จะมีความไม่พอใจกันอยู่บ้าง เพราะเป็นที่รู้กันว่า ทั้งสองต่างก็พึ่งพากันและกัน  รัฐบาลยังต้องอาศัยเครือข่ายนี้ในการทำงานต่างๆ อีกมาก รวมถึงการได้รับแรงหนุนจากคนระดับนี้ถือเป็นต้นทุนที่สูงพอสมควร
                      ขณะที่เครือข่าย สสส.เอง ก็ย่อมรู้ว่านาทีนี้การไปขัดแย้งกับรัฐบาลที่มีอำนาจเด็ดขาดย่อมไม่มีผลดีอะไร ดังเราจะได้เห็นจากการที่พวกเขายอมรับทุกการกระทำที่รัฐบาลทำ แม้แต่การปลดบอร์ดทั้ง 7 คน ก็ยังไม่ได้ตำหนิรัฐบาลตรงๆ แต่กลับโยนไปให้บริษัทเอกชนในการเข้าแทรกแซง และยังไว้ไมตรีกับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” อยู่ไม่น้อย
                      ทั้งนี้พอจะเห็นบทจบของความระหองระแหงครั้งนี้ เพื่อ “หมอพลเดช” เปิดเผยว่า นายกฯเองก็เตรียมที่จะระงับการตรวจสอบ สสส.แล้ว หากเรื่องการปรับปรุงระเบียบกฎหมายเรียบร้อยลงและมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น
                      อย่างน้อยทั้งรัฐบาลและ สสส.ก็คงต้องทำงานร่วมกันต่อไปและประคับประคองกันไปเรื่อยๆ
                      แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมติดค้างอยู่ในใจไม่มากก็น้อย ความร่วมมือที่เคยมีให้แม้จะไม่หมดไป แต่ความเต็มที่ก็อาจจะไม่เหมือนเคย และประชารัฐที่หวังจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะไม่ราบรื่น เพราะสามขาจะมีขาหนึ่งที่เดินไปไม่เต็มกำลัง
                      ต้องดูกันว่า “ประชารัฐ” จากนี้จะเป็นไปในรูปแบบไหน เป็นเหมือนที่ออกแบบไว้แต่ต้นหรือไม่
——————-
(คม วิเคราะห์ การเมืองรอบสัปดาห์ : ‘ประชารัฐ’ ฝันที่อาจไม่เป็นจริง : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

Leave a comment