ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160111/220287.html
ยกเครื่องตำรวจในมุมมอง‘ธานินทร์ กรัยวิเชียร’
หมายเหตุ : ข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปตำรวจ เป็นส่วนหนึ่งของจดหมายที่ ศาสตราจารย์พิเศษธานินทร์ กรัยวิเชียร ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
สวัสดีปีใหม่พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ
ตามที่รัฐบาลได้เคยเชื้อเชิญให้ประชาชนชาวไทยร่วมแสดงความคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศและปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่ง ได้เคยแสดงความคิดเห็นในเรื่องเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง แต่เป็นการส่งจดหมายโดยตรงถึงนายกรัฐมนตรีและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งผมคิดว่า การแสดงความคิดเห็นดังกล่าว แม้จะทำในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ก็ควรจะได้เปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบอย่างกว้างขวาง จึงขอเปลี่ยนรูปแบบการแสดงความคิดเห็นมาเป็นจดหมายเปิดผนึก เพื่อที่จะมีการพิจารณาในวงกว้างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้มากขึ้น
การปฏิรูประบบราชการตำรวจ
ปัจจุบันวิกฤติการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรมถือเป็นปัญหาสำคัญในสังคมไทยที่เกิดขึ้นในทุกวงการวิชาชีพ โดยเฉพาะในวิชาชีพตำรวจที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง ซึ่งปัญหานั้นเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปทราบกันดีอยู่แล้ว ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การแก้ไขวิกฤติการณ์นี้จะทำได้อย่างไร
ด้วยความห่วงใยและผูกพันกับระบบราชการตำรวจที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยายพิเศษแก่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่กรมตำรวจและในโอกาสอื่นๆ ต่างสถานที่กัน ผมเห็นว่า บรรดาวิกฤติการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในระบบราชการตำรวจจะต้องมองในอีกแง่หนึ่งด้วยว่า ข้าราชการตำรวจก็มีปัญหาของตนเองอยู่ด้วย จะละเลยไม่คำนึงถึงข้อนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินเดือนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ข้าราชการตำรวจได้รับมานั้นไม่เพียงพอกับการครองชีพโดยปกติหรือตามควรแก่อัตภาพ จึงจำเป็นต้องหารายได้อื่น นอกจากระบบราชการตำรวจ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขวิกฤติการณ์นี้ คือ จะต้องพิจารณาระบบราชการตำรวจทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะแต่ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของข้าราชการตำรวจเพียงอย่างเดียว
แนวคิดและวิวัฒนาการในการปฏิรูประบบราชการตำรวจ
ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2520 ครั้งที่ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ได้เล็งเห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับตำรวจเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไขขณะนั้น คือปัญหาการดำรงชีพ ข้าราชการตำรวจ โดยเฉพาะชั้นผู้น้อยมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นแสนลำบาก นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลผม จึงได้ริเริ่มโครงการแฟลตตำรวจ โดยร่วมกับการเคหะแห่งชาติกู้เงินมาสร้างแฟลตตำรวจในกรุงเทพมหานคร ซึ่งดำเนินการได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ส่วนในต่างจังหวัดก็ได้มีการปฏิบัติทำนองเดียวกันต่อมา อันเป็นการแก้ไขปัญหาส่วนแรก ส่วนการแก้ไขในระยะยาวนั้นผมได้ร้องขอรัฐบาลอังกฤษผ่านสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยให้จัดตำรวจ Scotland Yard มาช่วยสำรวจและให้คำแนะนำว่า เราควรจะปฏิรูประบบราชการตำรวจของไทยในด้านใดบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รัฐบาลของผมเห็นว่ามีความสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ เรื่องแรก โครงสร้างของกรมตำรวจควรเป็นระบบรวมอำนาจหรือระบบกระจายอำนาจ กล่าวคือ มีตำรวจส่วนกลางและตำรวจส่วนท้องถิ่น เรื่องที่สอง ข้อบกพร่องในการสอบสวนของพนักงานสอบสวน โดยเฉพาะการตั้งรูปคดีและการหาพยานหลักฐานต่างๆ ในการฟ้องร้อง อันเป็นเรื่องของวิทยาการตำรวจที่จะต้องมีการปรับปรุงเรื่องที่สาม อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในราชการตำรวจ เป็นต้นว่า อาวุธประจำตัว เครื่องมือสื่อสารและยานพาหนะ เรื่องที่สี่ จริยธรรมตำรวจ ทั้งในเรื่องเนื้อหาและการฝึกอบรมในด้านจริยธรรม และเรื่องสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่น คือ เงินเดือน ค่าตอบแทนและการจัดสวัสดิการของตำรวจ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษยินดีให้ความช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าว โดยจะส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจสถานการณ์ในเบื้องต้นก่อนและจะมีคณะอื่นๆ ตามมาเป็นคณะทำงานเฉพาะกิจต่อไปตามที่รัฐบาลไทยจะร้องขอ โดยเวลาที่ผมได้รับคำตอบจากรัฐบาลอังกฤษนั้นเป็นเวลา 14.00 น. ของวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 แต่พอถึงเวลา 17.00 น.ของวันนั้นเอง คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้เข้ายึดอำนาจการปกครองและล้มรัฐบาลของผม จึงเป็นอันสิ้นสุดหน้าที่และความใฝ่ฝันของรัฐบาลชุดผมที่จะปฏิรูประบบราชการตำรวจไปในขณะนั้นเอง
ต่อมาสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีความพยายามในการปฏิรูประบบราชการตำรวจอีกครั้งหนึ่ง โดยคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาและปรับปรุงการบริหารงานของกรมตำรวจในคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการและระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2525 ที่มีพล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร (ต่อมาเป็นพลตำรวจเอก) รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธาน ซึ่งพบว่า ระบบงานตำรวจมีปัญหาที่สำคัญ 7 ประการได้แก่ ประการแรก หน้าที่ของข้าราชการตำรวจไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจน ทำให้ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงอย่างแท้จริง ต้องสูญเสียกำลังพลไปกับการปฏิบัติด้านอื่นเป็นจำนวนมาก ประการที่สอง การบริหารงานบุคคลของกรมตำรวจยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสม โดยควรจัดสายงานออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือ ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานตำรวจอย่างแท้จริงประเภทมียศและไม่มียศ กับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานธุรการและสนับสนุนอื่นๆ ที่ไม่ถือว่าเป็นงานตำรวจโดยตรง ประการที่สาม ระบบข้อมูลข่าวสารตำรวจยังสับสนและไม่มีระบบทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ประการที่สี่ ปัญหาในการให้บริการประชาชน ประการที่ห้า ปัญหาความร่วมมือจากประชาชน ประการที่หก ปัญหาเอกภาพในกา
รบริหารราชการส่วนภูมิภาค และประการสุดท้าย ปัญหาค่าตอบแทนและสวัสดิการตำรวจที่อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมในการพิจารณาค่าตอบแทนโดยใช้หลัก “งานเท่ากัน เงินเท่ากัน” (Equal Pay for Equal Work) โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานอย่างแท้จริงได้รับค่าตอบแทนในระดับที่ต่ำเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติงานให้เกิดผลดีได้ ก่อให้เกิดปัญหาการหารายได้ในทางไม่สุจริตตามมา
ต่อมาใน พ.ศ.2549 รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ โดยมีพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ เป็นประธาน ซึ่งมีข้อเสนอจำนวน 10 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก การกระจายอำนาจการบริหารงาน ประเด็นที่สอง การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานตำรวจ ประเด็นที่สาม การสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของตำรวจ ประเด็นที่สี่ การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ของตำรวจ ประเด็นที่ห้า การปรับปรุงพัฒนาระบบงานสอบสวน ประเด็นที่หก การปรับปรุงการปฏิบัติงานของสถานีตำรวจ ประเด็นที่เจ็ด การพัฒนากระบวนการในการสรรหา การผลิตและการพัฒนาบุคลากรตำรวจ ประเด็นที่แปด การปรับปรุงเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของตำรวจ ประเด็นที่เก้า การส่งเสริมความก้าวหน้าของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน และประเด็นสุดท้าย การจัดตั้งหน่วยงานในการปรับปรุงพัฒนากระบวนการยุติธรรมและมีการเสนอร่างกฎหมายในการพัฒนาระบบงานตำรวจจำนวน 2 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อการปฏิรูประบบงานตำรวจอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม สภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ก่อนร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบ จึงไม
่สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้
ใน พ.ศ.2555 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังทำการศึกษาระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ของข้าราชการตำรวจโดยมีการวิเคราะห์ว่า ข้าราชการตำรวจเป็นส่วนสำคัญส่วนแรกของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปฏิบัติงานโดยการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม จับกุมผู้ต้องหา สืบสวนสอบสวน และอื่นๆ ดังนั้น ข้าราชการตำรวจจึงต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมจริยธรรม มีความอดทนเสียสละ สามารถต้านทานต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ ในสังคมและดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมได้ และเป็นที่คาดหวังว่าจะเป็นผู้ที่ให้บริการที่ดีแก่ประชาชน แต่จากสภาพปัญหาที่ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำ มีสวัสดิการน้อย ในขณะที่มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมาก จึงอาจทำให้เกิดปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบได้ ดังนั้น การปฏิรูประบบเงินเดือนและค่าตอบแทน นอกจากจะทำให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ดำรงตนอยู่ในความยุติธรรมและสามารถดำรงชีพได้อย่างมีคุณภาพแล้ว ยังช่วยบรรเทาปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกด้วย
ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับระบบราชการตำรวจใน 2 เรื่อง คือ มีการตราพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 โดยเหตุผลในการประกาศใช้ คือ เพื่อปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการตำรวจให้เหมาะสม เป็นธรรม และได้มาตรฐาน และมีการตราพระราชกฤษฎีกาข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ พ.ศ.2558 โดยเหตุผลในการประกาศใช้ คือ เนื่องจากข้าราชการตำรวจมีภารกิจทั้งในด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของราชอาณาจักร ตลอดจนงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยการ การพัฒนาบุคลากร และงานด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจในบางตำแหน่งนั้นอาจไม่จำเป็นต้องมียศ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับอย่างเต็มรูปแบบเมื่อมีการตรากฎ ก.ตร. กำหนดรายละเอียดต่างๆ แล้ว โดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างกฎ ก.ตร. ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นที่คาดหวังว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบราชการตำรวจให้ดียิ่งขึ้น
ดังนั้น จากแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการตำรวจที่ผ่านมาและการแก้ไขปัญหาของทุกรัฐบาล ต่างก็เห็นตรงกันว่า ปัญหาเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของตำรวจเป็นปัญหาที่มีความสำคัญมาก ผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้มีการปรับปรุงในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ข้าราชการตำรวจครองชีวิตอยู่ได้ตามควรแก่อัตภาพให้พอกินพออยู่โดยไม่ต้องอาศัยรายได้นอกระบบราชการตำรวจ ซึ่งการปรับปรุงเรื่องดังกล่าวนั้น ต้องไม่ใช่ให้แบบยาหอม ให้เพียงสักแต่ว่าให้ แต่ต้องให้ให้พอและตามความเป็นจริง ซึ่งเรื่องนี้สามารถพูดได้ในหลักการ แต่พอจะทำจริงเข้า ผมก็เห็นใจรัฐบาลและทุกฝ่ายที่รับผิดชอบในเรื่องงบประมาณของประเทศ เพราะเวลานี้ประเทศไทยก็ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ การหารายได้ทำได้ยาก แต่ในโอกาสแรกที่สภาวะทางเศรษฐกิจฟื้นฟูขึ้น อัตราเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการของตำรวจจะต้องรีบปรับปรุง ถ้าปรับปรุงในเรื่องนี้ไม่ได้ แม้จะปรับปรุงแก้ไขในเรื่องอื่นได้ ปัญหาระบบราชการตำรวจก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป
อีกปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญและเกี่ยวพันกับการดำรงชีพของข้าราชการตำรวจ คือ เรื่องอุปกรณ์เครื่องมือที่จำเป็นในการปฏิบัติงานตำรวจ เช่น อาวุธประจำกาย เครื่องมือสื่อสาร ยานพาหนะหรือน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทางราชการจะต้องจัดหาสิ่งเหล่านี้ให้แก่ข้าราชการตำรวจทุกนายอย่างเพียงพอและเหมาะสม มิฉะนั้นแล้วการปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่มีประสิทธิภาพ และข้าราชการตำรวจบางส่วนต้องนำเงินส่วนตัวมาใช้จ่ายในส่วนนี้แทน ซึ่งดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ลำพังข้าราชการตำรวจเองก็มีเงินเดือนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอยู่แล้ว หากจะต้องนำเงินที่ใช้ในการดำรงชีพส่วนตัวมาใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่อีกก็จะยิ่งกระทบต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ทั้งยังเป็นการผิดหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่กำหนดให้เรื่องการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานนี้ต้องเป็นความรับผิดชอบของหน่วยราชการโดยเฉพาะ มิใช่เรื่องที่จะต้องใช้เงินส่วนตัวปัญหาเรื่องอุปกรณ์ที่จำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สมควรได้รับการพิจารณาแก้ไขโดยเร็ว
หากพิจารณาจากข่าวสารที่ปรากฏในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ข้าราชการตำรวจมีปัญหาภาพลักษณ์ที่ไม่โปร่งใส กล่าวคือ ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่า ข้าราชการตำรวจบางส่วนมีการเรียกรับผลประโยชน์ในทางมิชอบเพื่อแลกกับการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้นว่า การพนันหรือสถานบริการ และมีการนำเงินรายได้ส่วนหนึ่งส่งให้แก่ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและอีกส่วนก็เก็บไว้ใช้จ่ายส่วนตัว เป็นรายได้พิเศษนอกระบบ หรือที่เรียกว่า “ส่วยตำรวจ” อันเป็นปัญหาที่เลวร้ายอย่างยิ่ง ซึ่งข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยได้รับความกดดันให้จัดหาส่วยตำรวจเหล่านี้ให้ได้ ถ้าไม่ทำก็จะไม่มีความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ทำให้แทนที่ข้าราชการตำรวจจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้สมดังภารกิจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้อย่างเต็มที่ กลับต้องใช้เวลาเพื่อหาเงินในทางที่มิชอบเหล่านี้ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก
จริยธรรมของตำรวจ
นอกจากนั้นแล้วผมยังเห็นว่า วิกฤติการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าข้าราชการตำรวจไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และละเลยไม่ได้ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจซึ่งกำหนดไว้เพื่อเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งให้ข้าราชการตำรวจอยู่ในกรอบของศีลธรรมและคุณธรรม และเป็นแนวทางชี้นำให้ข้าราชการตำรวจบรรลุถึงปณิธานของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งการละเลยต่อจริยธรรมของตำรวจนั้น นอกจากจะทำให้ข้าราชการตำรวจขาดหลักสำคัญในการปฏิบัติงานแล้ว ยังอาจชักนำให้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมายได้โดยง่ายอีกด้วย เพราะเมื่อมีปัญหาเงินเดือน ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่อยู่ในระดับต่ำ ย่อมทำให้ข้าราชการตำรวจบางส่วนที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ต้องหารายได้โดยใช้วิธีการอันทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน และทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อข้าราชการตำรวจอีกด้วย
โดยที่ผมเห็นว่า ตำรวจของอังกฤษมีวินัยที่เข้มงวดและอยู่ในจริยธรรมตำรวจอย่างเคร่งครัด ควรที่จะศึกษาเป็นแบบอย่าง แต่ผมได้คิดแล้วในขณะนั้นว่า ระบบตำรวจของอังกฤษอาจจะไม่เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะคนไทยและคนอังกฤษมีความคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น เมื่อได้รับคำแนะนำมาแล้ว จึงควรศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อนประกอบกันด้วย เช่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกง เพราะเป็นชนชาติตะวันออกเหมือนกัน น่าจะมีอุปนิสัยและวิถีชีวิตคล้ายคลึงกันว่า ขณะเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมีการดำเนินการอย่างไร และเมื่อได้รับเอกราชแล้วมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร เพื่อจะได้นำแนวทางนั้นมาปรับใช้กับประเทศไทยได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ในเรื่องจริยธรรมหรือศีลธรรมนั้น พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “จริยธรรมหรือศีลธรรมไม่ใช่ดอกไม้พลาสติกที่โตและบานอยู่แล้วพร้อมที่จะให้ซื้อหามาใส่ในกระถางหรือแจกันได้ทันที แต่จะเกิด เติบโต และงอกงามต่อไปได้ก็ด้วยการปลูกฝัง ต้องเริ่มตั้งแต่มนุษย์ยังเป็นเด็กเล็ก โดยพ่อแม่ผู้ปกครอง แล้วต้องรับช่วงการปลูกฝังไปทำต่อโดยโรงเรียน แม้เรียนจบจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไปแล้ว การปลูกฝังก็ยังจะต้องดำเนินต่อไปอีกโดยกลุ่มและองค์กรต่างๆ ในสังคม และโดยเฉพาะรัฐบาล การปลูกฝังและธำรงจริยธรรมหรือศีลธรรมเป็นงานถาวรที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องหยุดไม่ได้ หยุดทำเมื่อใดมนุษย์ก็จะเริ่มเป็นสัตว์เดรัจฉานกันเมื่อนั้น สำหรับตำรวจ การกวดขันเรื่องจริยธรรมหรือศีลธรรมจะต้องเริ่มตั้งแต่ต้นเมื่อยังเป็นนักเรียนตำรวจอยู่ แล้วจะต้องติดตามดูแลกวดขันมิให้จริยธรรมหรือศีลธรรมหย่อนยานหรือเสื่อมตลอดทุกระยะจนกว่าจะพ้นราชการ ต้องถือเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของการพัฒนาบุคลากร การติดตามดูแลกวดขันทำได้ไม่ยาก และทำได้โดยผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้น” ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ การพัฒนาข้าราชการตำรวจทั้งระบบให้ยึดมั่นในจริยธรรมของตำรวจนั้น ย่อมไม่อาจหวังพึ่งแต่ตำรวจรุ่นใหม่ที่จะต้องฝึกอบรมบ่มนิสัยอันดีงามและปลูกฝังจริยธรรมให้เขาตั้งแต่เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจเท่านั้น แต่ข้าราชการตำรวจที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่แล้ว ก็จะต้องปลุกจิตสำนึกให้เขาได้ตระหนักในหน้าที่และปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจด้วย ไม่เช่นนั้นแล้ว แม้จะปลูกฝังอุดมการณ์ที่ถูกต้องกับข้าราชการตำรวจรุ่นใหม่อย่างเหนียวแน่นเพียงใด แต่เมื่อเขาออกมาทำงาน เจอสภาพแวดล้อมที่มีแต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้ว เขาก็จะกลายเป็นแกะขาวในฝูงแกะดำ และจะถูกกลืนไปในที่สุดนั่นเอง
ปัญหาของระบบราชการตำรวจนั้นมีมาก เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีการลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ซ้ำร้ายกว่านั้นกลับถูกคัดค้านจากบุคคลในวงราชการตำรวจด้วยกันเอง ทำให้ปัญหาของตำรวจลึกและซับซ้อนขึ้นเป็นลำดับ ทำให้การปฏิรูประบบราชการตำรวจยังไม่อาจเกิดขึ้นได้
ด้วยความเคารพ
(ศาสตราจารย์พิเศษธานินทร์ กรัยวิเชียร)
[1]รายงานประจำปี 2545-2557 ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน).
[2]ธานินทร์ กรัยวิเชียร, รวมปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ตำรวจ, 2544), หน้า 1-38.
[3]คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาปรับปรุงการบริหารงานของกรมตำรวจ, รายงานการปรับปรุงโครงสร้างและการบริหารงานกรมตำรวจ (กรุงเทพฯ : สำนักนายกรัฐมนตรี, 2525), หน้า 22-23.
[4]คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ, รายงานฉบับสมบูรณ์ การพัฒนาระบบงานตำรวจและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบงานตำรวจ(นนทบุรี, 2551), หน้า (9)-(12).
[5]มูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง, โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนต่างๆ ของข้าราชการตำรวจ(กรุงเทพฯ: สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,2555), หน้า 1-1 – 1-4.
[6]วสิษฐ เดชกุญชร, ปฏิรูปตำรวจ : ฝันหรือจะเป็นจริง? (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2550), หน้า 119.
