ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160113/220437.html
‘ลุงกำนัน’กับราคายาง : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
ปัญหาราคายางกลายเป็นเรื่องใหญ่รับปีใหม่ของรัฐบาลไปเสียแล้ว เรื่องของเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำลงเรื่อยๆ จนอยู่ที่ประมาณ 30 กว่าบาท
อย่างแรกที่ต้องยอมรับกันก่อนคือราคายางที่ตกในวันนี้ไม่ใช่ปัจจัยที่มาจากในประเทศแต่เพียงอย่างเดียวหากแต่ส่วนหนึ่งเกิดจากราคายางพาราในตลาดโลกที่ร่วงต่ำลงไม่แพ้กัน แต่ในขณะเดียวกันหากยอมรับต่อชะตากรรมของตลาดโลก โดยไม่ทำอะไรอย่างนี้เราไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลก็ได้เช่นกัน นี่คือสองมุมที่ยังปะทะกันอยู่และต้องหาจุดสมดุลให้ได้
เอาจริงๆ ปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรถือเป็นปัญหาของทุกรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองมากที่สุดเมื่อครั้งช่วงวิกฤติการเมืองในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งครั้งนั้นชาวสวนยางออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางโดยต้องการให้ราคาขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 120 บาท พร้อมทั้งออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่ม กปปส.
หากสถานการณ์ในวันนี้เรียกได้ว่ากระอักเลือดกว่าวันนั้นมากนัก ราคายางดิ่งเหวเป็นประวัติการณ์ หากย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2558 “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเคยพูดไว้ว่า “การปรับราคายางในกิโลกรัมละ 80 บาท เป็นเรื่องกล้วยๆ”
แต่ถึงวันนี้ “รองนายกฯ ประวิตร” คงต้องก่ายหน้าผากเพราะสิ่งที่เจอไม่ง่ายเหมือนกับสิ่งที่คิด ซึ่งรัฐบาลคงต้องแก้ปัญหากันต่อไป เพราะมิใช่ราคายางเพียงอย่างเดียวแต่ยังจะมีราคาพืชผลการเกษตรอื่นให้แก้ไขอีกมาก และหากแก้ไขไม่ทันท่วงทีม็อบก็จะตามมา การใช้กฎหมายห้ามการชุมนุมเพียงอย่างเดียวมิอาจแก้ปัญหาใดๆ ได้ เพราะถึงวันหนึ่งเมื่อเดือดร้อนมากๆ คนก็จะเริ่มหมางเมินต่อกฎห้ามชุมนุม
อย่างไรก็ตามเรื่องราคายางนี้มิได้เป็นปัญหากับรัฐบาลอย่างเดียว หากย้อนกลับมาเล่นงาน “สุเทพ เทิือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ด้วย ต้องไม่ลืมว่าเมื่อครั้งการชุมนุมนั้น กปปส. ออกมาเรียกร้องให้ชาวสวนยางออกมาร่วมชุมนุมโดยอาศัยปัญหาราคายางในขณะนั้นเป็นหัวเชื้อ และเมื่อสถานการณ์บานปลายทหารก็เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครอง
มาวันนี้กลุ่มเกษตรกรได้เรียกร้องให้ “สุเทพ” ออกมาเป็นแกนนำในการเรียกร้อง โดยขอให้เขาเสียสละเช่นวันที่เรียกร้องให้ชาวสวนยางเสียสละ ปัญหานี้จึงน่าหนักอกยิ่งนักว่าจะทำอย่างไร
“สุเทพ” แม้จะบอกว่าตัวเองเลิิกเล่นการเมืองไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงการเล่นการเมืองในระบบปกติที่เขายุติบทบาทลง แต่บทบาททางการเมืองที่แท้จริงของเขากลับไม่ยุติไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นทางการเมิือง หรือการที่ยังมีอดีต ส.ส. และนักการเมืองจำนวนมากยังขึ้นตรงต่อเขา และแน่นอนเขาก็ต้องดูแลคนเหล่านี้เช่นกัน
ซึ่งก็อย่างทีเราเห็นว่า ท่าทีของ “สุเทพ” นั้น กระอักกระอ่วนและแบ่งรับแบ่งสู้ไม่น้อยแม้ไม่พูดออกมาชัดๆ ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาตัวเขานั้นมีความสัมพันธ์แนบแน่นอันดีกับทหารเพียงใด และออกมาปกป้องทหารในทุกๆ ครั้ง
หนึ่งอาจเป็นเพราะร่วมหัวจมท้ายกันมาหลายครั้ง และอีกหนึ่งเป็นเพราะเมื่อวันนี้ทหารมีอำนาจสูงสุด เขาเองก็ย่อมอยู่ในสถานะที่ต้องรักษาตัวรอด เพราะถือเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งเช่นกัน
เราจึงเห็นคำพูดที่เมื่อถูกถามถึงการเป็นแกนนำว่า “ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นเจ้าภาพร่วมขบวนเคลื่อนไหวด้วย แต่พร้อมยินดีร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน ในการคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา”
พร้อมยังระบุว่า “เกษตรกรต้องตั้งสติให้มาก เรื่องการออกมาชุมนุมใช่ว่าจะออกมาทำไม่ได้ แต่ถามว่าสมควรทำหรือไม่ การออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เชื่อว่าตอนนี้รัฐบาลได้ยินแล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ต้องออกมาแสดงให้เห็นด้วย”
ท่าทีที่ออกมาเช่นนี้ก็ชัดว่า แทนที่เขาจะมาเป็นแกนนำเรียกร้องพร้อมชาวสวนยาง เขาอาจกลายเป็นแนวร่วมในการเกลี้ยกล่อมไม่ให้ชาวบ้านออกมาชุมนุมเสียมากกว่า
มิพักที่เขาถูกสวนหมัดจาก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เมื่อถูกถามถึงราคา 60 บาทต่อกิโลกรัมที่เขาเสนอว่า “ก็ช่างเขาสิ แล้วจะเอาอะไรมาอุ้ม เอาเงินที่ไหน ถามมาสิเงินที่ไหน ตอบมา
คำถามคือ “สุเทพ” จะจัดสมดุลต่อไปอย่างไร เพราะหากทุกอย่างยังไม่ดีขึ้นชาวบ้านจะต้องเรียกร้องอีกแน่นอน เมื่อฐานเสียงต้องรักษา แต่ความสัมพันธ์กับทหารก็ต้องดูแล จากนี้เราอาจจะเห็นนักการเมืองในพื้นที่บางคนลงไปร่วมกับชาวบ้าน ขณะที่ระดับบนก็จะเกลี้ยกล่อมให้ใจเย็นๆ
วิธีการเช่นนี้ใครจะเรียกเช่นไรก็ตามแต่จะนิยามกัน
