ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160113/220458.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 13 มกราคม 2559
‘วิษณุ’ เผยประชุมลับ ‘มส.’ 5 ม.ค. ถ้ามติรับรองเสนอชื่อ ‘สังฆราช’ ถูกต้องเรื่องก็จบ ย้ำหน้าที่รัฐบาลต้องตรวจสอบกระบวนการพิจารณา ชี้ไม่นำทูลเกล้าฯ หากยังมีคนค้าน
13 ม.ค.59 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ประชุมลับเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมมีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ว่า
ประชุมทุกครั้งมันก็ลับทั้งนั้น ลับหรือไม่ลับจึงไม่มีความแตกต่าง ปัญหาคือวาระที่ประชุมบอกให้คนรู้ก่อนหรือไม่ สมมติถ้าทำไปแล้วจริงอาจจะตื่นเต้นเพราะไม่คาดว่าจะเกิด อย่างนั้นอีกเรื่อง แต่ทำไมเขาต้องไปบอกใคร อย่างน้อยก็ต้องบอกกันเองไม่เช่นนั้นจะมาประชุมได้หรือ ส่วนจะครบองค์ประชุมหรือไม่ตนก็ไม่รู้ และหากมีมติใดออกมาก็สามารถเสนอมายังรัฐบาลได้ ถ้าการประชุมมีมติรับรองถูกต้อง มันก็จบ จะมีอะไรไปหักไปโค่นว่ามันไม่ถูก
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลได้รับรายชื่อมาก็ต้องตรวจสอบว่ากระบวนในการพิจารณาเสนอชื่อมาทำถูกหรือไม่ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ แต่ไม่มีหน้าที่ไปดูความประพฤติ หรือความเหมาะสมเรื่องนี้ไม่มีอำนาจ แต่ถ้ามีคำถามใดมาก็ตาม รัฐบาลต้องตอบได้ ว่าทำไมถึงทำเช่นนั้น แต่ขณะนี้ยัง อย่าไปเตรียมตอบ เพราะไม่รู้จะเจอคำถามอะไรส่วนที่บอกว่าการตั้งรักษาการไปก่อนจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดหรือไม่นั้น ตนไม่ตอบ ตอบแบบนั้นมันอคติ
“ที่นายกฯ พูดด้วยความเห็นกลาง ถ้ายังทะเลาะขัดแย้งกันอยู่ รัฐบาลจะไม่นำสิ่งซึ่งเป็นความขัดแย้งขึ้นไปกราบบังคมทูลฯ เพราะถ้าฝ่าฟันทุกอย่างแล้วกราบบังคมทูลฯ ขึ้นไป คนที่ขัดแย้งตามไปคัดค้าน สำนักราชเลขาธิการก็ต้องส่งกลับมาอยู่ดี ว่าจะเอาไงกันแน่ รัฐบาลวันนี้ยังไม่ได้รับเรื่อง
แต่ถึงได้รับมาถามว่าจะเก็บไว้ไหม คงไม่ใช่เรื่องต้องมาไล่ถามรายวัน ต่อไปเมื่อได้รับเรื่องแล้วอาจไม่สามารถพูดอะไรได้ด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลต้องระวังเรื่องนี้มากกว่าเรื่องอื่นเยอะ ถ้าเคสนี้เป็นแบบอย่าง ผมกลัวอย่างอื่นที่สำคัญกว่านี้ต่อไปอีก ถ้าทุกอย่างเป็นขี้ปากได้”
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ถ้าเรื่องมาถึงรัฐบาลสุดท้ายจะถูกบีบให้ตกอยู่ในสถานะว่าต้องเลือก นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่กลัว คิดว่ามีทางออก อะไรที่เป็นหน้าที่รัฐบาลรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่นั้น ซึ่งเกดจากกฎหมาย ประเพณี และความคาดหมายของประชาชน ประกอบขึ้นเป็นหน้าที่ และต้องแจ้งคณะสงฆ์ ทราบว่ารัฐบาลจะทำอะไรอย่างไร ส่วนที่หลายคนมองว่าเป็นเผือกร้อนของรัฐบาล แต่ตนถือเป็นปรากฎการณ์ธรรมดา
“เรื่องนี้พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ตามที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าถวายโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ซึ่งจะต้องเสนอเห็นชอบสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นสมเด็จช่วง วัดปากน้ำฯ แล้วจะมาพูดเป็นอย่างอื่นให้มันยุ่งทำไม วันนี้เราบอกสมเด็จวัดปากน้ำท่านอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ถ้าไม่ตั้งสมเด็จวัดปากน้ำแล้วจะตั้งใคร ไม่ชอบสมเด็จวัดปากน้ำไม่ว่า แต่ถ้าไม่ตั้งแล้วไปตั้งใคร หมายถึงจะตั้งโดยให้ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกำหนดว่าเป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้” นายวิษณุ กล่าวและว่า หลายครั้งที่ตั้งสมเด็จพระสังฆราชในอดีตมีปัญหาเกือบทุกครั้ง เมื่อมีปัญหาถ้าตั้งได้ก็จบ ชอบไม่ชอบ นับถือไม่นับถือก็อยู่ในใจ ครั้งนี้ไม่ได้มีการแย่งชิง ที่มีปัญหาคือลูกศิษย์ที่อยากให้อาจารย์ตัวเองได้เป็น จึงควรปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติ อย่าให้มันผิดธรรมชาติ
‘วิษณุ’ เผยเกณฑ์ประเมินขรก.แบบใหม่เป็นยากระตุ้นพวกเกียร์ว่าง
13 ม.ค.59 เมื่อเวลา 10.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการกระตุ้นข้าราชการเกียร์ว่าง โดยจะใช้เกณฑ์การประเมินรูปแบบใหม่ ว่า เราเป็นเหมือนครูออกข้อสอบไม่ใช่หน่วยงานที่ถูกประเมินเป็นผู้ออกข้อสอบเอง การประเมินยึดหลัก 3 ข้อคือ 1. ประเมินจากภาระหน้าที่ปกติ 2.ประเมินตามยุทธศาสตร์หรือภารกิจพิเศษเพราะผู้บริหารแต่ละคนมีภารกิจพิเศษแตกต่างกัน เช่น การแก้ปัญหาภัยแล้งเรื่องของการแก้ปัญหาการบินระหว่างประเทศ ประมงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ 3.ประเมินจากพื้นที่ เพราะบางพื้นที่มีภารกิจพิเศษ แต่บางพื้นที่ไม่มี เช่นให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กำชับประชาชนเรื่องปล่อยโคมลอยในเทศกาลลอยกระทง
นายวิษณุ กล่าวว่า การประเมินจะทำแบบ 360 องศา คือให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ประชาชน เป็นผู้ประเมิน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.59 เป็นต้นไป และจะรู้ผลว่าการประเมินนั้นเป็นคุณหรือโทษในวันที่ 1 ต.ค.59 เป็นความหมายถึงการเลื่อนขั้น การเพิ่มงบประมาณ การให้โบนัสเป็นโทษหมายถึงการลดงบประมาณ งดโบนัส มีการแต่งตั้งโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่ง อย่างไรก็ตามช่วงนี้ยังต้องมีการออกแบบแบบฟอร์มเกี่ยวกับการประเมินอีก
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการทำงานไม่เข้าเป้าอย่างรุนแรงและมีความผิดรุนแรง จำเป็นต้องรอถึงเดือน ต.ค.หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้ารุนแรงก็ต้องจัดการ เพราะจะเกิดความเสียหายแต่เชื่อว่าโดยทั่วไปคงจะมีการให้โอกาส หากสามารถอธิบายเหตุผลได้การทำงานของข้าราชการที่ผ่านมาถูกเรียกว่าทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเรามีวิธีการจัดการคือทำให้ต้องมีการปรับตัวซึ่งการประเมินนี้จะเป็นตัวช่วยและการควบคุมกับผู้บังคับบัญชาก็จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น
นายวิษณุ กล่าวว่า อย่าลืมว่าประชาชนก็มีส่วนในการประเมินหากคะแนนจากเจ้านายให้มาดี แต่ประชาชนบอกว่าไม่ได้เรื่องคะแนนประชาชนก็จะมีน้ำหนัก1.เราต้องการให้ข้าราชการกระฉับกระเฉง ว่องไว ไม่เข้าเกียร์ว่าง2.เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล3.เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูประบบราชการเพื่อจะบริการประชาชนได้อย่างเต็มที่และต้องการให้แข่งกันเองในหมู่ข้าราชการก่อนเมื่อไปถึงจุดหนึ่งจะสามารถแข่งกับเอกชนได้ขณะนี้เหมือนกับกระต่ายกับเต่า เราคงไม่เอาเต่าไปแข่งกับกระต่ายให้เต่ากับเต่าแข่งกันเอง ก่อน ก็พอไปได้แล้วจากนั้นค่อยคัดเต่าที่ดีที่สุดไปแข่งกับกระต่ายเราจึงได้เอาเอกชนเข้ามาช่วยด้วย อย่างไรก็ตามการประเมินครั้งนี้เน้นเฉพาะฝ่ายบริหารส่วนระดับล่างก็ให้ผู้บังคับบัญชาใช้หลักเกณฑ์ประเมินเดียวกันนี้หากผู้บังคับบัญชาคุมลูกน้องไม่ได้ถือว่าบกพร่อง
“ข้าราชการเกียร์ว่างเป็นปัญหาของระบบราชการไทยมาทุกยุคทุกสมัย ตนอยู่กับระบบนี้มานาน เห็นมานาน เมื่อมีเกณฑ์ประเมินแบบใหม่จึงต้องประเมินกันหลายปีถึงจะแก้ได้หมด ลองคิดจากการที่ไม่มีการประเมินคนไม่กลัวอะไรเลย พอประเมินมันก็ต้องกลัว มันก็ต้องดีขึ้นจากเดิมแน่แต่ข้าราชการที่ใกล้เกษียณยิ่งไม่ต้องกลัวใครจะทำอะไรเขาหรือพวกที่ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฎ คงนึกว่าไม่มีใครกล้าไปย้ายเขาแต่เราจะอาศัยถ้าเล่นงานคุณไม่ได้ เล่นงานหน่วยงานคุณได้ เช่นตัดงบประมาณ”
‘วิษณุ’ ย้ำไม่ออกระเบียบคุมหลักสูตร ‘องค์กรอิสระ’
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดระเบียบหลักสูตรต่างๆ ขององค์กรอิสระ ว่า ตนเตรียมเชิญองค์กรต่างๆ มาหารือขอความร่วมมือ เรื่องการออกแบบหลักสูตรขององค์กรนั้นๆ เพราะระบบราชการเหมือนตลาดที่จะใช้ประโยชน์จากคนที่ผ่านการอบรมมา รวมถึงเรื่องของคุณสมบัตรของผู้ที่เข้าเรียน วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอมาว่า ใครเข้าหลักสูตรนี้แล้วจะเข้าหลักสูตรอื่นอีก ต้องเว้นกี่ปี เรื่องการดูงานว่าแบบไหนจะได้ประโยชน์กว่ากัน และการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบางครั้งมีการลงขันกันขายบัตร และไปรบกวนคนอื่นที่ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในหลักสูตร เขาร้องเรียนมายังรัฐบาลเพราะขัดไม่ได้เนื่องจากผู้อยู่ในหลักสูตรต่างเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จะให้รัฐบาลปรามได้หรือไม่ ก็จะได้มีการพูดกันให้เรียบร้อย ทั้งนี้ จะไม่มีการออกกฎระเบียบอะไรไปบังคับ เพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นเจ้าของหลักสูตร แต่รัฐบาลคุมเงินที่ส่งคนไปเรียน เราต้องคุมตรงนี้ ใครจะควักกระเป๋าไปเรียนเองแล้วไม่กระทบเวลาราชการก็ทำได้ แต่จะให้เวลาราชการและใช้เงินรัฐบาลไปเรียน รัฐบาลมีสิทธิคุม แม้จะมีการเปิดหลักสูตรเฟ้อ ไม่เป็นไร แต่อย่าเรียนเฟ้อ ทำกิจกรรมเฟ้อ ทำกันเองในรุ่นตัวเองไม่เป็นไป แต่ปัญหาลามไปถึงคนที่ไม่เกี่ยวด้วย
‘วิษณุ’ ระบุ กรธ.ให้อำนาจศาลรธน.วินิจฉัยปมล้มล้างการปกครองต้องมีการตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ แม้ก่อนหน้านี้เคยถูกโจมตีว่ามีอำนาจมากเกินไป จนอาจกลายเป็นปัญหาได้ว่า คงต้องให้กรธ. มีความชัดเจนมากกว่านี้ ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญถูกทักท้วงก่อนหน้านี้ ต้องดูว่าเป็นการทักท้วง ตัวบุคคล องค์กร หรือวิธีทำงาน ตัวบุคคลนั้นสามารถเปลี่ยนได้ ตนอยากฝากว่าจะปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่อย่างไร ก็ต้องพิจารณาเรื่องการคัดเลือกคนเข้าสู่องค์กร ปฏิรูปตรงนั้นด้วย ถ้าสังคมเชื่อใจก็ไม่เป็นปัญหา ซึ่งเรื่องการคัดเลือกสมาชิกขององค์กรเช่นนี้ ไม่เหมือนการแต่งตั้งทั่วไป มันมีกระบวนการของมัน ไม่มีใครจะมาล้มกระดานแล้วหาคนใหม่ที่ดีกว่าได้
นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า หน้าที่หลักของศาลรัฐธรรมนูญ คือชี้ผิดถูกเรื่องรัฐธรรมนูญ ส่วนจะมีหน้าที่แถมอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างในอดีต ศาลรัฐธรรมนูญก็มีหน้าที่หลัก และหน้าที่แถมอยู่สามสี่เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่หลัก คือการดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่สุดท้ายก็มีหน้าที่อื่นเพิ่มขึ้นมา เช่นเรื่องประชามติ เรื่องพรรคการเมือง เป็นการเพิ่มอำนาจเข้าไป ถ้าไม่เปิดก็ต้องตั้งองค์กรใหม่ก็มองกันว่าจะสิ้นเปลือง
เมื่อถามว่า การให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเรื่องที่จะเป็นการล้มล้างการปกครอง บางฝ่ายมองว่าจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง นายวิษณุ กล่าวว่า หากเรายอมรับว่าต้องมีกลไกที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ ก็ต้องอยู่กับใครสักคน ส่วนจะเป็นเครื่องมือหรือไม่ ก็ต้องช่วยกันตรวจสอบองค์กรนั้น เว้นแต่จะบอกว่ากลไกอย่างนี้ไม่ต้องมีเลย ก็คือเรายอมรับให้มีการกระทำอย่างนั้น โดยไม่ต้องตรวจสอบใช่หรือไม่
