ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160113/220478.html
อัยการสูงสุดสั่งฟ้องเพิ่มโรงสี-กรรมการ 7 ราย ร่วมสนับสนุน ‘บุญทรง’อดีต รมว.พาณิชย์กับพวก ทุจริตระบายข้าวรัฐต่อรัฐ พร้อมขอรวมสำนวนเดียวกัน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ม.ค.2559 ที่ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ นายชุติชัย สาขากร รองอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีสำนักงานการสอบสวน และ นายพันธุ์โชติ บุญศิริ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 1 ซึ่งเป็นคณะทำงานอัยการคดีจำนำข้าวและระบายข้าว ร่วมแถลงข่าวภายหลังช่วงเช้าวันนี้ ยื่นฟ้องเอกชน 7 ราย ที่ร่วมกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมช.พาณิชย์ กระทำผิดทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี
นายชุติชัย กล่าวว่าตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช ได้ส่งสำนวนการไต่สวนให้อัยการสูงสุด ดำเนินการฟ้อง บริษัท กวางตุ้ง จำกัด (Guangdong stationery & sporting goods imp.& exp. Corp.) กับพวกรวม 14คนที่ร่วมกันกระทำการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต กรณีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐในโครงการรับจำนำข้าว
อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า พยานหลักฐานยังมีข้อไม่สมบูรณ์ จึงตั้งคณะทำงานร่วมป.ป.ช. – อัยการสูงสุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ต่อมาคณะทำงานร่วมฯ รวบรวมพยานหลักฐานแล้วได้ข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินคดีแล้ว ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการ ขณะที่อัยการสูงสุด พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ในส่วนของบริษัท กวางตุ้งฯ กับพวกซึ่งเป็นนิติบุคคล รวมทั้งผู้แทน หรือเจ้าหน้าที่นิติบุคคล จากสาธารณรัฐประชาชนจีน รวม 7 คน มีข้อไม่สมบูรณ์ จึงให้ดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างการดำเนินการขอความร่วมมือทางอาญา
นายชุติชัย กล่าวอีกว่า สำหรับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร กับพวกรวม 7 คนซึ่งมีพยานหลักฐานสมบูรณ์พอฟ้อง ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด จึงมีคำสั่งให้ดำเนินคดีฟ้องนิติบุคคลกับพวกกลุ่มนี้ไปก่อนซึ่งวันนี้ ผู้แทนอัยการสูงสุด ได้นำคำฟ้อง และสำนวนการไต่สวน ป.ป.ช.รวมถึงหลักฐานต่างๆ300กล่อง เอกสาร 2,280แฟ้ม ความหนาประมาณ85,990แผ่นยื่นฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร โดยนายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ, นายทวี อาจสมรรถ,บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัดโดยนายทวี อาจสมรรถ กรรมการ, บริษัท เค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด โดยนายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการ, นายปกรณ์ ลีศิริกุล ,บริษัท เจียเม้ง จำกัดโดยนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการและนางประพิศมานะธัญญา เป็นจำเลยที่ 1-7 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นคดีหมายเลขดำ อม.1/2559 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำการสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา151,157,83,86และ91และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา4และมาตรา123/1ตามที่ ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาซึ่งศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องหรือไม่ ในวันที่ 25 ก.พ.นี้เวลา 10.00 น.
โดยคดีที่ฟ้องเอกชน 7 รายเพิ่มวันนี้ มีข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกันและมีพยานหลักฐานชุดเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำ อม.25/2558ที่ยื่นฟ้องนายบุญทรงกับพวก ดังนั้นอัยการ จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ขอรวมพิจารณาด้วยแล้ว แต่ต้องรอฟังคำสั่งศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่
นายชุติชัย กล่าวอีกว่า การยื่นฟ้องเอกชนเพิ่ม 7 รายในวันนี้ มีการพฤติการณ์กระทำผิดต่อเนื่องจากนโยบายการจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด ได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และยื่นฟ้อง นายบุญทรง กับพวก ทุจริตการระบายข้าว โดยเอกชนทั้ง 7 ราย รับข้าวมาตามสัญญา และมีการจ่ายแคชเชียร์เช็คแต่กลับไม่มีการส่งข้าวจริงไปยังต่างประเทศ แต่ข้าวนั้น กลับมีการหมุนเวียนอยู่ในตลาดประเทศไทย ซึ่งอัยการพร้อมที่จะแสดงหลักฐานให้ผู้พิพากษาและสังคมทราบว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างไร ที่มีการทุจริตในสัญญา 4 ฉบับ
ส่วนนิติบุคคลของจีนและชาวจีน อีก 7 ราย ที่ยังไม่ได้ตัวมาดำเนินคดีนั้นพร้อมกันนี้ เนื่องจากสำนวนยังพบข้อไม่สมบูรณ์ จึงยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคณะกรรมการร่วมอัยการ – ป.ป.ช. อีกทั้งยังติดปัญหาการส่งเอกสารแจ้งข้อกล่าวหา ให้กลุ่มเอกชนชาวจีน ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศจีน กระบวนการจึงต้องรอติดตามตัวผู้ต้องหาชาวจีนที่เหลือมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งจะมีอายุความ 20 ปี ทั้งนี้แม้ว่าขณะนี้ยังไมได้ตัวเข้ามาสู่สำนวนแต่ก็ไม่กระทบกับคดีที่ได้ยื่นฟ้องนายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ กับเอกชน โดยการยื่นฟ้องเอกชนไทยเพิ่ม 7 รายก็จะแสดงให้เห็นถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน ซึ่งจะทำให้เห็นภาพการทุจริตระบายข้าวอย่างครบวงจร
เมื่อถามว่า หากศาลอนุญาตให้รวมสำนวนคดี จะทำให้คดีของนายบุญทรง กับเอกชนรวม 21 ราย ล่าช้าหรือไม่ เนื่องจากศาลฎีกาฯ ได้กำหนดวันนัดไต่สวนแล้ว
นายชุติชัย รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า หากศาลอนุญาตให้รวมสำนวน ก็ต้องมีการขยายเวลาไต่สวนพยานเพิ่มเติม ก็อาจจะล่าช้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ด้านนายกิตินันท์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน กล่าวว่า พยานหลักฐานในสาวนพยานบุคคล คดีที่ฟ้องคดีเอกชน 7 รายเพิ่มเติมวันนี้ มีประมาณ 80 % เป็นพยานชุดเดียวกับคดีนายบุญทรง ดังนั้นจึงค่อนข้างมั่นใจว่าคดีจะแสดงให้ศาลเห็นความชัดเจนเรื่องของการทุจริตได้ ข้าวที่เขาซื้อเป็นข้าวที่กรมการค้าต่างประเทศทำสัญญาขายให้กับบริษัทจีน2บริษัท แต่กลับไปเอาเงินของนิติบุคคลในประเทศ ไปชำระราคา แล้วนำข้าวไปให้นิติบุคคลในประเทศ โดยเฉพาะนิติบุคคลที่อัยการฟ้องเป็นเจ้าของโกดังที่เก็บข้าว ซึ่งบุคคลเหล่านั้นน่าจะรู้อยู่แล้วว่าการซื้อขายข้าวในโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าว โดยสัญญาจีทูจี ไม่ได้ขายในประเทศ การที่นิติบุคคลออกเช็คไปชำระหนี้ให้กับกรมการค้าต่างประเทศ เท่ากับว่าสนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนจำเลยทั้ง7ไม่มีการฟ้องเรียกรับค่าปรับเหมือนกรณีของนายบุญทรง แต่อาจจะฟ้องเป็นทางแพ่ง
เมื่อถามถึง คดีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลยคดีจำนำข้าว ยื่นอุทธรณ์ฟ้องกลับอาญา คณะทำงานอัยการคดีนี้ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบว่า อัยการหนักใจและจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่
นายกิตินันท์ กล่าวว่า รู้สึกเฉยๆ คณะทำงานอัยการยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เพราะยังมีระยะเวลาอยู่พอสมควร
“ผมเป็นอัยการและได้รับมอบหมายให้ทำคดีก็ต้องดำเนินการตามหน้าที่ ไม่ได้กังวลใจหรือหนักใจอะไร เกิดเป็นอัยการต้องทำตามหน้าที่ ” นายกิตินันท์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายก ฯ โครงการรับจำนำข่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเริ่มนัดไต่สวนพยานครั้งแรกในวันที่ 15 ม.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย จะต้องเดินทางมาเพื่อเข้ารับฟังการไต่สวนพยานในวันนั้นด้วย โดยคณะทำงานอัยการ โจทก์ เตรียม ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เบิกความเป็นพยานปากแรกเพื่อนำสืบภาพรวมโครงการจำนำข้าว , นายประจักษ์ บุญยัง รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และสื่อมวลชนที่นำสืบรายละเอียดข่าวโครงการจำนำข้าว กับเจ้าหน้าที่รัฐอีก 3 ปาก
