เปิดใจ‘กำนันสุเทพ’หากย้อนกลับไปได้ยังทำแบบเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160115/220570.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559
เปิดใจ‘กำนันสุเทพ’หากย้อนกลับไปได้ยังทำแบบเดิม

เปิดใจ‘กำนันสุเทพ’หากย้อนกลับไปได้ยังทำแบบเดิม : สัมภาษณ์พิเศษ สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ จักรวาล ส่าเหล่ทู

                     ช่วงเวลานี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นจุดเริ่มต้นประกาศชุมนุมปิดกรุงเทพฯ หรือที่เรารู้จักว่า “Bangkok Shutdown” โดยมีมวลชนกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ภายใต้การนำของอดีตนักการเมือง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้ผันตัวจากการเล่นการเมืองในรัฐสภา โดยใช้เวทีบนท้องถนน ซึ่งขณะนั้นผู้ชุมนุมต่างมีข้อเรียกร้องต่างๆ นานา ทั้งต้องการกำจัดระบอบทักษิณ เรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศ และอีกมากมาย โดยในวันนี้ สุเทพ ได้เปิดใจต่อ รายการ “คม ชัด ลึก” ถึงความเห็นทางการเมือง ความรู้สึกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ความพึงพอใจต่อ คสช. ณ วันนี้ รวมถึงการปฏิรูปประเทศและการปรองดอง
ถ้าเทียบความรู้สึกต่อสถานการณ์ประเทศไทยเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กับวันนี้ต่างกันอย่างไร?
                     ตอนนั้นเราไม่มีทางเลือก เป็นห่วงว่าบ้านเมืองจะล่มจมเสียหาย เพราะว่าระบบการปกครอง กลุ่มคนที่มีอำนาจในบ้านเมืองได้ทำความเสียหายให้กับบ้านเมืองอย่างรุนแรง แล้วก็มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวมากขึ้น เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้กำลังของมวลมหาประชาชน เรามาแก้ไขปัญหา แต่ว่ามาวันนี้เหตุการณ์ได้คลี่คลายไปบ้างแล้วในแง่ของการเมือง วันนี้เรามีรัฐบาลเฉพาะกิจมาในสถานการณ์พิเศษ คือ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งกำลังแก้ไขปัญหาบ้านเมือง พูดได้ว่า จริงๆแล้วเสมอว่ารัฐบาลนี้ได้มารับช่วงดูแลบ้านเมือง จากที่มวลมวลมหาประชาชนได้เข้ามาแก้ปัญหา
                     อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาบ้านเมืองเรื้อรังมามาก รัฐบาลของ คสช. ที่เข้ามารับภาระ ก็ต้องรับบทหนักมีหลายปัญหาที่อาจจะแก้ไขไม่ได้ในเวลาสั้น เพราะฉะนั้นมันก็เกิดความอึดอัด เกิดความกดดันทั้ง ประชาชน และ คสช. เอง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าเราจะต้องใช้สติปัญญาในการที่จะฝันฝ่าวิกฤติการของประเทศไปให้ได้ บางคนอาจจะมองกันในแง่ร้าย ดูข่าวร้ายกันอยู่เรื่อยๆว่าเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์นี้แย่แล้ว แต่ผมกลับมองว่านี่เป็นโอกาส กล่าวคือในภาวะวิกฤตเช่นนี้ มันจะได้เห็นธาตุแท้ของคนไทยฝ่ายต่างๆที่เราจะต้องกอดคอเข้ามาร่วมมือแก้ไขปัญหาด้วยกัน เพื่อเอาชนะปัญหานี้ให้ได้
                     ฉะนั้นผมคิดว่าเราต้องมองเรื่องนี้ในแง่ดี เป็นโอกาสที่คนไทยระดมความคิดความเห็น มาช่วยแก้ปัญหาประเทศชาติ ซึ่งผมคิดว่าจากประสบการณ์ที่เราได้ร่วมกันต่อสู้เมื่อ 2 ปีที่แล้วเห็นชัดว่า คนไทยแม้จะเป็นคนที่อยู่สบาย ส่วนใหญ่ไม่อยากจะวุ่นวายกับใคร แต่พอเมื่อถึงเวลาที่ชาติมีภัย คนเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเสียสละ จนวันนี้ผมคิดว่าประชาชนได้ตื่นตัวมาก และตระหนักว่าเป็นภาระหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ ต้องร่วมกันรักษาชาติบ้านเมือง จากเมื่อก่อนที่คิดว่าเรื่องการเมืองเป็นหน้าที่ของนักการเมือง เราเลือกตั้งกันแล้วก็จบกันไป
ตอนนี้ถือว่าผ่อนคลาย?
                     ถ้าจะบอกว่าผ่อนคลายก็มีเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น เช่น เห็นแล้วว่าจากนี้ไปรัฐบาลที่เคยทำร้ายประเทศชาติ พวกคนทุจริต แสวงหาผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน ไม่มีโอกาสได้มากุมอำนาจอีกแล้ว แต่ที่ไม่สบายใจก็คือว่า การที่เราจะปฏิรูปประเทศในวันข้างหน้า มันจะต้องการความร่วมมืออย่างแข็งแรง และมันไม่ง่าย เพราะว่าผู้คนในบ้านเมืองมีประสบการณ์ที่ต่างกันมาก ต่างคนก็ต่างคิด  ประชาชนอาจจะคิดอย่างหนึ่ง ข้าราชการคิดอย่างหนึ่ง สื่อมวลชนอาจจะคิดอย่างหนึ่ง คสช. ก็คิดอย่างหนึ่ง
เรื่องการปฏิรูปเป็นเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งในการเคลื่อนไหวของ กปปส. มาถึงวันนี้ ในมุมมองของคุณสุเทพ คิดว่า คสช. ได้ดำเนินการปฏิรูปประเทศในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่?
                     ส่วนนี้แหล่ะที่ผมบอกว่าต้องทำความเข้าใจ การต่อสู้ของ กปปส ในขณะนั้นมี 2 อย่างคือ ต้องไม่ให้ผู้ที่กุมอำนาจบ้านเมือง ทำร้ายบ้านเมืองต่อไป ต้องยุติเขาเสีย ซึ่งเรื่องนี้สำเร็จไปแล้ว อย่างที่สอง เราจะพัฒนาประเทศเราไปข้างหน้าอย่างไร และป้องกันไม่ให้เกิดความเลวร้ายอย่างเดิมอีก ซึ่งเรามีข้อเรียกร้องหลายประการที่ต้องปฏิรูปไปพร้อมๆกัน แต่คราวนี้คนที่ลงมือทำคือ คสช. ในเวลาที่จำกัด เขาจะต้องทำทั้ง 2 เรื่องคือ กอบกู้สถานการณ์ที่ทรุดหนัก การทุจริตที่ใช้เงินบ้านเมืองแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว ปัญหาที่ถามโถมเข้ามา เรื่องของเศรษฐกิจโลกที่เข้ามาซ้ำ หรือเรื่องปัญหาปัจจัยภายนอกที่กระทบ อะไรต่างๆ มันกลายเป็นเรื่องที่เขาจะต้องทำส่วนนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของการบริหาร
                     ขณะเดียวกัน ความคิดที่จะปฏิรูปประเทศ ก็จะมีคนที่เห็นต่างมากมาย ซึ่งก็ไม่ง่ายที่จะทำให้เสร็จสิ้นภายในเวลาสั้นๆ ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการปฏิรูปการเมือง การปกครอง การบริหารราชการแผ่นดิน ต้องทำกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกรอบหลัก อย่างใน กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญชุด อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ร่างรัฐธรรมนูญด้วยความตั้งใจ เอาเข้าจริงๆ มีคนออกมาต่อต้านไม่เห็นด้วย แม้แต่ คสช. เองก็ต้องหยุดไป ส่งผลให้คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ มารับช่วงต่อ ถ้าเราติดตามข่าวก็จะเห็นว่า มีคนที่ไม่เห็นด้วยวิพากษ์อยู่เรื่อยๆ คนนั้นเสนออย่างนี้ คนนี้อยากจะทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นภาวะปกติ
มีประเด็นไหนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ติดใจบ้าง?
                     ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า ผมก็บอกตัวเองและพี่น้องประชาชนรวมถึงเพื่อฝูงด้วยว่า เราต้องตั้งสติ บางทีเรารีบกังวลใจจนเกินไป เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยนั้น ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี ขณะนี้ท่านก็คือไปทำไป แต่ว่าที่ดีอย่างหนึ่งคือท่านมีชัยนั้นคิดดังๆ และให้เราได้ยินและคิดตามว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร ถ้าประเมินแล้วว่าคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในประเด็นใด อันไหนที่ทำความเข้าใจได้ท่านก็ทำ อันไหนที่ดันต่อไปไม่ได้ท่านก็ปรับ สังเกตดีว่าท่านมีชัยเป็นคนที่มีประสบการณ์สูงมาก
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ อ.บวรศักดิ์ ในตอนท้ายมีเรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ขึ้นมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดตายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ในมุมมองแล้วสไตล์การร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยจะทำให้ ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติหรือเปล่า?
                     เรื่อง คปป. ที่ อ.บวรศักดิ์ เสนอมานั้น ผมเห็นด้วย และไม่เห็นว่าเป็นจุดตาย เพียงแต่ว่ากระแสของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่รับและก็มีกำลัง ผมเห็นใจ อ.บวรศักดิ์มาก เพราะท่านเป็นคนที่มีความรู้และความสามารถมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานให้บ้านเมือง คือต้องยอมรับว่า หากเราจะประกาศปฏิรูปประเทศ แล้วก็ทำให้เสร็จในปีนี้หรือปีหน้า ก็จะต้องมีหลักประกันว่า แล้วปีต่อๆไปจะทำอย่างไร ทำเมื่อไหร่ ทำให้สำเร็จได้อย่างไร เพราะฉะนั้น คปป. จึงเป็นองค์กรที่มีหน้าที่เช่นนี้ แต่ว่าคนที่ลุ่มหลงในประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ก็รับไม่ได้ มองว่าเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ อ.บวรศักดิ์ จะสังเกตได้ว่าขณะนั้น กปปส. ก็สนับสนุนแนวคิดของ อ.บวรศักดิ์ ด้วย ซึ่งตนก็ได้เสียเพื่อเก่าไปคนหนึ่งก็คือนาย กษิต ภิรมย์ เพราะท่านก็เป็นคนประเภทประชาธิปไตยจ๋า
ตอนนั้น คปป. ถูกมองว่าเป็นกลไกที่จะนำมาสืบทอดอำนาจ?
                     เรื่องนั้นเข้าใจกันเอง คนในตอนนี้น่ากลัวมาก เพราะชอบหวาดระแวง แต่ว่าผมที่มายอมลำบากนอนอยู่กลางถนน เป็นเพราะเราต้องการเห็นการปฏิรูป เพราะฉะนั้นหากไม่มีการปฏิรูป สิ่งที่ประชาชนได้ทุกเทไปก็สูญเปล่า คปป. จึงเป็นเราที่เราพอใจ แม้วันนี้ไม่มีกลไกดังกล่าวก็ไม่เป็นไร ท่านมีชัย ก็ต้องคิดกลไกใหม่ให้เราว่า ทำอย่างไรให้กระบวนการปฏิรูปประเทศเดินหน้าต่อไปได้
                     คุณลงคิดดูว่า หากมีนักการเมือง พรรคการเมือง มีรัฐบาลใหม่ที่ไม่ต้องการทำงานปฏิรูป แล้วหยุดไปเฉยๆ ประเทศจะเป็นอย่างไร ไม่ทำอะไรให้เลย อย่างนี้ก็ไม่ได้ ยกตัวอย่างทางเราเคยได้เรียกร้องว่าจะต้องมีการปฏิรูประบบราชการ การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนต้องการ แต่จะอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนที่หวงอำนาจ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปฏิรูป
ในมุมมองส่วนตัวแล้วมองว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรจะต้องผ่านประชามติหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญของ สปช. บางคนมองว่าเป็นแผนยืดเวลา คสช. ออกไป ร่างให้ผ่านจะต้องทำอย่างไร?
                     ผมไม่ไดคุยกับคนใน คสช. แต่คิดว่าคราวที่แล้ว ที่ สปช. มีมติไม่เห็นด้วย คงจะกังวลใจเรื่องประชามตินี่แหล่ะ เพราะเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมืองสามารถเอาไปปลุกระดมประชาชนได้ ในขั้นทำประชามติ หากไม่ผ่านก็จะสูญเสียเงินหลายพันล้าน ซึ่งจะเป็นปัญหาตามมา แต่สำหรับผมมองว่าประชามติไม่ได้ช่วยให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีหรือไม่ดี สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ ในฐานะ กปปส. ผมทำใจอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกร่างออกมา ไม่มีทางที่จะถูกใจประชาชนได้อย่าง 100%
แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ กระบวนการที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งก็จะช้าออกไปอีก?
                     ส่วนนี้ต่างกัน สำหรับผมกระบวนการช้านั้น ไม่กลัว ผมกลัวว่ากระบวนการมันจะไปซ้ำรอยเดิมมากว่า ถ้าทำช้านหน่อย แต่ทำออกมาแล้วมันดีชสมบูรณ์ ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ผมยอมช้า แต่ถ้าพูดอย่างนี้ คนที่รอเลือกตั้งรอไม่ได้หรอก
มีกำหนดเวลาไหมว่าต้องภายในกี่ปีถึงจะมีการเลือกตั้ง?
                     ผมไม่เคยหวั่นใจเรื่องของเวลา ซึ่งเป็นความคิดที่ทำให้ทำงานยาก ที่จริงผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม คสช. เข้ามายึดอำนาจแล้วต้องวางโร้ดแมพ ต้องตีกรอบตัวเอง แต่ว่าเมื่อทำไปแล้วก็ต้องทำตามนั้น และผมก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ เองก็พยายามเดินตามโร้ดแมพตามกรอบที่วางเอาไว้ แต่ว่าถ้ามีเหตุที่สุดวิสัยเกิดขึ้น ผมคิดว่าก็ต้องต้องสินใจเอาประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ดังนั้นกรอบที่วางไว้จะทำเพื่อดูดีอย่างเดียวไม่ได้ แล้วก็ถูกกดดันโดยฝ่ายนิยมประชาธิปไตยทั้งในและนอกประเทศ เราต้องคิดว่า เรากำลังทำให้ชาติอยู่รอด
คิดว่า คสช. วางกรอบให้ดูดีเพียงเท่านั้นหรือเปล่า?
                     ผมไม่คิดว่าเช่นนั้น และคิดว่าตัว พล.อ.ประยุทธ์ มีความตั้งใจที่จะทำทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย เพราะว่าเท่าที่ผมรู้จักท่าน ท่านไม่ใช่คนมักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ใช่คึนที่อยากอยู่ในอำนาจ แม้กระทั่งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าเขายังคิดหนัก แต่ว่าเทื่อเข้ามาแล้ว เขาก็พยายามทำให้ดีที่สุดและให้เร็วที่สุด เมื่อก่อนผมรู้จักเขาอย่างนั้น แต่วันนี้เขาเปลี่ยนไปหรือไม่ผมไม่ทราบ ด้วยเหตุนี้ผมจึงมองว่าการวางกรอบไม่ได้ทำเพื่อให้ดูดีเท่านั้น เขาต้องคิดว่าน่าจะทำเสร็จ ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ง่าย
จริงๆแล้วปัญหาอยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญ หรือเป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมไม่พร้อม?
                     อยู่ที่ความคิดของคนในบ้านเมืองมีความหลากหลายเกินไป และเมื่อเป็นเช่นนั้น แต่ละคนแต่ละส่วนก็ยึดมั่นในทิศทางความคิดของตัวเอง ส่วนนี้คงต้องใช้เวลาหลอมรวมพอสมควร ผมเรียนเลยว่าสำหรับ กปปส. นั้นประทับใจ อยากจะได้ 100% ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมยกตัวอย่างเช่น เราอยากให้เลือกผู้ว่าราชการได้ทุกจังหวัดเหมือนอย่างกรุงเทพ ถ้าเขาทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทำใจแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าทำใจทุกเรื่อง ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไป
ในช่วงรัฐบาล คสช. มีประเด็นไหนบ้างที่ปฏิรูปแล้วตรงกับสิ่งที่ กปปส. ต้องการ?
                     ต้องเรียนว่า 1.ที่เห็นๆอยู่ก็คือการจัดการคนทุจริตคอรัปชั่น ผมคิดว่านี่จะเป็นผลงานที่โดดเด่นของ คสช. เขาตั้งใจทำเลย แต่ก็ยังก็ต้องทำต่อไป 2.เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยเกี่ยวเนื่องกับเรื่องสถาบันด้วย ซึ่งประชาชนพอใจ 3.เท่าที่เห็นแนวโน้มเรื่องทิศทางของการเมือง พรรคการเมืองระบบการเลือกตั้ง กรแก้ปัญหาเมื่อเวลาวิกฤติ ดูท่าทางทำให้ประชาชนอุ่นใจได้ แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่ต้องใช้เวลามา อย่างเรื่องการดูแลสุขภาพอานามัยของประชาชน สสส. ที่กำลังมีปัญหากันอยู่ ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่จะต้องดูแลด้วยความระมัดระวังกันมาก หรืออย่างเรื่องปฏิรูปการศึกษาที่จะต้องใช้เวลาอย่างมาก
                     ทั้งนี้สิ่งที่ผมคิดว่า คสช. น่าจะทำไม่สำเร็จในเรื่องปฏิรูปทั้งหมดก็คือเรื่องปฏิรูปตำรวจ เพราะคงจะมีความกังวลใจว่า องค์กรใหญ่เกินไป คนมากเกินไป แล้วก็สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ คสช. เองก็คงไม่อยากทะเลาะกับตำรวจอย่างรุนแรง แต่ผมก็คิดว่าคงแก้เรื่องนี้ไดบ้าง หรือมีพัฒนาการดีขึ้น
สิ่งที่ทำเรื่อยมาคือการสมคบคิดหรือเปล่า เพราะ คสช. ก็มารับไม้ต่อในข้อเรียกร้องต่อการปฏิรูปประเทศของ กปปส ซึ่ง สุเทพเคยตอบไม่ใช่ เมื่อรู้แล้วว่าการเรียกร้องของ กปปส. ทำให้ทหารต้องออกมายึดอำนาจ หากย้อนเวลากลับไปได้ ทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้คณะรัฐบาลทหาร คุณสุเทพยังจะทำเช่นเดิมไหม?
                     แน่นอน ผมเรียนแล้วว่า เรื่องของประชาชนจะต้องหยุดยั้งรัฐบาลที่ชั่วร้าย ที่กำลังทำลายประเทศ ทำลายสถาบัน เราเห็นความเสียหาย เราเห็นหายนะ ดูสิครับ อย่างเรื่องโครงการจำนำข้าว เพียงเรื่องเดียวประเทศชาติเราเสียหายถึง 7 แสนล้านบาท แล้วก็มีปัญหาตามมาเยอะแยะเป็นต้น เพราะฉะนั้นเป้าหมายใหญ่ของเราในขณะนั้นคือ ต้องหยุดยั้งรัฐบาลนั้นให้ได้ ต้องไม่ให้เขามีอำนาจมาบริหารบ้านเมืองด้วยวิธีการอันเลวร้ายต่อไป
                     แต่ถ้าถามว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร พูดกันวันนี้โดยไม่ต้องกังวลใจแล้วว่า เราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชน ผมเรียกร้องให้กองทัพ ข้าราชการ ร่วมมือกับประชาชน เพื่อสร้างรัฐบาลของประชาชนชนขึ้น แล้วก็ทำหน้าที่รัฐบาลชั่วคราวดำเนินการปฏิรูปประเทศ
                     เมื่อกองทัพไม่สามารถร่วมกับเราได้ ทั้งๆที่เราเชิญชวนหลายครั้งผ่านการพูดบนเวทีว่า ถ้าเราทำแบบนี้ อเมริกา ยุโรป ไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะนี่คือประชาชน แต่ว่ากองทัพอาจจะไม่คุ้นเคยกับวิธีการนี้ ไม่ไปร่วมมือกับประชาชน เขาจึงต้องใช้วิธีการพิเศษ คือการยึดอำนาจ ซึ่งสำหรับผมแม้ว่าไม่ค่อยชอบการยึดอำนาจเท่าไหร่ แต่ก็พอใจที่ทำให้รัฐบาลที่ชั่วร้ายเหล่านั้นหมดอำนาจไป และไม่สามารถที่จะทำร้ายประเทศชาติและประชาชนได้อีก และพอใจมากขึ้นเมื่อผู้ที่เป็นหัวหลักในการยึดอำนาจคือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศที่จะปฏิรูปประเทศไทย อย่างนี้ผมก็พอใจ ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นการสมคบคิด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง วันนี้ผมและนายกฯคงได้ทำงานร่วมกัน
                     นี่ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจ ผมยังไม่ได้พบกับเขา หรือติดต่อกันเลย พวกผมขอพูดแทนประชาชนทั้งหมดว่า เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เรามาต่อสู้เพื่อรักษาชาติและแผ่นดิน ทำเสร็จแล้วเราก็กลับบ้าน เป็นประชาชนต่อไป แต่ว่าเราจะไม่ทอดทิ้งประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่งเราจะต้องดูแลต่อไป ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดวังวนเดิมอีก
ถึงแม้ว่านานาชาติบอกว่า การที่ทหารยึดอำนาจ ส่งผลลบต่อภาพลักษณ์ของไทย ยังคิดว่าต้องทำเหมือนเดิมไหม?
                     ต้องทำเหมือนเดิม และผมคิดว่าต่างชาติไม่มีสิทธิที่จะก้าวก่ายเรื่องภายในประเทศ ซึ่งผมไม่พอใจทูตหลายๆประเทศเหมือนกัน ผมเจอหน้าเขาก็ว่าตรงๆ ไม่ใช่เรื่องของคุณ เรายังไม่เคยยุ่งเรื่องประเทศของคุณเลย เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่ควรยุ่งเรื่องของประเทศผม เรื่องนี้ต้องพูดให้ชัด เพราะไม่เช่นนั้นเขาจะวุ่นวายกับเรามากเกินไป
อีกมุมหนึ่งที่หลายคนอยากรู้ก็คือ มองอย่างไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคแล้ว แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นผู้มีอิทธิพลตัวจริงของพรรค ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
                     ก่อนเข้าเรื่องพรรค วันนี้พวกเรามวลมหาประชาชน ก็ยังยืนยันในความคิดนั้น เรายังจะเดินหน้าผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศ ในทิศทางที่ประชาชนมุ่งหวัง เราจึงได้เรียกชื่อพวกเราจาก กปปส. เป็นมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ผมยังพยายามที่จะรวบรวมกำลังพี่น้องประชาชน ผลักดันการปฏิรูปประเทศ เรื่องไนที่เราทำได้ด้วยมือของเรา ก็จะทำทันที เรื่องไหนที่ต้องเรียกร้องให้ฝ่ายอื่นทำ เราก็จะทำ
                     ส่วนเรื่องพรรคประชาธิปัตย์เรียนตรงๆว่า ผมไม่มีความเกี่ยวพันกับพรรค อีกต่อไป ที่จริงได้ประกาศตั้งแต่ตอนที่เริ่มนำขบวนแล้ว คือต้องแยกให้ชัดเจนว่า การต่อสู้ของมวลมหาประชาชนไม่ได้ทำเพื่อใครคนหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง เป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของประเทศไทย ต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์จริงๆ เพราะฉะนั้นจุดนี้ผมจึงต้องตัดสินใจ ลาออกจากพรรค และประกาศว่าไม่กลับไปยังพรรคอีกแล้ว
                     เพราะฉะนั้นวันนี้ผมไม่มีความผูกพันเกี่ยวข้องใดกับพรรคอีก แม้ว่ามีเพื่อนฝูงที่รักใคร่ดุจพี่น้องกัน แต่ก็ต้องตัดใจ เพราะเราเดินคนละเส้นทางกัน แต่ถ้าถามว่าไปมีอิทธิพลอะไรนั้น ไม่มีแน่นอน ผมนั้นโชคร้ายนิดเดียว คือมีคนสงสัยเรื่อย แต่ผมก็พยายามทำให้ชัดเจนว่า ผมไม่มีอิทธิพลอะไร มีแต่ความรักกันเท่านั้น เจอหน้ากันก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นปกติ คุยอย่างประชาชนที่คุยกับนักการเมือง
แต่ก็มีแกนนำของ กปปส. ที่เป็นอดีต ส.ส. ที่แสดงออกชัดเจนว่า หากทีการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็จะสมัครในนามของพรรค ปชป.?
                     ก็บางคนอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่บางคนก็อาจจะไม่แน่ ผมก็ไม่ขอวิจารณ์เป็นรายบุคคล แต่พูดได้ว่า เมื่อเขามาต่อสู้ร่วมกับมวลมหาประชาชน เมื่อเสร็จแล้ว เขาก็จะไปทำอะไรก็เป็นสิทธิของแต่ละคน เราไม่กีดกั้น ซึ่งผมเชื่อว่าบางคนก็อาจจะกลับพรรค บางคนก็ไม่กลับ หรืออาจจะไปพรรคอื่นก็ได้
ช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะจับมือกับคุณสุเทพ เพื่อตั้งพรรคใหม่ เรื่องนี้มีมูลความจริงไหม?
                     เรื่องนี้ไม่มีมูลความจริงเลย ผมก็สงสาร มรว.สุขุมพันธ์ คือผมเข้าใจดีว่าทำไม่เขาถึงไม่ชอบ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เขามีปัญหาอะไรกัน แต่ผมก็รักษามารยาทไม่พูจา ส่วนตัวผมเองกับม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ชอบพอกัน ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นลูกผู้ชายในประสบการณ์ที่ผมได้คบหามา จำได้ไหมว่าสมัยหนึ่งที่บ้านเมืองเราประสบปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้ายเขายอมเป็นตัวประกัน ซึ่งหาคนอย่างนี้ยาก แล้วก็เมื่อมวลมหาประชาชนร่วมต่อสู้ที่กรุงเทพ ผมต้องเรียนตรงๆว่าได้รับความเอื้อเฟื้อจาก กทม. ไม่ต้องอะไรมาก แค่รถสุขา ทำความสะอาดให้ ถ้าไม่มีการช่วยเหลืออย่างนี้ ตอนนั้นก็คงแย่
ตอนนี้เหมือนกับว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ อยู่ในสภาวะลำบาก ได้มีการพูดคุยให้กำลังใจกันบ้างไหม?
                     ผมให้กำลังใจ แต่ตอนนี้ไม่สามารถพบกันได้ ถ้าผมไปพบในช่วงนี้ก็จะทำให้ข่าวลือเรื่องตั้งพรรคเหมือนมีมูลขึ้นมา และไม่มีการโทรหาด้วย ไม่คุยคือไม่คุย แต่ว่าถ้ามีจังหวะเหมาะสมเมื่อไหร่ ก็จะไปคุย ซึ่งในชีวิตผมเป็นคนรักษาสัจจะ ผมเคยพูดบนเวทีว่า 1.ผมไม่กลับพรรคประชาธิปัตย์ 2.ผมได้พูดกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อสมัยยังบวชอยู่ ผมก็บอกว่านอกจากจะไม่กลับไปพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ผมก็จะไม่ตั้งพรรคการเมืองมาแข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ 3.ผมสนับสนุนรัฐบาล คสช. ให้ทำงานปฏิรูปสำเร็จ ถ้าใครมาขวางการทำงานของ คสช. ในเรื่องเหล่านี้ ผมจะช่วย คสช. ไม่กลัวเปลืองตัว
ชัดเจนเลยว่านี่คือสิ่งที่พูดกับอภิสิทธิ์?
                     ใช่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็นำมาเปิดเผยได้ แล้วก็จะพูดอย่างนี้ต่อไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะนิยมรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร แต่เฉพาะสถานการณ์ตอนนี้เท่านั้น ซึ่งจำเป็นต้องสนับสนุนให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานปฏิรูปให้สำเร็จ ซึ่งตอนที่ผมบวชก็พูดแบบนี้เหมือนกัน และขณะนั้นก็มีคนชวนมา ชวนคิดเรื่องการเมือง และผมก็ให้ความเห็นไป โดยคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เพื่อให้นักการเมืองที่จะนำความเห็นไปดำเนินการ รู้ว่าเราในฐานะที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองมีความคิดอย่างไร
                     เพราะฉะนั้น ใครจะมาคุยการเมืองกับผมก็ได้ ไม่มีปัญหา ผมก็พูดในฐานะคนที่อยู่ในวงการการเมือง 30 กว่าปี ก็มีประสบการณ์หลากรูปแบบที่ได้เปรียบคนอื่น คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็มาพบผมขอความเห็น ผมก็ได้บอกว่ายุคนี้เป็นยุคปฏิรูปประเทศไทย ถ้าผมขอแนะนำให้พวกคุณต้องปฏิรูปตัวเอง โดยการทำพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนที่สมบูรณ์แบบ
จริงๆที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ มักจะบอกว่าเป็นพรรคที่มีระบบ ไม่ได้เป็นของคนใดคนหนึ่ง แต่ที่ผ่านมายังไม่ถือว่าเป็นพรรคของประชาชนหรือไม่?
                     ผมถือว่าไม่สมบูรณ์ ขออธิบายว่าพรรคการเมืองที่จะเป้นของประชาชนจริงๆนั้น ประชาชนต้องออกมาแสดงความเป็นเจ้าของพรรค ดูแลพรรค กำกับการบริหารพรรค ดูแลค่าใช้จ่ายของพรรค เงินของพรรคการเมืองจะต้องมาจากประชาชน สมมตินะครับถ้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าจะเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ขอเชิญประชาชนทั้งหลายมาร่วมกันเป็นเจ้าของพรรค ถ้ามีคนสักล้านคนก็เข้ามาทำสัญญาเลยว่า ข้าพเจ้าจะรับผิดชอบพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะเจ้าของพรรค ในทุกปี รายได้ของข้าพเจ้า 1 วันขอมอบให้พรรค ซึ่งพรรคเองก็ไม่ควรใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ผิดวัตถุประสงค์ด้วย
                     อย่างต่อมา การแต่งตั้งกรรมการพรรค หัวหน้าพรรค หรือตำแหน่งสำคัญของพรรค ประชาชนจำนวนล้านคนที่เป็นเจ้าของพรรค จะเป็นคนเลือกตั้งเอง ไม่ใช่ให้ ส.ส. หรือนักการเมืองมาเลือกกันเอง แล้วก็สถาปนากันเอง อีกทั้งการกำหนดนโยบายพรรคจะต้องมาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของพรรค ไม่ใช่ให้นักการเมืองมาคิดนโยบายกันเอง และเวลาจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ต้องให้เจ้าของพรรคในแต่ละพื้นที่เลือกคนที่จะเป็นตัวแทน จะได้ไม่ต้องมีปัญหากันว่า หัวหน้าพรรค กรรมการพรรคชอบใจผู้สมัครคนนั้นคนนี้ ผมว่าลักษณะการบริหารพรรคก็น่าจะเป็นเช่นนี้
จากกระแสข่าวเรื่องการเลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวแล้วมองว่าหัวหน้าพรรคต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง?
                     เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผม ผมให้ความเห็นไม่ได้ อีกทั้งผมก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรหากคุณอภิสิทธิ์ ยังคงเป็นหัวหน้าพรรค หรือจะเปลี่ยนเป็นคนอื่น แต่ว่าในแง่ของประชาชนแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเป็นพรรคที่ผมพิจารณาตอนที่จะลงคะแนนเสียงให้ ซึ่งผมก็อยากจะเห็นผู้นำพรรคที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับยุคปฏิรูปประเทศไทย การทำงานด้านการเมืองจะต้องทำเพื่อชาติและประชาชน นักการเมืองไม่คิดแต่เพียงเรื่องของตัวเอง และผลประโยชน์ของพรรคอย่างเดียว
หลายๆคนวิเคราะห์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ชนะการเลือกตั้งยาก อีกมุมหนึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็มั่นใจว่าจะชนะเลือกตั้งแน่นอน ไม่ว่าจะมีกติกาแบบไหน ถ้ามีการเลือกตั้งอีกแล้วพรรคเพื่อไทยชนะ จะยอมรับได้ไหม?
                     พรรคการเมืองไหนชนะมาเราก็ยอมรับได้ทั้งนั้น แต่ว่าถ้าพรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคที่ถูกบงการโดยคุณทักษิณ คือทักษิณคิดให้ แล้วก็ทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำมาแล้ว ผมไม่มีวันยอมรับ ประชาชนก็ไม่เอา เพราะเห็นแล้วว่าทำร้ายชาติ ทำร้ายบ้านเมือง ยอมรับไม่ได้ ถ้าพรรคเพื่อไทยปรับปรุงตัวเองเป็นพรรคของประชาชนจริงๆ คิดนโยบายเพื่อประชาชน ไม่ได้คิดนโยบายเพื่อมาโกงและมาแบ่งกัน อย่างนี้ยินดีต้อนรับ และพรรคประชาธิปัตย์เองก็เช่นกัน ต้องทำให้ประชาชนเห็นแนวทางว่าจะพาประเทศชาติเดินหน้าไปได้ เขาก็จะไปเลือกตั้ง ผมถึงแนะนำพวกเขาว่า ปฏิรูปพรรครวมถึงปฏิรูปความคิดของนักการเมืองด้วย
เป้าหมายอย่างหนึ่งของ กปปส ก็คือการกำจัดระบอบทักษิณ ตอนนี้การดำเนินงานของ คสช. เป็นไปตามที่หวังไว้ไหม?
                     ใช้คำว่า “กำจัด” ก็ถือว่ารุนแรงไปนิดนะ ความจริงแล้วเราต้องการให้เขาออกไปจากการยึดกุมอำนาจประเทศ เพราะเราเห็นว่าระบอบดังกล่าวทำร้ายประเทศไทย ทำร้ายสถาบันสำคัญของเรา แต่ว่าถ้าวันนี้เขาจับกลุ่มรวมกัน และทำให้ระบอบนี้กลับมาเหมือนเดิม อย่างนี้เราก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเมืองอีก แต่ว่าถ้าไม่มีแนวความคิดแบบให้ทักษิณสั่งการมาจากต่างประเทศ แล้วก็ทำตามโดยที่ไม่คิดถึงความถูกต้อง ถ้าเป็นเช่นนั้นเราไม่เอา ถ้าเป็นเช่นนี้เราก็เชิญ
ขณะนี้กลไกการปรองดองถือเป็นเรื่องสำคัญ มีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
                     คนไทยทุกคนต้องการความสงบเรียบร้อย ต้องการเห็นความเป็นเอกภาพ เห็นคนไทยรักกัน ไม่แบ่งฝ่ายกัน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเป้าหมาย พวกผมก็คิดเช่นนั้นและยินดี และต้องเรียนว่า แม้ในขณะที่พวกตนต่อสู้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็มีความพยายามที่จะเจรจากับฝ่ายที่เห็นต่างด้วยตลอด ถ้าจำได้ผมก็เคยบอกบนเวทีว่า แม้แต่คนเสื้อแดงก็ขอให้มาต่อสู้ร่วมกันเพื่อประเทศไทย อย่าทำเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลชินวัตร ผมพยายามเจรจา เอาเป็นว่าวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจ ก่อนหน้านั้นไม่ถึง ชม. ผมยังนั่งเจรจากับคุณจตุพร หมอเหวง ธิดา แกนนำของ นปช. ทั้งหลาย ผมยังบอกในที่ประชุมว่านักการเมืองทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์นั้น พูดกันไม่จบหรอก ถ้าฝ่าย นปช. กับ กปปส. มาพูดคุยกัน ก็จะคลี่คลายปัญหาการเมืองในขณะนั้นได้ ผมก็ได้พูดเปิดใจทุกอย่าง เพียงแต่ว่าเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้มีอิสระในการตัดสินใจแบบผม ซึ่งผมเองสามารถตัดสินใจในฐานะประชาชน แต่เขาต้องรอคำสั่งคุณทักษิณ ผมก็เข้าใจ การเจรจาถึงไม่สำเร็จ
                     วันนี้ก็เหมือนกัน จะมีการปรองดองได้ ก็ต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงใจ และก็ต้องมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของชาติโดยส่วนรวม ถ้าเป็นการพูดคุยกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มอำนาจใดกลุ่มหนึ่ง อย่างนี้ไม่มีทางปรองดอง
คิดว่าการพูดคุยกันโดยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นพื้นฐานจะเกิดขึ้นได้ไหม?
                     ผมว่ายาก วันนี้ผมยังคิดว่ากลุ่มผู้นำ นปช. ยังฟังคำสั่งคุณทักษิณอยู่ ยังต้องรายงานเขาและรักษาผลประโยชน์ของเขาอยู่ ถ้าอย่างนี้ก็ยาก แต่ถ้าเขาทำใจได้ ผมยินดีนั่งคุยกับเขาทุกแห่ง จะกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ขอให้ร่วมมือกันโดยเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง อย่างไปยึดติด และผมก็แสดงตัวออกชัดเจนว่าผมพร้อมที่จะคุยได้ เพราะผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
ในส่วนของคนเสื้อแดง เขายังบอกว่าการสร้างความปรองดองเป็นเพียงคำพูดที่สวยหรู แต่สิ่งที่เขาต้องการก็คือกติกาที่เป็นธรรม ซึ่งเขาบอกว่ายังถูกไล่บี้อยู่ฝ่ายเดียว จากกติกาที่ไม่เป็นธรรม มองว่านี่เป็นเพียงข้ออ้างหรือไม่?
                     อันนั้นเป็นเพราะว่า คนที่พูดเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ต้องถามว่าจะเป็นคนเสื้อสีอะไรก็ตามที่กำลังมีปัญหาอยู่ ถูกดำเนินคดี ก็ต้องถามว่าตอนที่ถูกดำเนินคดีนั้น เรามีพฤติกรรมอย่างไร คราวนี้เราอยู่ในประเทศไทย เราก็ต้องเคารพกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เมื่อถูกดำเนินคดี เราก็สู้กันในชั้นศาลตามกระบวนการ
                     ที่คนเสื้อแดงเขาโวยวายกัน ผมยังไม่เห็นโวยวายเลย ขึ้นศาลอยู่เป็นประจำ ผมมีคดีเยอะแยะเช่นข้อหา ฆ่าคนตาย เป็นกบฏ ขัดขวางกรเลือกตั้ง บุกรกุสถานที่ เยอะแยะ ผมก็สู้คดี ก็ต้องทำใจว่าเมื่อเราเข้ามาทำงานอย่างนี้ แม้เราจะมีความตั้งใจดี แต่ว่าถ้ามีส่วนใดที่ผิดกฎหมายก็ต้องยอมรับ แต่ว่าที่เขากำลังทำกันอยู่คือการต่อสู้เพื่อให้ตนเองพ้นความผิด ให้คุณทักษิณพ้นผิด ซึ่งอย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าการปรองดอง อย่างนี้ใครทำผิดแล้วได้รับการยกเว้น ไม้ต้องถูกลงโทษ วันข้างหน้าประเทศวุ่นวายมาก เมื่อไหร่ไม่พอใจยกพวกมาปะทะกันแล้วก็มานิรโทษ อย่างนี้ก็ไม่ได้
หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม?
                     ไม่ใช่ครับ บางระดับนั้นผมยอมรับได้ เช่น พวกผมมาเดินขบวนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีเรื่องที่ผิดกฎหมายเยอะ เช่นละเมิด พรก.ฉุกเฉิน เอาผิดกับประชาชน อย่างนี้เรื่องเล็ก หรือว่าขัดขวางการเลือกตั้ง หรือผิดกฎจราจรก็ให้ได้ กรณีของคนเสื้อแดง ประชาชนเอารถอีแต๋น มาปิดกั้นถนน ผมคิดว่าอย่างนี้นิรโทษได้ แต่ว่าพวกที่เผาศาลากลาง หรือฆ่าคน อย่างนี้ไม่ได้ อย่างผมเองก็โดนข้อหาฆ่าคนตาย อย่างนี้ไม่ต้องนิรโทษให้ผม ดำเนินคดีกลับผมได้เลย ถ้ารู้ว่าผิดผมก็พร้อมที่จะติดคุก ต้องว่าไปตามกรับวนการยุติธรรม จะได้จบ ไม่อย่างนั้นวันหลังคนอื่นก็เช่นนี้อีก และบ้านเมืองก็กลับมาวุ่นวานอีก เราต้องคิดถึงอนาคตข้างหน้าด้วย
หลังจากที่ไปบวชมา ซึ่งหลักธรรมของพุทธได้พูดถึงการปล่อยวาง ณ ตอนนี้ความรู้สึกที่มีต่อทักษิณ และยิ่งลักษณ์ มีความเปลี่ยนแลงจากเมื่อก่อนไหม?
                     ผมบวชเป็นเวลาปีกว่า เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ผมกำลังจะทำต่อ มูลนิธิฯ มาชวนคนเข้าวัดปฏิบัติธรรม เราส่งเสริมให้คนเข้าวัด ธรรมมะมีความหมายและสำคัญ สิ่งที่ตนทำระหว่างบวชนั้นก็ไม่ได้เป็นการสร้างภาพ แต่ทำให้เห็นว่า ถ้าบ้านเมืองมีธรรมมะก็จะเป็นประโยชน์ เมื่อถามถึงคุณยิ่งลักษณ์ และคุณทักษิณ โดยส่วนตัวผมแล้วเดี๋ยวนี้ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ผมเจอได้ นั่งกินข้าวด้วยกันก็ได้ คุยด้วยก็ได้
หมายความว่ารู้สึกผ่อนคลายขึ้น?
                     ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ได้มีความโกรธเกลียดเป็นการส่วนตัว แต่ถ้าคุณทักษิณยังมาบงการประเทศไทยอยู่ ผมก็สู้ต่อไป แล้วถ้าคุณยิ่งลักษณ์จะกลับมาทุจริตคอรัปชั่นอีก ผมก็จะไล่ต่อไป เมื่อ2วัน ผมไปงานแต่งที่ จ.อุทัยธานี คุณจตุพรนั่งโต๊ะเดียวกับผม เราก็ได้คุยกันเรื่องปัญหาของชาวสวนยาง ผมก็ได้บอกว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต้องใช้สติรอบคอบ อย่านำมาเป็นประเด็นทางการเมือง มีคนถามว่าซูเอี๋ยกันหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เจอกันที่ไหนก็ชกกันตรงนั้น ไม่มีความเคียดแค้นเป็นการส่วนตัว แต่ว่าถ้าเขาทำผิดต่อประชาชนต่อบ้านเมือง ผมไม่มีวันยอม

 

————————

(หมายเหตุ : รายการ คมชัดลึก‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’)

Leave a comment