‘เปิดไต่สวน’คดียิ่งลักษณ์‘จำนำข้าว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160115/220567.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559
‘เปิดไต่สวน’คดียิ่งลักษณ์‘จำนำข้าว’

‘เปิดไต่สวน’คดียิ่งลักษณ์‘จำนำข้าว’ : เกศินี แตงเขียวรายงาน

           หลังจาก อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ที่ละเลยไม่ยับยั้ง “โครงการรับจำนำข้าว” ส่งผลรัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558

วันนี้ (15 ม.ค.) ได้ฤกษ์ อัยการนำพยานไต่สวนนัดแรก ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดนัดไว้ให้ไต่สวนพยานฝ่ายอัยการ รวม 14 ปาก ภายในเวลา 5 นัด ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559, วันที่ 17 และ 26 กุมภาพันธ์ 2559, วันที่ 4 และ 23 มีนาคม 2559

ขณะที่พยานชุดแรก ที่คณะทำงานอัยการ โจทก์ จะส่งให้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้ง 9  คนไต่สวน ก็จัดเตรียมไว้ 4 ปากด้วยกัน ซึ่งศาลกำหนดเวลาไต่สวนพยานไว้ ตั้งแต่เช้าถึงเย็น เวลา 09.30–16.00 น.

โดยพยานปากแรก ที่อัยการจะนำเข้าไต่สวน คือ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ซึ่งพยานปากนี้ อัยการต้องการนำมาเปิดประเด็นโครงการจำนำข้าวตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ศาลฎีกาฯ เห็นภาพรวมโครงการ วิธีการจำนำข้าวเสียก่อนที่จะลงรายละเอียด แยกแยะ การจำนำข้าวในแต่ละส่วน

ส่วนพยานที่อัยการจะให้เปิดประเด็นต่อ คือ สื่อมวลชน นำสืบเรื่องสารบรรณข่าวที่ได้รวบรวมเนื้อหาโครงการรับจำนำข้าว และนายประจักษ์ บุญยัง รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่นำสืบประเด็นการทำหนังสือเตือนการตรวจสอบและเสนอความเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวมีข้อบกพร่องหรือไม่ อย่างไร ก่อนจะปิดท้ายการไต่สวนพยานวันแรกด้วย นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พยานปากที่สี่ ที่นำสืบเรื่องความเสียหายจากการดำเนินโครงการ

ขณะที่ พยานสำคัญอื่น ที่รอคิวนำสืบในคดีของอัยการ ก็ยังมี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ มือชำแหละโครงการรับจำนำข้าว ที่เฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพยานกลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง

สำหรับการไต่สวนพยานในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ตามกฎหมายและข้อกำหนดวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ใช้ระบบไต่สวน ก็จะให้ผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน ที่เป็นองค์คณะสำนวนคดีฯ เป็นผู้ซักถามพยานแต่ละฝ่าย

และเมื่อถึงเวลาที่ฝ่ายอัยการโจทก์ หรือฝ่ายจำเลย จะต้องนำพยานบุคคล เข้าไต่สวนตามนัด ฝ่ายนั้นก็จะต้องทำคำเบิกความของพยานแต่ละปาก เป็นรายละเอียดส่งเป็นเอกสารล่วงหน้าให้องค์คณะฯ ภายใน 2 สัปดาห์ (14 วัน) ก่อนถึงวันไต่สวนพยาน ส่วนฝ่ายจำเลยที่ต้องถามค้านพยาน ก็จะต้องส่งประเด็นคำถามที่จะซักถามพยาน ส่งให้ศาลทราบล่วงหน้า 7 วันก่อนถึงวันนัดด้วย และเมื่อถึงเวลาไต่สวนพยาน องค์คณะฯ จะเป็นผู้ซักถามพยาน จากคำถามของฝ่ายจำเลยที่ส่งมา และหากมีประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลยังสงสัยในคำเบิกความพยาน ศาลสามารถซักถามเพิ่มเติมได้เองด้วย

แม้ว่าภาพรวมการไต่สวน ต้องใช้เวลาไม่น้อย แต่ศาลได้บริหารจัดการเวลาในการไต่สวนพยาน ด้วยการกำหนดให้คู่ความต้องส่งคำเบิกความพยานแต่ละฝ่าย และคำถามซักค้านพยานแต่ละฝ่าย ก่อนจะเริ่มกระบวนการทุกครั้ง

ด้วยวิธีการเช่นนี้ จึงทำให้การไต่สวนพยานของศาลฎีกาฯ สามารถซักถามพยานที่อาจมากถึง 4 ปาก ใน 1 วัน และครั้งแรกของการตรวจพยานหลักฐาน ศาลได้เคยกำชับหนักแน่น กับคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย ให้ต้องเตรียมพยานมาให้พร้อมนำสืบทุกนัด ถ้ามีพยานปากใดติดขัดไม่สะดวกมาไต่สวนวันที่ศาลกำหนดนัดไว้แล้ว ก็ต้องแจ้งให้ศาลทราบล่วงหน้า เพื่อการขยับ-ขยายเวลา ไม่ให้คดีล่าช้าเนิ่นนานเกินจำเป็น จึงเรียกได้ว่า คู่ความไม่มีโอกาสยื้อคดี ดึงเวลา ขอเลื่อนนัดได้บ่อยๆ แบบอำเภอใจ และหลังจากวันที่ 23 มีนาคม 2559 กำหนดไต่สวนพยานอัยการโจทก์นัดสุดท้าย ฝ่าย “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” เริ่มนำพยานให้ศาลไต่สวน เพื่อพิสูจน์การกระทำที่ถูกกล่าวหา

ก่อนหน้านี้นัดตรวจพยานหลักฐาน ฝ่าย “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” จำเลย ศาลฎีกาฯ อนุญาตให้นำพยานเข้าไต่สวน 42 ปาก จากบัญชีพยานที่ยื่นขอไต่สวนไว้ 43 ปาก ซึ่งพยาน 1 ปากที่ศาลยังไม่อนุญาตให้ไต่สวน คือ นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ที่จำเลยอ้างว่า จะเบิกความเกี่ยวกับประเด็นนโยบายการเมืองที่หาเสียงในช่วงเลือกตั้งนั้น ศาลให้รอดูก่อนว่าเมื่อได้ทำการไต่สวนพยานแต่ละฝ่ายเสร็จสิ้นแล้ว พยานจำเลยปากนางสดศรีนี้ ยังต้องให้ไต่สวนอีกหรือไม่

โดยศาลฎีกาฯ ให้ใช้เวลาไต่สวนพยาน 16 นัด เริ่มพยานจำเลยปากแรกวันที่ 1 เมษายน ตั้งแต่เวลา 09.30 น. เหมือนที่ให้เวลาอัยการโจทก์ เช่นกัน

จากนั้นไต่พยานอีกวันที่ 22 เมษายน 2559, วันที่ 13 และ 18 พฤษภาคม 2559, วันที่ 17 และ 24 มิถุนายน 2559, วันที่ 8 และ 22 กรกฎาคม 2559, วันที่ 5 และ 19 สิงหาคม 2559, วันที่ 9 และ 23 กันยายน 2559, วันที่ 7 และ 21 ตุลาคม 2559, วันที่ 4 พฤศจิกายน และไต่สวนพยานนัดสุดท้ายวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559

ซึ่งพยานที่ฝ่าย “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” จำเลย จะนำมาต่อสู้คดี นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความอดีตนายกฯ เคยเปิดรายชื่อพยานสำคัญ ที่นอกเหนือจากตัว อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์เอง จะต้องขึ้นนั่งคอกพยานไต่สวนให้ศาลแล้ว ก็ยังมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง อดีต รมว.คลัง, นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.พาณิชย์, นายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ ยุครัฐบาลอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์, นายสัตวแพทย์ ชัย วัชรงค์ นักวิชาการสายพรรคเพื่อไทย ผู้ศึกษากลไกการตลาด ที่จะนำมาเป็นพยานเพื่อหักล้างเรื่องกลไกการตลาดข้าว และนายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด

หลังจากนี้ วันที่ 15 มกราคม ไปจนถึง 18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10 เดือน “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” จำเลย จะต้องมาศาลร่วมกระบวนการไต่สวนพยานทุกนัดตั้งแต่วันแรก จนวันสุดท้าย ห้ามหนีหาย ไม่เช่นนั้นจะถูกศาลสั่งถอนประกัน และปรับเงินประกัน 30 ล้านบาท ที่จะต้องพ่วงการถูกออกหมายจับด้วย หากเบี้ยวนัดศาลแล้วพฤติการณ์ชี้ว่า หลบหนี เพราะในการประกันตัว ศาลกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ให้จำเลยมาศาลทุกนัด ซึ่งศาลห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศให้มายื่น เพื่อขออนุญาตจากศาลเป็นครั้งๆ ไป

ขณะที่ 10 เดือนจากนี้ ทั้งฝ่ายอัยการสูงสุด และฝ่าย “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” จำเลย จะต้องขะมักเขม้น กับการเตรียมพยานบุคคลให้พร้อม นอกเหนือจากพยานเอกสารฝ่ายอัยการ 161 แฟ้มกว่า 6 หมื่นแผ่น กับของฝ่ายจำเลย 61 แฟ้ม ที่ประกอบในสำนวนคดี เพื่อจะพิสูจน์ มหากาพย์โครงการรับจำนำข้าวว่า สุดท้ายแล้วใครจะต้องรับผิด….!!! กับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชาวนา และประเทศ หรือไม่ …??

และตาม “ไทม์ไลน์” ที่มีการนัดไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 18 พฤศจิกายน ปีนี้ อีกทั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาฯ พ.ศ. 2542 ระบุว่า องค์คณะผู้พิพากษาต้องมีคำพิพากษาภายใน 7 วัน นับแต่วันเสร็จการพิจารณา ถ้ามีเหตุสมควรเลื่อนอ่านคำพิพากษาได้ แต่ต้องไม่เกิน 14 วัน ดังนั้นคดีนี้น่าจะมีคำพิพากษาได้ในเดือนธันวาคมปีนี้ หรืออาจจะเป็นต้นปีหน้า หากมีการต้องเลื่อนนัดไต่สวนคดีออกไปจากที่นัดไว้เดิมซึ่งอาจเกิดจากการพยายามประวิงคดี แม้ว่าศาลจะพยายามอุดช่องโหว่นี้แล้วก็ตาม

ลำดับการไต่สวนคดี

– โจทก์นำพยานเข้าไต่สวน 14 ปาก รวม 5 นัด  คือ 15  ม.ค.-23 มี.ค. 2559

– จำเลย นำพยานเข้าไต่สวน 42 ปาก รวม 16 นัด คือ 1 เม.ย.-18  พ.ย. 2559

– จำเลยต้องมาศาลทุกนัดเพราะศาลไม่อนุญาตให้ไต่สวนพยานลับหลัง

– การไต่สวนคดีต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกวันทำการ

– เมื่อไต่สวนพยานเสร็จสิ้น โจทก์และจำเลยมีสิทธิแถลงปิดคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด

– องค์คณะผู้พิพากษามีคำพิพากษาภายใน 7 วัน นับแต่วันเสร็จการพิจารณา ถ้ามีเหตุสมควรเลื่อนได้ แต่ต้องไม่เกิน 14 วัน

Leave a comment