ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160123/221016.html
พช.จัดงบใหม่ปี60รัฐส่งงบตรงถึงผู้ว่าฯ ลงชุมชนฝึกอาชีพ สร้างรายได้ ปรับกองทุน สร้างเทรดเดอร์ตลาดประชารัฐ
อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน กล่าวว่า วาระที่รัฐบาลมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชนดำเนินการเป็นเจ้าภาพ คือ วาระเรื่องเศรษฐกิจ ฐานราก และชุมชนเข้มแข็ง มีอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเลขานุการ ประสานกับกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องอีก 10 หน่วยงาน แผนการขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจฐานราก และชุมชนเข้มแข็ง มีเป้าหมายหลักใหญ่สุดท้ายก็คือ การสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ให้ชุมชนมีเงิน อยู่ได้อย่างมีความสุข ซึ่งจะต้องเร่งทำให้เกิดผลเป็นการต่อยอดสิ่งที่ดำเนินการมาให้ได้ผลใน 4 เรื่องด้วยกัน คือ 1.อาชีพ 2.กองทุนในชุมชน 3.ผลิตภัณฑ์ชุมชน โอท็อป และ 4.การตลาด
“เรื่องอาชีพ ใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือเรื่องอาชีพ จะเกิดรายได้ และชาวบ้านเห็นว่า ทำแล้วได้เงินก็จะเกิดความร่วมมือ และชุมชนจะเข้มแข็ง ที่จะส่งผลให้เกิดเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง หลักการคือ 1.ใครอยากทำอาชีพต้องได้ทำ 2.ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พออยู่พอกิน 3.จัดหาปราชญ์ชาวบ้าน ที่เชี่ยวชาญการปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ ทำปุ๋ยธรรมชาติ หรืองานฝีมือ เดิมราชการชอบไปสอนชาวบ้าน ขณะนี้จะเปลี่ยนวิธีให้ชาวบ้านสอนชาวบ้าน โดยปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อให้นำสิ่งที่มีอยู่ไปถ่ายทอดให้ชาวบ้านที่มาฝึกปฏิบัติ ไม่ใช่การอบรม โดยใช้สถาบันการศึกษา 11 แห่งทั่วประเทศ เป็นศูนย์ในการฝึกปฏิบัติ วิธีการสอนจะใช้วิธีการไปศึกษางานของโครงการหลวง โครงการพระราชดำริ ดูการประกอบอาชีพในแต่ละภาคตามภูมิลำเนาของคนในท้องถิ่นนั้น โดยใช้หลักประชารัฐ ให้ชาวบ้านสอนชาวบ้าน ชาวบ้านทำเอง โดยข้าราชการหรือรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน หรือชี้เป้า เอกชนหรือเอ็นจีโอ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนได้” อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน กล่าว
ส่วนเรื่องของทุนชุมชน อธิบดีอภิชาติ กล่าวว่า เฉพาะของ พช.มีการดำเนินการทุนชาวบ้าน อย่างกองทุนออมทรัพย์เพื่อการผลิตฯ ที่มีกว่า 2 หมื่นกองทุน เงิน 3 หมื่นล้านบาท กองทุนแม่แผ่นดิน มี 3-4 พันล้านบาท กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี มีเงินทุน 8 พันกว่าล้านบาท กองทุนหมู่บ้าน ทุกหมู่บ้านมีอยู่แล้ว วงเงิน 2 แสนกว่าล้านบาท ชาวบ้านจริงๆ ไม่ได้ขาดเงินทุน บางหมู่บ้านมี 12-20 กองทุน
เมื่อฝึกอาชีพแล้ว ถ้ามีใครมีแวว “หัวไวใจสู้” หรือคนเก่งในหมู่บ้าน ถ้ามากู้เงินแล้ว ก่อนได้รับการกู้ครั้งต่อไป ต้องดูผลสัมฤทธิ์ของหมู่บ้าน ถ้าดีขึ้น ก็จะได้รับสนับสนุนให้กู้ต่อไป เน้นความโปร่งใส ฝึกการบริหารกองทุน และป้องกันการทุจริต เป็นเรื่องใหม่ที่ทดลองแล้ว มี 400 หมู่บ้าน เรียกว่า “สถาบันจัดการเงินทุนชุมชน” ป้องกันการกู้ซ้ำซ้อนและกู้หลายกองทุน จะให้รวมเป็น “กู้กองทุนเดียว” และป้องกันไม่ให้เกิดการกู้จนไปกู้เงินนอกระบบ หากใครกู้หลายกองทุนจะรวมเป็นหนึ่งกองทุนเท่านั้น โดยยึดหลัก หนึ่งครัวเรือนหนึ่งสัญญา เท่านั้น
“ผลิตภัณฑ์ชุมชนโอท็อป ที่มีอยู่ 40,500 กลุ่ม มีขีดความสามารถในการผลิตสินค้าชุมชนได้ 83,000 ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้จากการขาย 190,000 ล้านบาท ในปี 2558 ถ้าดูย้อนหลังไป จะมีอัตราเติบโตประมาณปีละเพียง 5% แรกๆ สร้างรายได้เพียง 2 หมื่นล้านบาท แนวการดำเนินการจะเน้นประเภทผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสินค้าพรีเมียม จะตั้งเป้าพัฒนาเป็นเอสเอ็มอี วิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ให้ไปสู่สากล เน้นการส่งออก ขณะเดียวกัน อีก 70% ที่ผลิตอยู่ ยังมีปัญหาด้านการตลาดในการจำหน่ายและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ก็จะได้รับการปรับด้านการบรรจุหีบห่อ และด้านการตลาด ทำให้เพิ่มการขายได้ปีละ 20%”
จุดแข่งของผลิตภัณฑ์ชุมชน อธิบดี พช. ย้ำว่า สินค้ามีความโดดเด่นด้าน “ความแตกต่าง” ไม่ซ้ำหรือเหมือนใครแน่นอน เพราะเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่จะต้องมีการตลาดที่ดี เช่น โอท็อปชวนชิม ไก่ย่างเขาสวนกวาง บะกุดเต๋ภาคใต้ หมูย่างจากตรัง ขนมจีนน้ำยาปูจากชลบุรี และอื่นๆ อีกจาก 40 จังหวัด รวมอาหารจากชุมชนทั่วประเทศมาขายให้กินที่เดียว ที่คลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบ ทำรายได้สูงสุดถึง 74 ล้านบาท มากกว่าการขายของทุกกระทรวง ที่มาจัดที่นี่เหมือนกัน
ในงานโอท็อปซิตี้ ก็ได้ได้แบ่งจัดสรรสินค้าให้ชัดเจน แบ่งโซนคลาสสิก เป็นผลิตภัณฑ์ 5 ดาว โซนส่งออก โซนอนาคต หรือโซนที่เป็นโมเดลใหม่ของโอท็อป เช่น วิสาหกิจชุมชนพุแค จ.สระบุรี ที่ประสบความสำเร็จด้านการตลาด รวมสินค้าโอท็อป 40 ชนิดในจุดเดียว ฉะนั้น จึงทำให้ขายได้เพิ่มมากขึ้น โดยอาศัยจุดแข่งของแต่ละผลิตภัณฑ์มาแสดงให้เป็นที่สนใจของผู้ซื้อ อย่างในกรณีของ จ.ขอนแก่น ลงทุน 10 ล้านบาท จัดโดมติดแอร์ จัดประกวดผ้าไหม 17 จังหวัด รวมไว้ที่เดียว ทำให้มีลูกค้าในท้องถิ่นและนอกท้องที่ บินไปจากกรุงเทพฯ เพื่อคัดสรรหาผ้าไหมจากทั่วภาคอีสานโดยการเดินทางครั้งเดียว
“ที่สำคัญ เป็นของดี ราคาถูก และช่วยเศรษฐกิจฐานรากของประชาชน หากทำสำเร็จ ก็จะสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก”
อธิบดี พช. กล่าวถึงช่องทางการตลาดว่า สร้างตลาดในชุมชนให้ชาวบ้านมีแหล่งขายผลิตภัณฑ์ชุมชน และสร้างเทรดเดอร์ขึ้นมาใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่ขาดอยู่ คือ “เทรดเดอร์” เพื่อแก้ไขปัญหาการรวบรวมสินค้าตามความต้องการตลาด อย่างกรณีที่ห้างสรรพสินค้าต้องการกระเช้าปีใหม่จากวัตถุธรรมชาติ จำนวน 4 แสนกระเช้า แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะต้องการติดต่อแหล่งเดียว ไม่ต้องไปรวบรวมจากหลายแหล่งผลิต หลาย 10 แห่งอย่างในปัจจุบัน จุดอ่อนของสินค้าชุมชนคือ ขาดแคลนเทรดเดอร์ ข้าราชการไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะค้าขายไม่เป็น หน้าที่ของเทรดเดอร์ คือ รวบรวมสินค้า กระจายสินค้า บริหารจัดการสินค้า ดูแลคุณภาพ ดูบัญชีและระบบการเงิน ได้เงินแล้วแบ่งสันปันส่วนให้ชาวบ้าน ขณะนี้ เป็นสิ่งที่ขาดมากที่สุด ทำให้ศูนย์โอท็อปขาดทุนทุกแห่ง ทำให้ชาวบ้านผลิตแล้วขายไม่ได้ ยกเว้น วิสาหกิจชุมชนพุแค ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารศูนย์จำหน่ายสินค้าและพัฒนาการตลาดสินค้าจากชุมชนจำนวนมาก และตอบสนองห้างสรรพสินค้าใหญ่ในกรุงเทพมหานครได้ด้วย
“ความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับสภาหอการค้า เพื่อสร้างเทรดเดอร์ และเปิดการขายด้วยระบบ อี-คอมเมิร์ซ ให้มีประสิทธิภาพ แม้จีนก็สนใจ แต่ขาดคนทำและบริหาร ให้สามารถจัดส่งสินค้าได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งจะทำไม่ได้ แหล่งจำหน่ายที่จะทำให้ขายสินค้าที่ตลาดนัดมหาดไทย ตลาดนัดศาลากลางจังหวัดทุกวันพุธ ผมจะสร้างเทรดเดอร์ให้มีทุกจังหวัดภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเริ่มตลาดประชารัฐที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. จังหวัดละ 2 แห่ง ถ้าต้องการของที่ระลึก หรือร้านที่มีอัตลักษณ์ ให้ไปที่ตลาดประชารัฐ ที่ปั๊ม ปตท. สร้างแหล่งเล่าเรื่องราวของสินค้าระดับสุดยอดโดยศิลปินแห่งชาติ ตลาดประชารัฐ เป็นที่ช็อปสินค้าระดับสุดยอดของชุมชน” อธิบดี พช. กล่าวปิดท้าย
