อณัส อมาตยกุล: ‘ไอเอส’ในมุมที่ไม่ถูกมอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160119/220794.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 19 มกราคม 2559
อณัส อมาตยกุล: ‘ไอเอส’ในมุมที่ไม่ถูกมอง

อณัส อมาตยกุล : ‘ไอเอส’ในมุมที่ไม่ถูกมอง : อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์ / ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน

           เอ่ยชื่อ “กลุ่มรัฐอิสลาม” ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Islamic State หรือ ไอเอส นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะขนาดนิตยสารระดับโลกอย่างไทม์ ยังยกให้ผู้นำของไอเอสเป็นบุคคลแห่งปีอันดับ 2 รองจากนายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งแห่งเยอรมนี

การสู้รบแบบเต็มรูปแบบกับมหาอำนาจตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา บนแผ่นดินที่เป็นประเทศอิรักกับซีเรียในปัจจุบัน พร้อมๆ กับปฏิบัติการในลักษณะก่อการร้ายในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และล่าสุดคือ กลางกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทำให้วันนี้เราไม่ศึกษาเรื่องราวของไอเอสไม่ได้แล้ว

หลายคนสงสัยว่า ไอเอสคือใครกันแน่ ใช้วิธีการใดโน้มน้าวผู้คนให้ไปร่วมเป็นร่วมตายได้ หรือแม้แต่ทำระเบิดพลีชีพในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง…เป็นคำถามที่น่าค้นหาคำตอบไม่น้อย

ดร.อณัส อมาตยกุล นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า หากไตร่ตรองโดยใช้ตรรกะในการพิจารณา จะเห็นได้ว่า ไอเอสไม่ได้เกิดขึ้นจากคำสอนของศาสนาอิสลาม เพราะอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในกรุงเทพมหานครเอง ก็มีการสอนศาสนาจากคัมภีร์เดียวกัน แต่เหตุใดจึงไม่มีการก่อเหตุรุนแรงแบบไอเอส

ดังนั้นน่าจะขึ้นกับภาวะของคนแต่ละคนที่อาจจะถูกกดดันหรือถูกกดขี่ข่มเหงมากกว่า หากมองย้อนกลับไปถึงต้นตอของปัญหา พูดง่ายๆ ว่า ต้นตระกูลของคนที่อพยพเข้าไปสู่ดินแดนตะวันตก เป็นผู้ที่มิได้มีชนชั้นทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงไม่ได้รับการยอมรับทางสังคมในทุกๆ ด้าน ทำให้ดูเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง สืบเนื่องจากชาติตะวันตกหลายๆ ชาติเป็นเจ้าอาณานิคมมาก่อน แล้วก็กวาดต้อนผู้คนมาใช้แรงงานในประเทศของตนและผู้คนจำนวนมากมาจากชาติที่ตกเป็นอาณานิคมเหล่านั้นก็คือคนมุสลิม แม้วันนี้จะผ่านมาหลายเจเนอเรชั่นแล้ว ทว่า ความรู้สึกถึงการถูกกดดัน กดขี่ และความเป็นพลเมืองชั้นสองก็ยังคงอยู่ ทำให้ง่ายต่อการกระตุ้นและปลุกระดม

ส่วนประเด็นที่ไอเอสใช้ในการกระตุ้นคนมุสลิมรุ่นใหม่เหล่านี้ คือ ภาพความโหดร้ายของชาติตะวันตกที่กระทำต่อดินแดนที่เป็นประชาชาติอิสลาม เช่น อิรัก และซีเรีย ซึ่งแทบไม่เคยปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อกระแสหลักที่ชาติตะวันตกควบคุมอยู่

“สื่อออนไลน์เป็นสื่อตัวหนึ่งที่ไอเอสหยิบขึ้นมาใช้ในการสร้างความชอบธรรมและระดมคนในยุคปัจจุบันที่สามารถสัมผัสและเข้าถึงโลกออนไลน์ได้ง่าย ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และเว็บไซต์ต่างๆ เพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก็สามารถเชื่อมต่อได้แล้ว แตกต่างจากสังคมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา” ดร.อณัส ระบุ และว่า ไอเอสได้แสวงหามือโปร (มืออาชีพ) ด้านไอทีเข้ามาช่วยเหลือ และทะลวงปราการที่ตะวันตกวางไว้ ด้วยการใช้เทคนิคที่ทำให้เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และสร้างความฮึกเหิมให้แก่ผู้ที่เชื่อในอุดมการณ์ของไอเอส อย่างไรก็ดี การเข้าถึงสื่อของไอเอสก็มีกระบวนการที่ลึกลับซับซ้อนไม่น้อยทีเดียว

“ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของไอเอสจะมีความเฉพาะในตัวเองและจะมีเอเย่นต์หรือผู้ทำหน้าที่แสวงหาบุคคลในพื้นที่เป้าหมาย เช่น แคนาดา สวีเดน เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย เมื่อเจอบุคคลที่เป็นเป้าหมายแล้ว และมีความสนิทสนมกัน ก็จะใช้วิธีการกระซิบบอก”

ดังนั้น การสื่อสารกับกลุ่มไอเอส ไม่ใช่ว่าจะไปนั่งตามร้านอินเทอร์เน็ตแล้วจะสามารถสื่อสารกับไอเอสได้ เพราะไอเอสมีระบบการป้องกันในการเข้าถึงเข้มงวดและยากต่อการค้นหาแหล่งที่อยู่ของเว็บไซต์ เช่น การใช้ภาษาสื่อสารที่เป็นปกติ แต่มีความหมายลึกซึ้งมากกว่าธรรมดาที่คนปกติไม่เข้าใจ หากสังเกตในสื่อออนไลน์ที่ไอเอสใช้ จะมีท่อนพรรณนาถึงทรราช ซึ่งกลุ่มที่เข้าใจภาษาเช่นนั้นจะรู้สึกคล้อยตาม โดยส่วนใหญ่กลุ่มเป้าหมายที่คล้อยตามเป็นบุคคลที่มีการศึกษาสูง ทั้งวิศวกร แพทย์ หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดหุ้น

“สารหรือข้อมูลเหล่านี้ถูกปกปิดจากสื่อตะวันตก หากมองย้อนกลับไปในสงครามซีเรียที่เกิดขึ้นมานานถึง 5 ปี ภาพที่สร้างความเจ็บปวดและรอยร้าวในใจ เช่น การทิ้งระเบิดวันละหลายรอบจนผู้คนล้มตาย การยิงต่อสู้กันใจกลางเมืองทำให้เด็กเล็กๆ เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ”

ดร.อณัสอธิบายการที่ไอเอสเข้าไปยึดครองดินแดนบางส่วนที่เป็นประเทศอิรักและซีเรียในปัจจุบัน มีมิติที่เกี่ยวข้องกับอิสลามด้วยว่า ดินแดนอาหรับเป็นมาตุภูมิและเป็นหัวใจของโลกอิสลาม โดยมีดินแดนที่สำคัญ 3 แห่ง คือ 1.บริเวณคาบมหาสมุทรอาระเบีย 2.อิรัก และ 3.ซีเรีย ซึ่งดินแดน 2 แห่งหลัง คือ อิรัก กับซีเรียนั้น ไอเอสสามารถยึดได้แล้ว

“การต่อสู้เพื่อยึดครองสองดินแดนนี้ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ไอเอสสามารถระดมนักรบได้ เนื่องจากประวัติศาสตร์และความเป็นจริงดินแดนนี้เป็นของอิสลาม ซึ่งไอเอสมองว่าเป็นศาสนสมบัติที่สำคัญมาก จึงไม่ควรให้ชาติตะวันตกเข้ามาก่อบาปในดินแดนแห่งนี้ ดังนั้นไอเอสจึงมีแนวคิดที่จะซักล้างแผ่นดินนี้ให้บริสุทธิ์ และนำแผ่นดินนี้กลับไปเป็นศาสนสมบัติอีกครั้งหนึ่ง เพราะชาติตะวันตกที่เข้ามายึดครอง และทำให้แผ่นดินแห่งนี้ตกอยู่ในระบอบโลกียะ และทำให้แผ่นดินนี้ตกอยู่ในโลกียวิสัยจากการแบ่งพื้นที่ปกครองกันอย่างไม่ชอบมาพากล จนทำให้ดุลยภาพภายใต้ธรรมะของแผ่นดินนี้หายไป” นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิม อธิบาย

จากการใช้เครื่องมือทั้งหมดที่กล่าวมา ดร.อณัส สรุปว่า แม้ไอเอสใช้คำสอนของศาสนามากล่าวอ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าไอเอสบิดเบือนคำสอน แต่เป็นการนำมาใช้กระตุ้นให้คนที่มองโลกตะวันตกเป็นทรราชเข้าร่วมกับรัฐอิสลาม อันเป็นยุทธศาสตร์หลัก 3 ประการของไอเอส คือ 1.ทำให้เกิดการอพยพของมุสลิมจากที่ต่างๆ ทั่วโลกมายังดินแดนที่ไอเอสยึดครอง ซึ่งปัจจุบันคือ อิรัก และซีเรีย 2.สร้างประชาคมมุสลิมขึ้นในดินแดนนั้น และ 3.ทำลายล้างทรราช ซึ่งโดยนัยก็หมายถึงชาติตะวันตกที่ก่อบาปขึ้นในดินแดนของอิสลามนั่นเอง

“ขณะที่ไอเอสสามารถเจาะทะลวงปราการด้านสื่อของตะวันตกได้ โดยใช้โซเชียลมีเดียและข้อความที่ไอเอสสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายของพวกเขา คือ การพรรณนาถึงภาพความเจ็บปวดหรือภาพสะท้อนที่เกิดขึ้นหลังการเกิดสงคราม รวมทั้งคำสอนทางศาสนาที่ว่า ‘เจ้าจงรับใช้เพื่อนมนุษย์ และประหัตประหารมารและพลพรรคของมาร’ ซึ่งโดยนัยก็หมายถึงชาติตะวันตกที่ก่อบาปในดินแดนอิสลามนั่นเอง”

ดร.อณัส บอกอีกด้วยว่า ไอเอสได้ศึกษาทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของขบวนการก่อการร้ายต่างๆ ในอดีต ทั้งขบวนการญิฮาด หรือแม้แต่อัล-ไกดา โดยเฉพาะการศึกษาความล้มเหลวของอัล-ไกดาที่มีหลายด้าน โดยเฉพาะการเลือกใช้อัฟกานิสถานเป็นฐานที่มั่น ซึ่งอยู่ห่างไกลจากดินแดนอาหรับ เมื่อสหรัฐสกัดกั้นการสื่อสารและเส้นทางการเงินจากพื้นที่นอกฐานที่มั่น คืออัฟกานิสถาน ก็ทำให้อัล-ไกดาอ่อนแอลงทันที

ส่วนการต่อสู้ของไอเอสจะมีบทสรุปอย่างไร ท่ามกลางการโจมตีอย่างหนักของชาติตะวันตก ดร.อณัสตอบว่า ทางออกของไอเอสหากต้องสูญสลายจากการโจมตี พวกเขาอาจจะวางชุดนักรบ กลับไปเลี้ยงสัตว์หรือนั่งจิบชาและใช้ชีวิตปกติ เพื่อรอวันกลับมาใหม่อีกครั้ง เพราะความเจ็บช้ำน้ำใจ รวมถึงอุดมการณ์นั้น ยังคงอยู่ภายใต้จิตใจของพวกเขา

หรืออีกทางออกหนึ่งคือ การลดศักยภาพของไอเอสลงเป็นกองกำลังย่อยๆ ในประเทศต่างๆ แต่หากมีการเจรจาเกิดขึ้น ไอเอสอาจจะเกิดเป็นรัฐใหม่รัฐหนึ่งก็เป็นไปได้ แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่ไอเอสต้องการ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องตกอยู่ใต้การควบคุมของชาติตะวันตก

“เชื่อว่าไอเอสจะสู้ต่อไป เพราะอุดมการณ์ของไอเอสยังไม่สลาย ส่วนการสร้างสันติภาพในโลกจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากไม่มีความร่วมมือต่อกัน เพราะหากคนมองว่า ไอเอสควรจะให้สันติภาพแก่โลก แต่ไอเอสกลับต้องเจอเครื่องบินของชาติตะวันตกมาทิ้งระเบิดใส่บ้านเรือนของประชาชนในดินแดนอิสลาม แล้วสันติภาพจะเกิดได้อย่างไร”

“ฉะนั้นสันติภาพคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากชาติตะวันตกไม่เป็นผู้เริ่มก่อสันติภาพ”

Leave a comment