ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160128/221410.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2559
‘นายกฯ’ เขียนจดหมายข่าวรัฐบาลฉบับ 1 ก.พ. ปลุกประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ ชี้การปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างไร้การควบคุมคือความผิดพลาดในอดีต
28 ม.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เขียนบทความ “จากใจนายกรัฐมนตรี” ลงในจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า 3 ใน 4 ของเปลือกโลกเป็นผืนน้ำ จากทั้งหมดนี้เป็น “น้ำกินน้ำใช้” สำหรับมนุษย์เพียงไม่ถึงร้อยละ 3 ในขณะที่ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึงร้อยละ 70 ผมอยากให้พี่น้องได้เห็นความจริงของธรรมชาติ เห็นความสำคัญของน้ำ ว่าเป็นทรัพยากรที่แม้มีอยู่มาก แต่นำมาใช้ประโยชน์ได้น้อย นับวันยิ่งจะร่อยหรอ เพราะเราผลิตน้ำเองไม่ได้ แต่ธรรมชาติสร้างน้ำให้เรา ทั้งโลกกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากแหล่งน้ำ ภูเขา ป่าไม้ ระบบนิเวศทางธรรมชาติถูกบุกรุกทำลายเสียสมดุล ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและน้ำเริ่มจะมีไม่พอสำหรับการอุปโภคบริโภคของมนุษย์ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ทรัพยากรน้ำจึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงประเทศ ขาดซึ่ง “น้ำต้นทุน” แล้วปัญหาเชื่อมโยงทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมก็ตามมา อาทิ เกิดการแย้งน้ำ เหนือน้ำ – ท้ายน้ำ ทะเลาะกัน ผลผลติตกต่ำ สินค้าราคาแพง กระทบทุกอาชีพ ผมเป็นห่วงที่สุดไม่เพียงพี่น้องเกษตรกร แต่รวมทั้งผู้มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ อาชีพอิสระไม่มั่นคง ได้รับผลกระทบทางอ้อมกันถ้วนหน้า
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ความผิดพลาดในอดีตนอกจากการปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกผืนป่าของพี่น้องผู้ไร้ที่อยู่อาศัยไม่มีที่ดินทำกิน ยิ่งไปกว่านั้นนโยบายส่งเสริมการปลูกพื้นเศรษฐกิจอย่างไร้การควบคุม ไม่มีการโซนนิ่ง อาทิ ยางพารา ปาล์ม อ้อย มันสัมปะหลัง โดยเฉพาะที่มีนายทุนหนุนหลังอยู่แล้ว กระตุ้นให้เกิดการแผ้วถางป่าสมบูรณ์ ป่าสงวน เป็นทั้งการทำลายแหล่งต้นน้ำลำธาร ทั้งทำให้ฟ้าฝนปรวนแปร เป็นเหตุให้เกิดทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ยากแก่การป้องกัน คอยแต่แก้ไข ใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาในปัจจุบัน รัฐบาลให้ความสำคัญในการสร้างความสมดุลให้กับการใช้น้ำทั้งระบบ 1.ภาคการผลิต ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยการทำฝนเทียม พัฒนาแหล่งน้ำ – เขื่อน – ฝาย ขุนลอกคูคลอง วางระบบชลประทาน สร้างแก้มลิง – บ่อขนมครก ตามแนวทางพระราชดำริ ปรับพฤติกรรมการเกษตร ไร่นาสวนผสม – โซนนิ่ง – ปลุกพื้นใช้น้ำน้อย – เกษตรน้ำหยด 2.ภาคครัวเรือน น้ำอุปโภคบริโภค อาทิ การขุดบ่อบาดาลหมู่บ้าน ประปาชุมชน และ 3.การรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ผลักดันน้ำเข็ม
“การสร้างความยั่งยืนสำหรับอนาคตอีก 10 ปี 20 ปี 30 ปี ด้วยแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการทั้งระบบ 10 ปี ที่ขยายขอบเขตในมิติพื้นที่และเวลา จากการแก้ปัญหาเร่งด่วน อาทิ 1.การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 2.การบำบัดฟื้นฟูน้ำเสีย 3.การจัดทำฐานข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำเพื่อการบริหารจัดการและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตามการช่วยกันประหยัดน้ำเป็นมาตรการที่ดี ไม่ต้องลงทุนแต่มีประสิทธิภาพที่สุดในการอนุรักษ์ให้มีน้ำไว้ใช้อย่างยั่งยืน ไม่แล้ง ไม่เหือดแห้ง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
กลุ่มธุรกิจรปภ.ยื่นขอ ‘บิ๊กตู่’ ชะลอบังคับใช้ พ.ร.บ.รปภ.
28 ม.ค. เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่งสำนักงานก.พ.ถนนพิษณุโลก) กลุ่มสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย นำโดยนายธนพล พลเยี่ยม เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย นำผู้ประกอบการธุรกิจรปภ. และพนักงานบริษัทรปภ.ประมาณ 300 คน เข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์บริการประชาชน เพื่อขอให้ชะลอการบังคับใช้ พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 ที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2558 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มีนาคม 2559 เป็นต้นไป
โดยนายธนพล กล่าวว่า สหพันธ์เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องหลายประการ กระทบต่อการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบธุรกิจรปภ. และมีข้อขัดข้องในการปฏิบัติที่สุ่มเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่เจตนาของผู้ประกอบการธุรกิจรปภ. และมีบางมาตราที่เป็นการริดรอนสิทธิในการเลือกประกอบอาชีพเพราะด้อยการศึกษา จึงขอให้ชะลอการบังคับกฎหมายนี้ออกไปก่อนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ตามที่รัฐบาลเห็นสมควร โดยระหว่างการชะลอการบังคับใช้กฎหมายเสนอให้คณะกรรมการกำกับธุรกิจรปภ.ตามมาตรา 6 ร่วมกันศึกษาผลกระทบและแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
นายธนพล กล่าวอีกว่า การร่างพ.ร.บ.นี้ออกมาโดยเร่งรีบไม่ได้ฟังความคิดเห็นของพวกเราที่เป็นบริษัทเล็ก ผ่านวาระ 2-3 ภายในวันเดียว เพราะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของธุรกิจรปภ.ที่มีทุนจากต่างประเทศหนุนหลังให้การสนับสนุน และก่อนหน้านี้มีความพยายามจะนำพ.ร.บ.นี้เข้าสู่สภาทุกรัฐบาล แต่ก็ได้ชี้แจงตลอดว่าจะมีผลกระทบมากมาย ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาก็รับฟังและไม่ให้ผ่าน แต่วันนี้พอพ.ร.บ.ออกมาเพราะบริษัทที่มีทุนสูงและคอนเน็คชั่นส่วนตัวก็ทำเกิดความไม่เป็นธรรมหลายประการกับบริษัทเล็ก อย่างเช่นการประกอบธุรกิจรปภ.ชื่อบริษัทจะต้องมีคำนำหน้าว่าบริษัทรักษาความปลอดภัย จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถนำบริษัทไปประกอบอาชีพอื่นได้ และจะไม่ดูดีในเชิงธุรกิจ และบริษัทเราเสียภาษีทุกอย่างเหมือนบริษัทอื่นๆ แต่พ.ร.บ.นี้มาเรียกเก็บเงินค่าขึ้นทะเบียนประมาณ 1-5 หมื่นบาท และยังมีค่าขึ้นทะเบียนเป็นพนักงานรปภ.ประมาณ 1 พันบาท แต่มีการต่อรองกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปแล้วว่าให้ลดเหลือ 300 บาท นอกจากนี้ยังต้องมีการฝึกพนักงานรปภ. ที่สตช.กำหนดค่าฝึกประมาณ 2-6 พันบาท ที่บริษัทจะต้องเสียเงินจากส่วนนี้ ซึ่งความจริงบริษัทนำส่วนที่ต้องจ่ายไปหักกับเงินเดือนของพนักงานได้ แต่ในทางธุรกิจแท้จริงไม่สามารถตัดเงินเขาได้ ดังนั้นบริษัทต้องจ่ายเอง อีกทั้งพ.ร.บ.ยังบังคับว่ารปภ.จะต้องจบการศึกษาบังคับ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ทั้งที่พนักงานรปภ.ในธุรกิจนี้ไม่จบม.3 ประมาณ 1 แสนคน แม้ว่าจะได้รับการยกเว้นภายใน 3 ปี แต่ให้ไปเรียนให้เสร็จภายใน 3 ปี คิดดูสิว่าคนอายุ 50-60 ปี หาเช้ากินเย็น จะมีเวลาที่ไหนไปเรียนม.3 จะทำให้รปภ.หายไปจากธุรกิจนี้ประมาณ 1 แสนคน
“ธุรกิจ รปภ.ไม่ได้มีกำไรมากมาย หักภาษี หักค่าบริหารจัดการแล้ว มีกำไรประมาณหัวละ 1,000 บาท แต่เมื่อเราต้องมาเสียค่าฝึกอบรม 2,000 พัน เราต้องเสียกำไรไปเฉยๆ2 เดือน เมื่อขึ้นเดือนที่ 3 ถึงจะได้กำไรจากส่วนนี้ และสภาพความเป็นจริงที่ผมเป็นรปภ.มา 20 ปี บางคนมาทำงาน 2 เดือนก็ลาออก 1 เดือนลาออก ทำให้เราต้องมาขอร้องต่อนายกฯว่า ขอให้ใช้อำนาจที่มีชะลอพ.ร.บ.ไปก่อนและศึกษาผลกระทบจากทุกฝ่ายให้รอบด้านก่อน” นายธนพล กล่าว
เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรปภ. กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.นี้ยังไม่ครอบคลุมการบังคับใช้ถึงทหารผ่านศึก จึงเห็นว่าในอนาคตข้างหน้าที่จะทำให้เกิดความเสียเปรียบทางด้านการค้า จะทำให้องค์การทหารผ่านศึกเป็นองค์กรธุรกิจรักษาความปลอดภัยขนาดใหญ่เพราะยังไม่มีกฎกระทรวงหรือระเบียบใดระบุคุณสมบัติของพนักงานรปภ.ขององค์การทหารผ่านศึกว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างไร เพราะเมื่อรัฐประกอบธุรกิจย่อมได้เปรียบเอกชน ดังนั้นควรแก้ไขพ.ร.บ.นี้ให้ชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินกิจการขององค์การทหารผ่านศึกด้วย
เมื่อถามว่า หากนายกฯไม่สามารถชะลอพ.ร.บ.ให้ได้จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อ นายธนพล กล่าวว่า พวกเราก็ต้องไปอยู่ภายใต้พ.ร.บ.ตัวนี้ และก็คงจะมีปัญหามากมายอย่างที่เรียนมา
