กรธ.ปรับกลยุทธ์ ดึง สปท.สู้ศึกประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/414739

กรธ.ปรับกลยุทธ์ ดึง สปท.สู้ศึกประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่านักกฎหมายชั้นครูอย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังคิดอะไรอยู่ในใจ หลังจากกำลังโดนถล่มจากทุกฝ่ายอย่างหนักนับตั้งแต่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา

ทีแรก กรธ.ประเมินว่าแรงต่อต้านน่าจะมาจากฝ่ายการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์เป็นหลัก ในฐานะที่สองพรรคการเมืองดังกล่าวจะได้รับผลกระทบจากระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงใหม่อย่างสิ้นเชิง ทว่ากลับมีกระแสคัดค้านออกมาจากกลุ่มนักวิชาการและภาคประชาสังคมในประเด็นที่ กรธ.คาดไม่ถึงอย่างเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพราะเป็นเนื้อหาที่ กรธ.เตรียมจะเอาไปเป็นจุดขายในระหว่างการรณรงค์ทำประชามติ

ภาควิชาการและประชาสังคมเล็งเห็นตรงกันว่าเนื้อหาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยด้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

“หมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ถือเป็นหลักประกันของการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่ได้กำหนดไว้ ได้แก่ หลักความผูกพันโดยตรงของสิทธิและเสรีภาพที่มีผลผูกพัน ทั้งนี้ในมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้ง ดังนั้นมีความกังวลว่าเมื่อไม่ได้เขียนจะขาดหลักผูกพันโดยตรงต่อการปฏิบัติ และอาจกระทบต่อกระบวนการต่อสู้ทางคดีของประชาชนได้” ข้อท้วงติงจากอาจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

การจุดประเด็นเกี่ยวกับตำหนิของร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิเสรีภาพ นับว่าเขย่าขวัญ กรธ.ได้พอสมควร เพราะเกิดความเคลื่อนไหวในโลกสังคมออนไลน์ที่เริ่มรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้อาจารย์มีชัยที่ต้องออกแรงชี้แจงผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมไปถึงการเปิดเวทีให้ภาคประชาชนมาแสดงความคิดเห็น

อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับกลยุทธ์ในการต่อสู้ในทางการเมือง ด้วยการชูจุดขายใหม่ขึ้นมาให้สาธารณะได้เห็น ดังจะเห็นได้จากท่าทีของอาจารย์มีชัยที่ได้นำเรื่องการปราบปรามทุจริตและการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพมาเป็นของคู่กัน จากเดิมที่จะเน้นไปที่การปฏิรูปประเทศเป็นหลัก

“การทุจริตคงไม่หมดไปได้ในชั่ววันชั่วคืน และมันคงต้องมีอยู่เรื่อยไป ท่านทั้งหลายอยู่กับพื้นที่ก็รู้ว่าไม่ใช่ 20% แล้ว มีคนมาเล่าให้ฟังว่ามีถึง 100% ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมว่าไม่เกิน 10 ปี เราล้ม ล้มแบบนึกภาพไม่ออก รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเข้มกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ…

…การเขียนเรื่องสิทธิของประชาชน กรธ.พิจารณาจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เป็นสำคัญ แล้วคิดว่าทำอย่างไรให้สิทธิประชาชนเกิดขึ้นจริงแล้วได้ทุกคน กรธ.จึงไปเขียนหมวดใหม่ คือหน้าที่ของรัฐ หากรัฐไม่ปฏิบัติจะได้ชื่อว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมีโทษพ้นจากตำแหน่งซึ่งแรงกว่า” หลักการสำคัญที่อาจารย์มีชัยย้ำต่อหน้าตัวแทนองค์กรชุมชนที่เดินมาที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากความพยายามสร้างความเข้าใจและแนวร่วมกับเครือข่ายนอกสภาแล้ว กรธ.เตรียมวางกลยุทธ์ดึง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” (สปท.) เข้ามาเป็นแนวร่วมสำคัญในการช่วยผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วย ซึ่งสะท้อนได้จากบทบัญญัติในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก

อาทิ มาตรา 258 ที่ให้สมาชิก สปท.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป 1 ปีนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ หรือมาตรา 269 ที่บัญญัติให้ สปท.มีหน้าที่ดำเนินการจัดทำข้อเสนอแนะหรือร่างกฎหมายเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

เดิมทีโครงสร้างอำนาจของ สปท.ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ค่อนข้างจะไร้ที่ยืนในทางการเมืองเมื่อเทียบกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะ สปท.ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับ สปช.

ทั้งนี้ สปท.ในปัจจุบันมีแต่งานประจำ เช่น การประชุมใหญ่ สปท. การประชุมคณะกรรมาธิการ เป็นต้น จนทำให้เกิดการวิเคราะห์ในกลุ่ม สปท.อยู่ช่วงหนึ่งว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยอาจจะให้ สปท.พ้นจากตำแหน่งและไม่ให้ทำงานต่ออีกภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้

แต่เมื่อ กรธ.ให้ สปท.ได้ไปต่อและมีงานให้ทำอีก 1 ปี พร้อมกับจะบรรจุข้อเสนอการปฏิรูประเทศของ สปท.ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะส่งให้ประชาชนลงประชามติ แน่นอนว่าย่อมสร้างความพอใจให้กับ สปท. เพราะตัวเองจะมีความสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่แค่มาทำงานประจำเท่านั้น ซึ่งการกำหนดบทบาทดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้ สปท.ได้เข้ามาร่วมวงสู้ศึกประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มตัว

โดยทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือน มี.ค. กรธ.จะลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน และจะหนีบเอาสมาชิก สปท.ไปร่วมเวทีด้วย เพื่อช่วยฉายภาพให้ประชาชนเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีอย่างไรภายใต้แนวทางการปฏิรูปประเทศที่ สปท.ได้วางเอาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้อย่างสง่างามท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง

 

Leave a comment