เกณฑ์ประชามติไม่ชัด เติมเชื้อวุ่นวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/414118

เกณฑ์ประชามติไม่ชัด เติมเชื้อวุ่นวาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความไม่ชัดเจนเรื่อง “ประชามติ” กำลังส่อเค้าจะนำไปสู่ความวุ่นวายตั้งแต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ​(กรธ.) ยังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ไม่เสร็จสิ้น

ล่าสุด ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ได้ตีกลับร่างประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ ที่เสนอมา เนื่องจากพบความไม่ถูกต้อง พร้อมให้กลับไปทบทวนใหม่

ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อสรุปในการทำประชามติที่จะต้องมีความชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนประชาชนที่จะมาลงคะแนน ต้องใช้เสียงข้างมากจาก “ผู้มาใช้สิทธิ” หรือ “ผู้มีสิทธิ” เพราะการที่จะให้รัฐบาลนำไปตีความเองนั้นไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความชัดเจนก่อนการจัดการออกเสียง ​ย่อมทำให้ผลของประชามติไม่เป็นที่ยอมรับ และกระทบต่อไปถึงความศักดิ์สิทธิ์และการยอมรับรัฐธรรมนูญในอนาคตแล้ว

อีกด้านหนึ่งยังอาจกลายเป็นชนวนที่ถูกหยิบไปขยายผลสร้างความวุ่นวายซ้ำเติมสถานการณ์

จากสัญญาณที่ผ่านมาจะเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามหลีกเลี่ยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เกี่ยวกับประเด็นการทำประชามติทั้งประเด็นเรื่องความชัดเจนในการออกเสียงประชามติ หรือขั้นตอนต่อไปในกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินต่อไปอย่างไร

แม้จะถูกมองว่าเป็นแรงบีบให้ประชาชนหันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่รู้ว่ากรณีไม่รับแล้วจะต้องเจออะไรในอนาคต แต่หลายฝ่ายเชื่อว่านี่จะเป็นชนวนวุ่นวายต่อไป

สอดรับกับที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ถ้าประชาชนต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะเขากลัวว่าจะได้ฉบับใหม่ที่แย่กว่า สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต ดังนั้นต้องมีทางเลือกที่ชัดเจน

ยิ่งในประเด็นเรื่องคะแนนเสียงประชามติที่จะเป็นตัวชี้ขาดกติกาสูงสุดของประเทศ ยิ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจน ป้องกันข้อท้วงติงในอนาคต

แต่ที่ผ่านมา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชี้แจงว่า ทุกอย่างมีความชัดเจนแล้ว ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่า ไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติ พ.ศ. 2552 อยู่แล้ว

ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 39/1 กำหนดให้ กกต.ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ กกต.ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของ สนช.​​ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ดังนั้น การตีกลับของ สนช.รอบนี้ย่อมทำให้กระบวนการต้องสะดุด แถมยังเป็นแรงบีบไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกด้วยการทำความชัดเจนให้เกิดขึ้น สกัดปัญหาที่จะมีในนอนาคต ​

ล่าสุด สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า การตีกลับของ สนช. ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.วางไว้ว่าวันออกเสียงประชามติจะเป็นวันที่ 31 ก.ค. เพราะยังมีเวลาอีกประมาณ 2 เดือน

ส่วนตัวมีทางออก 4 แนวทางให้รัฐบาล คือ 1.วิธีที่ง่ายสุดสอบถามผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯ ว่าเจตนารมณ์ของการร่างมาตราดังกล่าวเป็นอย่างไร ยึดเสียงข้างมากของอะไร 2.เสนอความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการตีความ 3.รัฐบาลเสนอ สนช.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดความชัดเจน และ 4.รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย

ปัญหาคือ หากเลือกทางที่ 4 เส้นทางนับจากนี้ย่อมเดินไปสู่ความวุ่นวายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เพราะแม้ทางผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.จะออกมาประสานเสียงว่าทุกอย่างชัดเจน คือ เสียงชี้ขาดอยู่ที่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ แต่ตามตัวบทของรัฐธรรมนูญอาจตีความเป็นเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งหากมีผู้ร้องคัดค้านย่อมสะเทือนผลประชามติในอนาคต​

การทำให้เกิดความชัดเจนย่อมเป็นทางออกที่ดีและปิดประตูไปสู่ความวุ่นวาย

ทว่า ก่อนหน้านี้เคยมีกระแส​ดักคอว่าการทำให้เรื่อง ​“ประชามติ” มีความคลุมเครือ ทั้งเพื่อให้เกิดปัญหาในการตีความจนเป็นเหตุผลให้ คสช.ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

รวมทั้ง​การสร้างความคลุมเครือเรื่องคะแนนนั้นเพื่อให้ คสช.​สามารถเลือกได้ว่าจะให้รัฐธรรมนูญผ่าน หรือไม่ผ่านประชามติ โดยเฉพาะการที่หากใช้เกณฑ์เรื่องเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ ที่ต้องดูว่าสุดท้ายหากไม่ผ่านประชามติแล้วจะเดินต่อไปอย่างไร

​แต่ด้วยเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560 การที่เกิดความวุ่นวายในช่วงทำประชามติย่อมกระทบไปถึงแผนการตามปลายโรดแมป

ยิ่ง “ประชามติ” ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ​ที่จะ “ชี้ขาด” กติกาสูงสุดของประเทศ​ หากมีปัญหาความไม่ชัดเจนย่อมสร้างปัญหาที่จะเกิดการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญต่อไป

แถมยังสุ่มเสี่ยงบานปลายกลายกระทบไปเป็นลูกโซ่ ซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่​

 

Leave a comment