ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413879

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หรือแม่น้ำ 3 สาย ในวันที่ 3 ก.พ. ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งและห้ามมองข้ามเป็นอันขาด
แม้ว่าทั้ง สปท.และ สนช.จะไม่มีอำนาจชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในอดีต แต่สภาทั้งสองมีหน้าที่เป็นหนึ่งในองค์กรสำหรับการจัดทำกฎหมายลูกเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศและเป็นกลไกในการช่วยอุ้มร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ
ดังนั้น ท่าทีของ สปท.และ สนช.ที่จะมีขึ้นในวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่ กรธ.ต้องให้ความใส่ใจพอสมควร
ลำดับขั้นตอนของการประชุมในวันที่ 3 ก.พ.จะเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย โดยทันทีที่เปิดประชุมจะเป็นหน้าที่ของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ที่ชี้แจงภาพรวมและสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ถัดมาจะให้สมาชิกของทั้งสองสภา ฝ่ายละ 4 คน อภิปรายซักถามและให้ กรธ.ตอบข้อสงสัย ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของแต่ละสภาที่กลับไปจัดทำคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อ กรธ.ก่อนวันที่ 15 ก.พ.ต่อไป
สำหรับประเด็นที่ สปท.และ สนช.เตรียมท้วงติงต่อ กรธ.ในวันนี้มีหลากหลาย ซึ่งสามารถขมวดได้ 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.โครงสร้างฝ่ายบริหาร โดยมีข้อสงสัยว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องให้พรรคการเมืองเปิดตัวผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 3 คน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะถึงอย่างไรเสียการเลือกนายกฯ กระทำกันในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน การกำหนดสภาพบังคับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องปฏิบัติตามหมวดหน้าที่ของรัฐในร่างรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด พร้อมกับจะมีความผิดถ้าเกิดการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม เหมือนเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้ ครม.ไม่มีอิสระในการบริหารราชการแผ่นดินและอาจนำไปสู่การใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อล้มรัฐบาล
2.โครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การเลือกตั้ง สส. ท่าทีของทั้งสองสภาต่างเห็นด้วยกับจำนวน สส. 500 คน และการแบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน
ทว่ามีประเด็นที่ติดใจ คือ การใช้บัตรเลือกตั้ง สส.เขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวเพื่อคำนวณจำนวน สส.ทั้งสองระบบจะสะท้อนเจตนารมณ์การลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาประชาชนจะคุ้นเคยกับการเลือกตั้งผ่านบัตรเลือกตั้งสองใบมาตลอดตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ใบหนึ่งเลือกคน อีกใบหนึ่งเลือกพรรค
อีกส่วนอยู่ที่การได้มาซึ่ง สว. แม้ กรธ.จะใช้ระบบเลือกตั้งทางอ้อมมาใช้ กล่าวคือ ให้ผู้สมัคร สว.ทั้ง 20 กลุ่ม ลงมติไขว้กันเองว่าจะให้ใครเป็น สว.จำนวน 200 คน แต่ในทางปฏิบัติจะไม่ต่างอะไรกับการให้ผู้สมัครฮั้วคะแนนกัน เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในอดีต ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มมีการจุดประเด็นว่าควรให้วุฒิสภามีลูกผสมระหว่างการสรรหาผ่านคณะกรรมการสรรหาและการเลือกตั้งทางอ้อม
3.องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เกิดการตั้งข้อสงสัยว่ามีอำนาจเกินความจำเป็นหรือไม่ อย่างมาตรา 207 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัยกรณีปัญหาเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือรู้กันดีในชื่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 มีความเหมาะสมหรือไม่ โดยเห็นว่าควรบัญญัติขอบเขตเกี่ยวกับการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ให้ชัด ป้องกันไม่ให้เกิดการบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ผ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
เช่นเดียวกับมอบอำนาจให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และ กกต. สามารถระงับยับยั้งนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในเรื่องการเงินการคลังที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมีความหมิ่นเหม่ว่าจะเป็นการล้วงลูกฝ่ายบริหารมากเกินไปหรือไม่
4.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติหมวดที่ 15 ของร่างรัฐธรรมนูญ แม้หลักการทั่วไปจะเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการให้มีสิทธิเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ หรือ รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 3 วาระ แต่มีประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าน่าจะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว ซึ่งอยู่ตรงที่การกำหนดให้พรรคการเมืองทุกพรรคในสภาต้องลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 10%
ถึงแม้ กรธ.มีเจตนาดีที่ต้องการให้พรรคการเมืองเสียงข้างมากต้องฟังเสียงข้างน้อย แต่การให้มีกลไกเช่นนี้จะเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสภาพเสียงข้างน้อยเป็นใหญ่ในสภา ซึ่ง สปท.และ สนช.เตรียมจะขอให้ กรธ.ทบทวนประเด็นนี้
5.บทเฉพาะกาล ทั้ง สปท.และ สนช.ต่างสนับสนุนการให้มีกลไกการปฏิรูปประเทศไว้ในบทเฉพาะกาล เช่น การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปตำรวจ เป็นต้น แต่มีข้อท้วงติงในประเด็นที่กำหนดให้ถ้าสมาชิก สปท. สนช. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะลงสมัคร สส.หรือ สว. ต้องลาออกภายใน 90 วัน หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ หากล่วงเลยเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถใช้สิทธิสมัครได้ แม้จะลาออกในเวลาต่อมาก็ตาม
โดยส่วนใหญ่เห็นว่า สนช.และ สปท.มีภารกิจต่อเนื่องทันทีหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เช่น การพิจารณากฎหมายและการปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 90 วัน จึงเห็นว่าถ้าจะป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนก็ควรห้ามเฉพาะบุคคลที่ไปทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเลือกตั้งเท่านั้น
ทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า กรธ.กำลังเผชิญกับศึกหนักอีกครั้ง โดยเป็นศึกในที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าศึกนอก