ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20151009/214820.html
เพาะต้นกล้าวรรณกรรมปลุกเยาวชนรักษ์ภาษาไทย
กิจกรรม “กล้าวรรณกรรม” และค่าย “7-11 ถอดรหัสนักวาดการ์ตูนในฝัน” จัดโดยบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น ร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมครูแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสมาคมการ์ตูนไทย ภายใต้แนวคิด “จากมิตรสู่มิตร สร้างจิตสาธารณะ” ปีนี้เป็นรุ่นที่ 12 เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศกว่า 140 คน พร้อมด้วยครูที่ปรึกษาด้านภาษาไทยและศิลปะ เข้าร่วมโครงการในรูปแบบค่าย ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2558 ณ บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม ได้มาเรียนรู้ เพิ่มพูนทักษะจากนักเขียนและนักวาดการ์ตูนมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศไทย เก็บเกี่ยวความรู้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะงานวรรณกรรมเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
โดย นายนฤชน รักษ์จันทร์ (เต้ย) นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง จ.ปราจีนบุรี เล่าว่า ที่ผ่านมาได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และนักกวีอีกหลายท่าน เชื่อมั่นว่าค่ายนี้ช่วยให้เยาวชนได้มีโอกาสใกล้ชิดและเรียนรู้จากครูกวี ตลอดจนนักเขียนชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ในอนาคตแม้ครอบครัวอยากให้เรียนต่อด้านกฎหมาย แต่ก็จะศึกษาและพัฒนาการเขียนบทกวีควบคู่กันไป
ด้าน น.ส.นัฐธาดา เหล่าพิเชียรพงษ์ (เฟิร์น) นักเรียนชั้น ม.4 จากโรงเรียนนครนายกวิทยาคม เล่าว่า ได้แรงบันดาลใจในการวาดภาพจากพี่สาว จึงพยายามฝึกฝนตนเอง ที่ผ่านมาส่งผลงานเข้าประกวดในงานศิลปหัตถกรรมของจังหวัดหลายครั้ง ล่าสุดได้รับรางวัลที่ 7 ในระดับภาค นับเป็นโชคดีที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพราะทำให้ได้พัฒนาฝีมือมากขึ้นและได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ
นายธีรยุทธ เยี่ยมยุทธวงศ์ (ยี) นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนนวมินทราชูทิศ พายัพ จ.เชียงใหม่ เล่าว่า จากความชอบอ่านหนังสือกลายมาเป็นการฝึกฝนเขียนการ์ตูนลายเส้น แนวซูเปอร์ฮีโร่ และชื่นชอบผลงานของสแตน ลี ของค่ายมาเวลคิมมิคส์เป็นพิเศษ การได้มาค่ายนี้ช่วยจุดประกายความคิด เพิ่มทักษะเรื่องการใช้สีและการลงสี อนาคตอยากเป็นครูสอนศิลปะ จะได้นำความรู้และสิ่งที่เป็นประโยชน์นี้ไปถ่ายทอดให้แก่น้องๆเยาวชนต่อไป
ขณะที่ ดร.วาณี อรรจน์สาธิต คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญให้เยาวชนได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้อาจารย์และนักศึกษาได้เพิ่มพูนประสบการณ์ในชีวิตได้เตรียมความพร้อมไปสู่สายงานอาชีพด้วย โดยปีนี้นอกจากคณะมนุษยศาสตร์แล้ว ยังมีนักศึกษาจากคณะพลศึกษามาเป็นพี่เลี้ยง นำความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาใช้ในการจัดกิจกรรมให้แก่น้องเยาวชนในค่าย ได้เชื่อมความสัมพันธ์ในระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย และช่วยให้เกิดการบูรณาทักษะความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต
ส่วนมุมมองที่มีต่อปัญหาการขาดแคลนครูภาษาไทยนั้น ดร.พัชรี ลินิฐฎา อุปนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้บ้านเรากำลังขาดแคลนครูภาษาไทย เนื่องจากมีคนเรียนวิชาภาษาไทยน้อยลง และมีการส่งออกครูไปสอนในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในประเทศจีน เกาหลี เวียดนาม ญี่ปุ่น เขมร ฯลฯ ดังนั้นจึงฝากให้เด็กๆ ทั้ง 70 คน ที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ ตั้งใจเรียนรู้จากเหล่านักเขียน คุณครู และวิทยากรมืออาชีพอย่างเต็มที่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนและถ่ายทอดความรู้นี้ให้แก่เพื่อนๆ ต่อไป
ด้านความห่วงใยต่อกระแสข่าว “เด็กไทยอ่านน้อย” นายบูรพา อารัมภีร นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันใครๆ อาจมองว่าเด็กไทยอ่านน้อย อาจด้วยยุคสมัยที่ความนิยมเปลี่ยนไป จากหนังสือไปสู่แท็บเล็ต แต่การอ่านการเขียนก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตและการทำงาน ซึ่งจะช่วยให้งานวรรณกรรมไทยแพร่หลายไปได้อย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล การที่องค์กรใหญ่ๆ ทำงานเพื่อส่งมอบสิ่งดีงามให้แก่สังคมแบบนี้ จึงถือเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด
ทั้งนี้ วิทยากรผู้ร่วมเสวนาต่างก็เล็งเห็นว่า ท่ามกลางยุคอิทธิพลด้านข่าวสารและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วในสังคมอินเทอร์เน็ต เยาวชนไทยต้องปลูกฝังและพัฒนาทักษะด้านการอ่าน การฟัง การพูดและการเขียนภาษาไทย ด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มชัด และสามารถนำไปสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพได้ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดๆ กระบวนการอบรมในค่ายนี้จะช่วยเปิดมุมมองความคิดและปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนได้ตระหนักในคุณค่าของภาษาไทยและช่วยกันรักษาไว้ให้คงอยู่
