ครอบครัวพังเพราะ ‘น้ำเมา’ บทเรียนถึง ‘นักดื่ม’ ทุกราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/195183

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
“วันนั้นเป็นวันพุธ พี่โตล้ม ลูกอยู่แต่ลูกไม่เห็นพ่อศีรษะฟาดพื้น คือจันทร์กับอังคารไปสัมมนา พอพุธเช้าก็จะไปทำงาน เราก็ซื้อของไว้แล้ว เรามีงานให้เขาทำ เพราะเราจะให้สามีเรากลับมาเป็นผู้รับเหมาเหมือนเดิม ให้เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่า…แต่วันนั้นมันไม่มีสำหรับเราอีก”

นี่คือเรื่องจริงจากชีวิตของ สุวิสา แก้วบัวปัท หญิงวัย 45 ปี ผู้ซึ่ง “โต” ชาญณรงค์ แก้วบัวปัท สามีของเธอ“จากไปไม่มีวันกลับ” จากอุบัติเหตุล้มศีรษะกระแทกพื้นอย่างรุนแรงในบ้านของตนเอง บอกเล่าในงานเสวนา “สัญญาของพ่อ…เลิกเหล้าเพื่อลูก” 3 ธ.ค. 2558 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถ.วิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กทม. และสาเหตุเบื้องหลังอุบัติเหตุครั้งนี้คือ “พิษสุราเรื้อรัง” ที่แม้สามีของเธอตั้งใจว่าจะ “เลิกเหล้าให้ได้” หลังเข้าร่วมกิจกรรมกับภาคีเครือข่ายลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วพบว่า “มีกำลังใจ” มากขึ้นที่จะเอาชนะอาการติดสุราของตน

สุวิสา เล่าเรื่องนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์กับทุกคน โดยเฉพาะกับ “ผู้ชาย” ที่วันหนึ่งต้องเป็นทั้ง “ผัว” และเป็นทั้ง“พ่อ” โดยย้อนไปยังจุดเริ่มต้นชีวิตสามีของเธอ ในวันที่ยังเป็นเพียงวัยรุ่น “วัยคะนอง” ไล่ตั้งแต่ทำงานวันแรกๆ ในตำแหน่งเด็กฝึกงานจนขยับขึ้นมาเป็นช่าง ก็ถูกชักชวนจากหัวหน้างานบ้าง เพื่อนร่วมงานบ้างให้ดื่ม ซึ่งเวลานั้นเธอก็ยังไม่คิดอะไร มองว่าเป็นเรื่องปกติที่ผู้ชายจะดื่มเหล้า เพราะเป็น “การเข้าสังคม” แบบหนึ่ง ที่ผู้หญิงจะต้องยอมรับ

“เราเป็นผู้หญิงเราก็มองว่าผู้ชายต้องมีเหล้าบ้างมีบุหรี่บ้าง ก็ทำใจแล้ว ตอนนั้นเขายังเป็นแค่เด็กฝึกงาน ก็กินทุกวัน กินไปเตะตะกร้อไป สนุกกันไปในวงเขา เราก็นั่งมองไป ตอนนั้นก็ยังไม่เยอะ ก็เหมือนกินเหล้าไป ออกกำลังไป กินข้าวไป แล้วก็นอน” เธอกล่าว

ทว่าในเวลาต่อมา…เมื่อสามีของเธอเริ่ม “เป็นใหญ่เป็นโต” ขยับจากช่างธรรมดามาเป็นหัวหน้างาน มีเพื่อนฝูงและลูกน้องมากขึ้น มีเงินเดือนมีรายได้สูงขึ้น กลายเป็น “ลูกพี่” เต็มตัว ทำให้เริ่มมีนิสัย “ใจถึง-พึ่งได้” ใครอยากดื่มหนักแค่ไหน อยากจะเมาเพียงใดขอให้บอก เดี๋ยว“เฮียจัดให้” ลงบัญชีไว้ได้เลย

“ตอนนั้นเขาทำงานอยู่บริษัทเฟอร์นิเจอร์ มีเพื่อนฝูง มีผู้รับเหมา มีโฟร์แมน ตัวเองก็เป็นหัวหน้างาน เป็นลูกพี่ ทุกคนก็จะลงบัญชีเฮียโต บัญชีลงทีละ 5,000 บาทต่อเดือน 5,000 บาทนี่เมื่อปี 2537 นี่เยอะนะคะ ทุกเดือนเดือนละ 5,000 ไปกับคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกและเมีย” สุวิสา ระบุ

จากดื่มทีละนิด ก็ค่อยๆ เพิ่มทีละหน่อยตามเพื่อนตามคนรู้จักที่มากขึ้น สามีของสุวิสา ดื่มเหล้าจนกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ เป็นประจำ หรือแม้แต่ “กินยันสว่าง”ก็ยังมี แม้จะมีลูกแล้วก็ตาม ซึ่งขณะนั้นสามีของเธอย้ายที่ทำงานใหม่ แต่ก็ยังคง “ดื่มหนัก” เช่นเดิม และทุกครั้งที่เธอไปเตือนขอให้เพลาๆ ลงบ้าง สามีของเธอจะตอบกลับมาเสมอว่า…

“ฉันเหนื่อย ฉันเครียด เธอไม่รู้หรอก ในวงงานของฉันเธอจะรู้อะไร”!!!

กระทั่งสามีของสุวิสากลายเป็น “ผู้รับเหมา”เต็มตัว มีหนหนึ่งดื่มหนักจนไปเมาหน้าไซต์งาน เธอเริ่มรู้สึก “ทนไม่ไหว” เพราะการที่หัวหน้าจะไปเมาในที่ทำงานให้ลูกน้องเห็นย่อมไม่ใช่เรื่องดี “แล้วใครจะนับถือ?” จึงตัดสินใจดึงสามีไปรักษาอาการติดสุราอยู่หลายครั้ง ทว่าแม้แพทย์จะขอให้ “ลด ละ เลิก” ก็ไม่เป็นผล ลับหลังก็ยังออกไปดื่มเหล้าอีกทุกครั้งที่มีคนมาชวน และถึงคนในบ้านจะเตือนเท่าไรก็ไม่ฟัง

“ลูกเขาเดินไปคุยกับพ่อ แต่เสียงของลูกมันเหมือนเสียงแมลงหวี่ เสียงของเพื่อน เสียงของคนอื่นมันดังกว่าเสมอกระทั่งมาเจอโครงการของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล บอกจะพาไปรักษา คือก่อนหน้านี้เรารู้ว่าโรงพยาบาลธัญญารักษ์เขารักษาด้านนี้โดยตรง แต่ค่าเข้าคอร์สรักษานี่สี่หมื่น เราก็ไม่มีปัญญา พอน้องที่ทำงานกับมูลนิธิหยิบยื่นโอกาสให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ก็เอาเลย เข้าเลย

วันแรกที่ไป พบว่าเขาติดวัณโรคมาจากลูกน้อง ต้องไปรักษา แต่ก็ยังไปแอบดื่มอีก แล้วจะรักษาไปทำไม? เหล้ามันไปฆ่ายาที่กินไปทิ้งหมด เขาบอกเธอจะมารู้ดีกว่าฉันได้ยังไง นี่ร่างกายฉัน แต่อยากให้ดูสารูปนะคะ ผอมอย่างกับตะเกียบ ผอมมาก เราก็เถียงไม่ได้ แต่ก็ให้กำลังใจ บอกว่าเลิกไม่ได้ก็ขอให้น้อยลงหน่อย ใช้ทั้งไม้นวมไม้แข็งบางครั้งพอทะเลาะกันนี่เหมือนตีกันแล้วลูกยืนเชียร์เลย แต่ในมุมมองของลูก ลูกไม่ได้มีความสุขหรอกนะ เขาก็พยายามลดนะ ลดเป็นพักๆ เมื่อไรที่เจอเพื่อนก็ไปอีก เพื่อนช่างมีอิทธิพลมาก” สุวิสา เล่าถึงช่วงเวลาที่เจ็บปวด

แต่ดูเหมือนสุวิสาและครอบครัวจะเริ่มพบกับ “แสงสว่าง” เมื่อสามีของเธอมีโอกาสได้ไป “เข้าค่ายปรับทัศนคติ” กับภาคีเครือข่ายลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นั่นเขาพบกับ “อดีตขี้เมา” มากมาย หลายคนเลิกดื่มได้อย่างเด็ดขาดถาวร ขณะที่อีกหลายคนแม้ยังเลิกไม่ได้ แต่ก็ลดการดื่มลงมาอยู่ในระดับที่ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ตนเองและคนรอบข้าง ทำให้เขากล้า “เปิดใจ”พูดคุยระบายความรู้สึกของตนที่ไม่เคยบอกแม้ภรรยา กับคนเหล่านั้นในฐานะที่เป็น “คอเดียวกัน” จนเริ่มรู้สึกว่าชีวิตตนมีคุณค่า มีคนรับฟัง จึงตัดสินใจว่าจะ“เลิกดื่ม” ให้ได้อย่างจริงจัง

ทว่าวันนั้น “ไม่เคยมาถึง” และ “ไม่มีโอกาสมาถึง” อีกแล้ว!!!

“พี่โตไปสัมมนา 2 วัน จันทร์กับอังคาร กลับมาเย็นวันอังคารหน้าตาสดใสมาก เรายังทักเลยทำไมวันนี้หล่อจัง? เขากลับมาเล่าว่าถ้ามีชวนไปอีกเขาก็อยากไป เราก็บอกว่าสังคมตอนนี้มันเปิดกว้าง เธอลองไปเป็นตัวอย่างให้คนอื่นที่ยังอาจจะเป็นแบบนี้ แล้วเธออาจจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เขาก็กระตือรือร้นอยากไป แต่วันนั้นมันคือวันสุดท้ายของเขา พอวันพุธที่พี่โตล้ม เรารู้สึกว่าทำไมเราไม่รีบกลับมาหาเขาทันทีที่รู้ว่าเขาล้ม? คือเราคิดว่าเขาแอบกินเหล้าจนเมา คือเราไม่ไว้ใจเขา ก็ไปตบหน้า เขย่าตัว แต่ก็ไม่ขยับ ตาก็ลอย ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้”

จากความหวังของสุวิสา ว่าหลังจากนี้ “ครอบครัวจะดีขึ้นเสียที” เมื่อสามีที่เคยติดสุรามีความตั้งใจจะเลิกดื่ม และจะกลับมาเป็น “เสาหลักในบ้าน” แต่แล้วในชั่วพริบตาทุกอย่างก็ “พังทลาย” โต ล้มศีรษะฟาดพื้น และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานนัก ซึ่งเรื่องเล่าทั้งหมดนี้ สุวิสา ฝากทิ้งท้ายไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า…

“ขอให้หันหน้าพูดคุยกัน ภรรยาต้องให้กำลังใจ ส่วนสามีก็ต้องรับรู้ความรู้สึกของคนในครอบครัว อย่าทะเลาะกันแบบครอบครัวของเรา เพราะสุดท้ายกว่าเราจะเข้าใจกัน มันสายเกินไปแล้ว คนที่เรารักเขาจากเราไปแล้ว เขารักเราเขาก็ไม่สามารถดูแลเราได้แล้ว เขาก็ตั้งใจแล้ว แต่สวรรค์ก็ลิขิตให้เขามาได้เท่านี้ ถ้าอุทาหรณ์ของครอบครัวเราทำให้หลายๆ ครอบครัวเลิกดื่มได้ บุญนี้ขออุทิศให้กับ นายชาญณรงค์แก้วบัวปัท นะคะ” สุวิสา กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment