ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150958&srcday=2015-09-15&search=no
| วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607 |
บันทึกไว้เป็นเกียรติ
ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
“ประจัก มีลาบ” ปลูกหน่อไม้ฝรั่งปลอดสารพิษ ที่ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ (ตอนที่ 1)
“หน่อไม้ฝรั่ง” เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาค่อนข้างสูง โดยหน่อไม้ฝรั่งเกรดดี หรือเกรดเอ คนในประเทศมักจะไม่ค่อยได้รับประทาน เพราะส่วนใหญ่จะถูกส่งออกขายไปยังต่างประเทศทั้งหมด ประเทศในเขตอบอุ่น เช่น ในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จะเก็บหน่อมาใช้ประโยชน์ได้เฉพาะในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยนั้นได้เปรียบ ซึ่งสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งได้ตลอดทั้งปี เราจึงควรใช้ความได้เปรียบนี้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออกในช่วงเวลาที่ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ อันเนื่องมาจากฤดูกาลไม่เหมาะสม
เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชค่อนข้างใหม่ เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม สำหรับประเทศไทย อยู่ในขั้นกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม แต่วิธีการปลูก พันธุ์ที่ใช้ปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนเทคนิคต่างๆ ในการเพิ่มผลผลิตและวิธีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หน่อที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดเป็นที่ต้องการของตลาด ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากนัก หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชผักประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุหลายปี ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อสีขาว หรือหน่อสีเขียว หน่อขาวหรือเขียวนี้ เรียกว่า “สเปียร์” ซึ่งเป็นส่วนของลำต้นหน่อไม้ฝรั่ง
เกษตรกรส่วนใหญ่ในบ้านเราจะอยู่ในระบบการรับประกันราคาจากบริษัทผู้ส่งออกที่ราคามักจะคงที่ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงต่อราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่มีความต้องการเป็นอย่างมากในการรับซื้อเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ แต่มีเงื่อนไขสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ ต้องปลอดภัยจากสารเคมี ดังนั้น การปลูก และการดูแลรักษาหน่อไม้ฝรั่งของเกษตรกร จึงปรับเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นการใช้สารชีวภัณฑ์ หรือสารอินทรีย์ต่างๆ มากำจัดหรือป้องกันโรคและแมลงศัตรูของหน่อไม้ฝรั่ง
ซึ่งปัจจุบัน ทางกรมวิชาการเกษตรมีความก้าวหน้าทางด้านสารชีวภัณฑ์มากขึ้นเป็นลำดับ เกษตรกรจำเป็นต้องปรับตัวจากความคุ้นเคยที่เคยปลูกพืชชนิดอื่นที่เคยใช้สารเคมีมา เช่น นาข้าว ยาสูบ ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ แต่พอนานวันเกษตรกรที่หันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบปลอดสารพิษ ก็พบว่าไม่ต้องเสียสุขภาพในการที่จะต้องใช้สารเคมีเลย เพราะต้องปลอดสารพิษเท่านั้นจึงจะขายได้ เพราะบริษัทมีการตรวจสอบสารพิษตกค้าง หากตรวจสอบพบสารพิษ ทางบริษัทรับซื้อจะเลิกซื้อเกษตรกรรายนั้นโดยเด็ดขาด ซึ่งเคยมีกรณีแบบนี้มาแล้ว โดยกรณีแบบนี้ส่งผลกระทบทุกๆ ฝ่าย ตั้งแต่ตัวเกษตรกรเองที่จะไม่สามารถนำผลผลิตมาขายให้ยังกลุ่มอีกได้ต่อไป สอง ผู้ส่งออกก็ต้องเสียหาย หากสินค้าเล็ดลอดผ่านการสุ่มตรวจไปได้ เมื่อปลายทางตรวจพบ สินค้าจะถูกตีกลับเลยทีเดียว และส่งผลถึงชื่อเสียงของบริษัทผู้ส่งออกอีกด้วย
ลักษณะทั่วไปของหน่อไม้ฝรั่งนั้น เป็นพืชผักชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากจากเกษตรกร ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า เป็นพืชที่มีแนวโน้มในด้านความต้องการของตลาดสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งออกในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป ดังนั้น เกษตรกรจึงเริ่มหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันมากขึ้นๆ หน่อไม้ฝรั่งที่พบเห็นอยู่ทั่วๆ ไป มีทั้งชนิด “หน่อสีขาว” ซึ่งใช้สำหรับแปรรูป มีปลูกกันมากที่แถวๆ จังหวัดสุพรรณบุรี และชนิด “หน่อสีเขียว” ซึ่งใช้รับประทานสด มีปลูกกันมากที่จังหวัดนครปฐม กาญจนบุรี นนทบุรี เพชรบูรณ์ และนครราชสีมา
ไม่ว่าจะเป็นหน่อชนิดใดก็ตาม การปลูกจะมาจากหน่อไม้ฝรั่งพันธุ์เดียวกัน หรืออาจจะปลูกจากต่างพันธุ์กันก็ได้ แต่เป็นการใช้เทคนิคจะทำให้ผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งเป็นสีขาว หรือสีเขียว ขึ้นอยู่กับวิธีการปฏิบัติเท่านั้นเอง หรือกล่าวได้ว่า หน่อไม้ฝรั่งที่นิยมปลูกกันในประเทศไทย มี 2 ลักษณะ คือ ปลูกแบบหน่อเขียว และปลูกแบบหน่อขาว
1. หน่อเขียว คือหน่อไม้ฝรั่งที่มีการปล่อยให้หน่ออ่อนงอกพ้นเหนือดิน และได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ จึงทำให้ได้หน่อที่มีสีเขียว ปกติจะใช้บริโภคสดหรือแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ การปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบหน่อเขียวนี้ จะยุ่งยากกว่าหน่อขาว เนื่องจากผู้ปลูกต้องควบคุมคุณภาพของหน่อให้ได้มาตรฐาน คือต้องให้หน่อมีความยาว ประมาณ 25-30 เซนติเมตร และให้มีความเขียวของหน่อไม่ต่ำกว่าปลายยอดลงมา 18 เซนติเมตร นอกจากนี้ ปลายของหน่อซึ่งมีก้านใบเล็กๆ จะต้องไม่บาน หน่อไม่โค้ง หรือคดงอ และมีขนาดเล็กผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 0.8 เซนติเมตร จึงจะขายได้ราคาดี
2. หน่อขาว คือหน่อไม้ฝรั่งที่มีการใช้ดินหรืออินทรียวัตถุกลบ หรือคลุมโคนต้น เพื่อไม่ให้หน่ออ่อนถูกแสงแดด จึงทำให้หน่อที่ได้เมื่อถอนออกมามีสีขาว หน่อขาวไม่จำเป็นต้องรักษาคุณภาพในเรื่องรูปร่างและขนาดมากเหมือนกับหน่อเขียว เนื่องจากหน่อขาวจะต้องนำมาลอกเปลือก หรือตัดส่วนที่มีตำหนิออกก่อนที่จะนำไปบรรจุลงในกระป๋อง ดังนั้น หน่อขาวจึงจะขายได้ราคาถูกกว่าหน่อเขียว
คุณประจัก มีลาบ เลขที่ 120/1 หมู่ที่ 8 บ้านทางข้าม ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (080) 030-1904 อีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่เปลี่ยนพื้นนามาเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง คุณประจัก เล่าว่า ตนเองเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง วันที่ 18 สิงหาคม 2556 หรือประมาณ 2 ปี ได้เกิดจากความสนใจ ได้ไปดูงานที่บ้านญาติ ที่อำเภอหล่มสัก คือที่นั่นถือเป็นแหล่งปลูกหน่อไม้ฝรั่งแหล่งใหญ่ เห็นว่าปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 7-10 ปี ก็เริ่มจากซื้อเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งจาก อำเภอหล่มสัก ซึ่งเขาเรียกว่า พันธุ์จัมโบ้ แล้วก็เข้าไปสมัครเป็นลูกกลุ่ม ที่บ้านเขาเครือ อำเภอวังโป่ง ซึ่งที่กลุ่มก็จะให้เจ้าหน้าที่ของบริษัท คือ บริษัท สวิฟท์ จำกัด เข้ามาตรวจแปลง สอนวิธีการปลูกให้ เราก็เริ่มปรับพื้นที่ขึ้นแปลงตามคำแนะนำ โดยเริ่มต้นในพื้นที่ 2 ไร่ โดยขึ้นแปลงสูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร กว้าง 120 เซนติเมตร เว้นทางเดิน 50 เซนติเมตร ปลูกแบบแถวเดี่ยว ให้ต้นห่างกัน 50 เซนติเมตร
ซึ่งระยะปลูกนี้ คุณประจัก แนะนำว่า ปลูกห่างไป ได้จำนวนต้นน้อย ซึ่งแปลงที่ปลูกใหม่อีก 2 ไร่ ได้เปลี่ยนเป็นปลูกแบบแถวคู่ ซึ่งได้จำนวนต้นมากกว่าเดิมเท่าตัว โดยในครั้งแรกที่ปลูก ได้ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาปลูก จำนวน 300 กรัม ตอนแรกที่เอาเมล็ดมาเพาะ โดยนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน แล้วนำเมล็ดขึ้นมาผึ่งไว้ให้แห้ง เพื่อจะให้เมล็ดหว่านได้ง่ายไม่ติดมือ จากนั้นเอาไปหว่านในแปลงเพาะกล้าที่เตรียมไว้
การเตรียมแปลงเพาะกล้า ควรเป็นที่โล่งแจ้ง เป็นที่ที่มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง ดินเป็นดินร่วนปนทราย หรือปรับปรุงให้ร่วนซุย โดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเก่า (เมื่อเอามือซุกเข้าไปในกองปุ๋ยจะไม่รู้สึกร้อน) เมื่อเลือกที่ได้แล้ว ขุดหรือไถดินให้ลึก เก็บวัชพืชออกให้หมด และตากดินไว้ประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจึงย่อยดินให้ละเอียดและใส่วัสดุปรับปรุงดิน
วัสดุปรับปรุงดิน ใช้ต่อพื้นที่เพาะกล้า 1 ตารางเมตร ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กิโลกรัม ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 ประมาณ 30 กรัม (10 ช้อนแกง) ปูนขาว 10 กรัม (3-4 ช้อนชา) คลุกเคล้าวัสดุปรับปรุงดิน ยกแปลงให้สูงประมาณ 30 เซนติเมตร ขนาดกว้าง 1.5 เมตร เกลี่ยดินบนแปลงให้เรียบ ใช้ไม้ไผ่หรือไม้ระแนงทำร่องในแนวขวางแปลง โดยใช้ไม้ชักร่อง กดลงลึกประมาณ 1 เซนติเมตร ให้แต่ละร่องห่างกัน 15-20 เซนติเมตร นำเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาหยอดลงในร่องที่เตรียมไว้ หยอดเมล็ดเป็นจุด จุดละ 1 เมล็ด ห่างกันจุดละ 10 เซนติเมตร (1 คืบมือ)
จากนั้นกลบเมล็ดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้เขี่ยดินรอบร่องลงกลบในร่องบางๆ แล้วใช้ฟางคลุมทับบนแปลงหนาพอประมาณ ละลายยาป้องกันเชื้อรา เช่น เมอร์แพน อัตรา 2 ช้อนแกง ต่อน้ำ 10 ลิตร ใส่บัวรดน้ำราดให้ทั่วแปลง รดน้ำตามให้ชุ่ม ระยะแรกๆ จะต้องรดน้ำให้บ่อยครั้ง อย่าให้แปลงแห้ง หลังจากหยอดเมล็ดได้ประมาณ 10-15 วัน ต้นกล้าจะเริ่มงอก เปิดฟางออกบ้าง ให้เหลือฟางเพียงบางๆ เพื่อให้ต้นกล้างอกได้สะดวก
หน่อไม้ฝรั่งต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่แฉะหรือแห้งจนเกินไป และอย่าให้น้ำฉีดโดนต้นอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ต้นกล้าบอบช้ำ ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่าย เลี้ยงกล้านาน 6-8 เดือน ให้กล้ามีความแข็งแรง ก็จะเหมาะต่อการย้ายกล้าไปปลูก
การเตรียมกล้าก่อนการย้ายปลูก จะต้องงดให้น้ำในแปลงกล้า ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อที่จะทำให้รากมีความเหนียว ไม่เปราะ หรือขาดง่าย ก่อนถึงวันกำหนดย้ายกล้า 2-3 วัน ควรให้น้ำเพื่อให้ดินอ่อนตัว จะได้ขุดต้นได้ง่าย และควรตัดลำต้นเหนือดินออกให้หมด โดยตัดให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดิน ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ควรตัดด้วยความระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนต่อลำต้นใต้ดิน การใช้กรรไกรตัดหญ้าที่คมๆ จะทำให้กระทบกระเทือนต่อลำต้นที่อยู่ใต้ดินน้อยกว่าการตัดด้วยมีดหรือวิธีอื่นๆ
การขุดต้นกล้า ควรใช้จอบขุดดินให้ห่างจากบริเวณรากให้มากที่สุด แล้วแยกเอาดินที่ติดรากออกด้วยความนุ่มนวล หากมีการเตรียมดินในแปลงเพาะกล้าเป็นอย่างดี คือมีความร่วนซุยดี ดินที่เกาะติดรากอยู่จะหลุดร่วงโดยง่าย หรืออาจจะทำความสะอาดรากโดยการนำไปล้างน้ำก็ได้ เมื่อรากสะอาดดีแล้วนำต้นกล้าไปแช่ไว้ในน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนเลท หรือ แคปแทน ฯลฯ อย่างน้อย 10 นาที จากนั้นจึงนำมาผึ่งให้แห้งก่อนที่จะนำมาปลูกในแปลงได้
คุณประจัก แนะนำว่า ควรย้ายกล้าในช่วงเย็นจะดี เพราะแดดไม่ร้อนมากนัก แต่ก่อนจะปลูก แปลงปลูกจะต้องพร้อม ระบบน้ำจะต้องสมบูรณ์ อย่างระบบน้ำจะเดินเป็นสายน้ำหยด โดยติดตั้งหัวน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ที่จะให้น้ำแบบรูปพัดหรือรูปตัววี (V) ขนานไปกับแนวปลูกของต้นโดยไม่ให้น้ำกระจายทั้งแปลง เพื่อลดปริมาณของหญ้าวัชพืชที่จะขึ้นบนแปลงปลูก การวางสายน้ำจะยกลอยให้สูงขึ้นจากพื้น ราว 50 เซนติเมตร ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ สายน้ำหยดที่จะใช้สำหรับให้ปุ๋ยโดยเฉพาะ จะแยกเส้นออกจากระบบน้ำเพื่อลดปัญหาการอุดตันของท่อน้ำหยด โดยการให้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำหมักผ่านท่อน้ำหยด อาจจะมีตะกอนที่ทำให้สายยางอุดตันได้ โดยจะวางสายยกลอยจากพื้นแปลงขึ้นมา ราว 15 เซนติเมตร
สรุปว่า แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งจะใช้วิธีการเดินสายให้น้ำและให้ปุ๋ยแยกเส้นกัน เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการจัดการ เพราะต้องทำกันสองคนกับภรรยา โดยไม่ได้จ้างแรงงานเข้ามาช่วย
การเตรียมดินปลูก จะใช้รถแทรกเตอร์ผ่าน 3 ไถดะ ลึกประมาณ 30-40 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ 15-30 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและโรคแมลงในดิน ใส่วัตถุปรับโครงสร้างดิน เช่น เปลือกถั่วต่างๆ ซังข้าวโพด แกลบ อัตรา 3-4 ตัน/ไร่ หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในดินร่วนและดินทราย อัตรา 3 ตัน/ไร่ ไถพรวนหว่านพืชตระกูลถั่ว กรณีใช้แกลบดิน ควรหมักในดินไม่ต่ำกว่า 4 เดือน เพื่อช่วยให้ดินโปร่ง ร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ระบายน้ำดี แล้วจึงไถยกร่องแปลงปลูก ขนาดกว้าง 1.20 เมตร ตามแนวพื้นที่ แต่ไม่ควรยาวเกิน 50 เมตร เพราะจัดการแปลงได้ยาก
การทำราวเชือก ถือเป็นสิ่งจำเป็นหลังจากปลูกได้ 3-4 เดือน ควรทำราวเชือกเพื่อค้ำทรงต้น โดยปักเสาตำแหน่งหัวท้ายแปลงตรงกับแถวที่ปลูก ขึงเชือกไนล่อนเป็นระยะ ยาว 2-3 แถว เพื่อค้ำลำต้นไม่ให้ล้ม หรือส่งผลให้ต้นกระทบกระเทือน เพราะถ้าต้นล้มเสียหายย่อมส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต
ในช่วงแรก งานหลักๆ คือ การป้องกันกำจัดวัชพืช พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ควบคุมกำจัดวัชพืชใช้วิธีกล เช่น การเตรียมดินที่ดี การถอนด้วยมือ และวิธีเขตกรรมอื่นๆ โดยคุณประจัก มีลาบ จะใช้การคุมโคนและแปลงปลูกด้วยแกลบดิบให้หนา เพื่อทำให้หญ้าขึ้นน้อยลง