แตงเมล่อน ปลูกไม่ถึงไร่ ได้เกินแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 607

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

แตงเมล่อน ปลูกไม่ถึงไร่ ได้เกินแสน

พอน้ำน้อยมึงก็ห้ามสูบน้ำใส่ น้ำกินใช้ในเมืองนั้นสำคัญกว่า

พอน้ำมากก็ผลักดันผันเข้านา มึงบอกว่าน้ำท่วมเมือง เรื่องสำคัญ

นาของกูใช้ทำมาหากินอยู่ เงินเดือนกูไม่มีใครให้จัดสรร

กูชาวนาต้องทำนาหากินกัน พวกมึงนั้นเสวยสุขบนทุกข์กู

กลอนที่นำมาให้อ่านเป็นกลอนอารมณ์เสียตอนที่เขาห้ามชาวนาไม่ให้สูบน้ำเข้านา เพราะน้ำไม่มี โดยใช้คำพูดชนิดที่ไม่คิดถึงหัวอกชาวนากันเลย ผมเลยเขียนกลอนลงในเฟซบุ๊กระบายความในใจแทนชาวนาไปนิดหน่อย แบบยั้งๆ แต่ผมไม่ได้เป็นชาวนากะเขาหรอก เป็นชาวบ้านธรรมดา

มาพบกับชาวนาตัวจริง คุณพายัพ เปลี่ยนไทย เบอร์โทรศัพท์ (087) 705-4484 แห่งชุมชนรวมน้ำใจพัฒนาของ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กทม. เราดีกว่า คุณพายัพ เป็นลูกชาวนามาแต่กำเนิดเกิดที่นี่ บรรพบุรุษก็ทำนา บอกแล้วว่า คน กทม. จริงๆ มีแต่ลูกชาวนา ส่วนลูกเจ้าเท้าพระยาก็อีกส่วนหนึ่ง ลูกเจ้าสัวก็อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่อยากกล่าวถึง กทม. เป็นที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเหมาะกับการทำนา ทำสวน ไม่แปลกเลยที่ไล่เรียงบรรพบุรุษของคน กทม. แท้ๆ คือ ชาวนาดีดีนี่เอง

แรกๆ ตอนเด็กๆ คุณพายัพ ก็ช่วยพ่อแม่ทำนาตั้งแต่เรียนหนังสือ ตอนหลังได้ออกไปทำมาหากินอาชีพอื่น หาประสบการณ์ ต่อมาพ่อแม่อายุมากทำนากันไม่ไหว จึงต้องกลับมาช่วยสืบสานวัฒนธรรมชาวนาต่อ คุณพายัพ เล่าว่า “สมัยก่อนเด็กๆ ยังใช้ควายไถนาอยู่ จำนวนนา 30 ไร่ ใช้ควายประมาณ 4-5 ตัว เมื่อก่อนทำนาปีละครั้ง ตกกล้าเอง ถอนกล้าเอง ดำนาเอง เหนื่อยมาก ส่วนการเกี่ยวข้าวมักจะใช้การลงแขกช่วยกัน ข้าวพันธุ์สมัยก่อนที่ปลูกมี พันธุ์เหลืองไฟล้า เหลืองอ่อน ขาวเศรษฐี เป็นข้าวทนน้ำ น้ำสูงขนาดไหนก็ยืดตาม ไม่ทำให้รวงข้าวเสียหาย แต่เป็นข้าวพันธุ์หนัก ใช้เวลาถึง 5 เดือนกว่า ทำนาได้ปีละครั้ง ปุ๋ยก็ไม่เคยใส่ ผลผลิตได้ไร่ละ 90 กว่าถัง ไม่ถึงเกวียน คุณสมบัติของข้าว 3 พันธุ์นี้ จะเป็นข้าวนิ่ม ไม่แข็ง ปลูกเอาไว้กินเอง ที่เหลือจึงจะขาย สมัยนั้นข้าวเกวียนละ 800 บาท ซื้อทองได้ 1 บาท”

สมัยนี้คุณพายัพก็ยังปลูกข้าวอยู่ และก็ยังปลูกเหมือนบรรพบุรุษคือ ปลูกข้าวนาปี ปีละครั้ง เพราะคุณพายัพบอกว่า ปลูกมากก็เป็นหนี้มาก ปลูกน้อยไม่เป็นหนี้ สู้เอาเวลาว่างทำอาชีพเสริมดีกว่า ในปัจจุบันก็รับจ้างไถนา ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน และช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน คุณพายัพบอกว่ารายได้อย่างน้อย วันละ 1,000 บาท เพราะปัจจุบันชาวนาตัวจริงหายาก มีแต่ผู้จัดการนาที่จ้างตะพึด และเป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัจจุบันมีเจ้าของนาเองมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เช่า

ทำไม จึงมาปลูกแตง

คุณพายัพ เล่าให้ฟังว่า เมื่อปีก่อนเจ้าหน้าที่เกษตรของ กทม. ได้ชวนเกษตรกรไปดูการปลูกแตงเมล่อนที่จังหวัดอุทัยธานี เพราะต้องการให้ดูเรื่องการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย ที่จริงไม่อยากไป แต่เกรงใจ ไม่ขัดศรัทธา แต่ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ลงจากรถไปดูอะไรกับเขาหรอก แต่ตอนกลับมาชาวบ้านคนหนึ่งถามว่า ไปไหน พอบอกว่าไปดูการปลูกเมล่อน เขาก็บอกว่า ไอ้ปัญญาอ่อนสมองตื้น ที่นี่ทำไม่ได้หรอก ทำแล้วเจ๊ง เสียเวลา นี่เป็นแรงฮึดที่คุณพายัพตั้งใจว่าจะปลูกเมล่อนให้ดู ด้วยความไม่รู้เรื่องเมล่อนเลยซักกะนิด

คุณพายัพ ได้ทำเรื่องขอความสนับสนุนจากเขตคลองสามวา ในการปลูกแคนตาลูปตามโครงการพืชที่ใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง โดยจากการแนะนำของ คุณเสาวรัจ นิลเนตร และ คุณศราวุธ พานทอง นักวิชาการเกษตรของเขตคลองสามวา กทม. จึงได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ 1,400 เมล็ด ถาดเพาะกล้า ท่อน้ำหยด และพลาสติกคลุมแปลงจำนวนหนึ่ง

จากนั้นก็ไถยกร่อง โดยกำหนด นา 1 ไร่ เป็นแปลงปลูก โดยยกร่องกว้าง ประมาณ 80 เซนติเมตร ยาว ประมาณ 30 เมตร แบ่งเป็น 9 ร่อง ตากหน้าดินอยู่ประมาณ 1 เดือน ก็เอาจอบมาสับย่อยดินให้ละเอียดกว่าเดิม โดยใส่ปุ๋ยขี้ไก่ลงไป 1 กระสอบ ต่อร่อง พร้อมปูนมาร์ล คราวแรกคิดจะปลูกให้หมดทั้ง 9 ร่อง แต่พอดีเมล็ดพันธุ์ได้มาแค่ 1,400 เมล็ด ไม่เพียงพอ และถาดปลูกก็มีจำนวนไม่พอ จึงปลูกได้แค่คราวละ 500 ต้น

การเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดมาใส่ห่อผ้าแช่น้ำ 4 ชั่วโมง แล้วเอาขึ้นมาพักไว้อีก 1 คืน คือ 12 ชั่วโมง เตรียมขุยมะพร้าวใส่ถาดหลุมครึ่งหนึ่ง แล้วเอาไม้เสียบลูกชิ้นจิ้มลงในขุยมะพร้าว พร้อมหยอดเมล็ด แล้วจึงกลบด้วยขุยมะพร้าวอีกครึ่งหนึ่งให้เต็มหลุม รดน้ำที่ผสมเชื้อไตโครเดอร์ม่า นำถาดเพาะมาไว้ใต้ซาแรนให้โดนแดดรำไร ห้ามโดนฝน รดน้ำเพียงวันละครั้ง จนถึงวันที่ 11 ต้นจะยาวประมาณ 1 คืบ พร้อมที่จะปลูกลงแปลงในวันที่ 12 ตัดไม้ขนาดเท่ากับหลุมถาดเพาะเสี้ยมปลายแหลมไว้สำหรับจิ้มลงในดินเพื่อปลูก ก่อนปลูกต้นให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16 ประมาณสิบกว่าเม็ด หรือ 1 ช้อนชา แล้วรดน้ำทันทีให้ชุ่ม และถ้ารดตอนเช้าครั้งแรก ก็ควรจะรดเช้าให้ตลอด ถ้ารดตอนบ่ายก็ควรเป็นบ่ายตลอด จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องโรครากเน่า

ส่วนระยะปลูกบนร่อง จะปลูกคู่ ระยะห่าง 60 เซนติเมตร จะเหลือไหล่ของร่องข้างละ 10 เซนติเมตร ส่วนความห่างระหว่างต้น ใช้ระยะ 30 เซนติเมตร ไม้หลักใช้ปักตรงๆ ทุกๆ 7 ต้น จะมีไม้หลัก 1 อัน ใช้เชือกฟางผูกที่โคน 1 เส้น เส้นที่ 2 ผูกสูงขึ้นมา 80 เซนติเมตร และเส้นที่ 3 ผูกสูงเป็น 150 เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นซันเลดี้จะต้องผูกสูงเป็น 180 เซนติเมตร และผูกแนวดิ่งตามต้นอีก 7 เส้น เพื่อให้ต้นเกาะเลื้อยขึ้นมาจับหลัก

การให้ปุ๋ยและดูแลรักษา

ปุ๋ยที่ใช้ในแตงแคนตาลูปค่อนข้างพิถีพิถันและใช้บ่อยมาก เรียกว่าต้องนับวันกันให้ดี คุณพายัพแนะนำให้ผู้ปลูกจะต้องจดขึ้นกระดานไว้เลย ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของผลผลิต นับไป 3 วัน คือ 13-14-15 ไม่ต้องใส่ปุ๋ย รดน้ำอย่างเดียว พอวันที่ 16 ใส่ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ โดยใช้อัตรา 5 กรัม ต่อ 1 ต้น โดยใช้ไปกับน้ำที่รด วันที่ 17-18-19 รดน้ำอย่างเดียว พอวันที่ 20 ใส่ปุ๋ย วันที่ 21-22-23 รดน้ำอย่างเดียว วันที่ 24 ใส่ปุ๋ยในอัตราเดิม ทำอย่างนี้โดยการเว้น 3 วัน ตลอดจนครบเดือนจึงเปลี่ยนปุ๋ยจาก สูตร 16-16-16 เป็น สูตร 8-24-24 เพราะแตงจะเริ่มออกดอก ตอนนี้จริงๆ ต้องมีการผสมเกสรโดยคน แต่สวนคุณพายัพโชคดีที่มีปริมาณผึ้งจำนวนมาก จึงทำให้ข้ามขั้นตอนนี้ไป ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพียง 2 ครั้ง พอเริ่มติดผลให้ตัดแขนงออกให้หมด ให้เหลือแค่ต้นหลักต้นเดียว และผลที่ติดนับตั้งแต่ข้อที่โคนไป 1-7 ให้ตัดทิ้งให้หมด เหลือแค่ ผลที่ 8-12 แค่ 5 ผล และผลที่เกิน 12 ขึ้นไป ก็ให้ตัดทิ้งทั้งหมด ผ่านไป 3 วัน ผลแคนตาลูปก็โตขนาดไข่ไก่ เลือกลูกที่สมบูรณ์สุดสุด ที่เหลือตัดทิ้งให้หมดอย่าไปเสียดาย เพราะหนึ่งต้นเลี้ยงผลได้เพียง 1 ผล เท่านั้น ถึงจะเป็นแตงที่มีคุณภาพ ในตอนนี้ให้ผูกขั้วผลของแคนตาลูปไว้ทุกผล โดยผูกห้อยกับหลัก

ช่วงอายุต้น ประมาณ 40-45 วัน ให้นับขั้วจากโคนต้นขึ้นไป 25 ข้อ แล้วตัดยอดได้เลย เพื่อไม่ให้อาหารไปเลี้ยงส่วนที่ไม่จำเป็น หลังจากใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 จำนวน 2 ครั้ง ก็เปลี่ยนปุ๋ย เป็นสูตร 14-14-21 โดยใช้ปริมาณ 5 กรัม ต่อต้น เท่ากันจนครบ 55 วัน ผลจะมีขนาดน้ำหนัก ประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อผล ในช่วงนี้ก็เปลี่ยนปุ๋ยอีก โดยเพิ่มปุ๋ยหวาน สูตร 0-0-60 ลงไป 7.5 กรัม ต่อต้น และลดปุ๋ย สูตร 14-14-21 ลงมาครึ่งหนึ่ง เหลือ 2.5 กรัม ต่อต้น เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ปุ๋ยจะใส่จำนวนรวม 2 สูตร เป็น 10 กรัม ต่อต้น ซึ่งจะใส่ได้ 2 ครั้ง พอใส่ครั้งที่ 2 ให้งดน้ำ เพื่อเพิ่มความหวานของผล

สำหรับ แตงซันเลดี้ พอครบ 65 วัน ให้ตัดเลย เพราะจะมีกลิ่นหอม หากไม่ตัดผลจะร่วงในเวลาไม่เกิน 3 วัน ส่วน กรีนเนต จะต้องดูรอบขั้วว่าแตกลายงาหรือไม่ประกอบ ถ้าแตกลายงารอบขั้วก็ให้ตัดได้ แต่ถ้ายังก็ถือว่าผลยังอ่อนอยู่ ต้องรอจนกระทั่งแตกลายงา

ฟังเรื่องแล้ว น่าสนใจไหมครับ ขอสรุปดังนี้ คุณพายัพ ใช้พื้นที่ 1 ไร่ รวมทางเดิน ไถได้ 9 ร่อง ปลูกทยอยกันทีละ 3 ร่อง 1 ร่อง ปลูกได้ 300 ต้น ปลูกรุ่นแรกได้แค่ 6 ร่อง คือใช้ที่ดินแค่ 2 ใน 3 ไร่ รวมเป็นต้น จำนวน 1,800 ต้น แต่ผลผลิตไม่สมบูรณ์ทั้งหมด ที่สามารถนำมาจำหน่ายได้ จำนวน 1,400 ต้น ที่เหลือเป็นผลที่ไม่มีคุณภาพ ก็จำหน่ายในสวนด้วยราคาถูก จึงถือว่าผลผลิตได้จำนวน 1,400 ผล น้ำหนักเฉลี่ย ผลละ 1.8 กิโลกรัม ราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 60 บาท คำนวณเป็นเงินประมาณ 150,000 บาท หักต้นทุนคร่าวๆ ประมาณ 15,000 บาท เหลือ 135,000 บาท

ขอบอกไว้นิด ราคาแคนตาลูปที่ขายที่ตลาดไทหรือสี่มุมเมือง ราคาประมาณกิโลกรัมละ 30-35 บาท ไม่ได้ราคา 60 บาท นะครับ ของคุณพายัพที่ได้ราคา เพราะขายเองและเป็นเกรดคัด เพราะฉะนั้นควรมองช่องทางการจำหน่ายไว้ด้วยครับ

Leave a comment