ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416579

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” สำหรับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เวลานี้ “เผือกร้อน” ตกมาอยู่ตรงหน้า และยังไม่ทีท่าว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชถือเป็นเรื่อง “อ่อนไหว” อย่างยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าเป็นห่วงเมื่อคนในสังคมยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
หากรัฐบาลเลือกเดินทางใดทางหนึ่ง อาจสร้าง ความไม่พอใจให้กับอีกฝั่ง จนบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งให้กลับมา คุกรุ่น หรือถูกกลุ่มไม่หวังดีเข้ามาฉวยโอกาสนี้ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์
ทางออกที่ประเมินกันว่ารัฐบาลคงจะใช้สูตรยื้อ ดึงเรื่องนี้ออกไปให้ได้นานที่สุด เพื่อไม่ต้องตกเป็น “จำเลย” แบกความรับผิดชอบจากผลของการกระทำก็ดูจะใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว
เมื่อล่าสุด พระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้นำพระสงฆ์และฆราวาสในนามเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.) ออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าองค์พระพุทธมณฑล
พร้อมออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ซึ่งระบุว่าที่ประชุมคณะสงฆ์จากทั่วประเทศมีสังฆมติร่วมกัน ขอให้นายกฯ ดำเนินการดังนี้
1.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้ทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างบรรพบุรุษไทย
2.ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน
3.ขอให้นายกฯ ยึดถือดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมที่มีการเสนอนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
4.ขอให้ทางรัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่วยราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย
5.ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ
ปมร้อนรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อภิกษุสงฆ์ที่มารวมตัวกันที่พุทธมณฑล เกิดการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันทหารช่างที่ 9 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี และตำรวจสถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑลที่มาดูแลความสงบเรียบร้อย
ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย พระเมธีธรรมาจารย์จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังกล่าวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลรับปากว่าจะดูแลและประสานรายงานเรื่องนี้ไปยังนายกฯ หลังกลับจากสหรัฐอเมริกา
จากนี้จึงเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเดินต่อไปอย่างไร เพราะไม่ว่าจะเลือกอย่างไรก็เป็นปัญหา
ไม่ว่าจะเลือกเดินหน้าไปตามกระบวนการ หลังจาก มหาเถรสมาคม (มส.) มีประชุมลับเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมมีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็ย่อมมีกระแสต่อต้านจากฝั่งที่คัดค้าน
โดยเฉพาะพระ พุทธะอิสระที่เคยยื่น 3 แสนรายชื่อ คัดค้านการแต่งตั้งพระสังฆราช ต่อ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่า เป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ทางพระธรรมวินัย ด้วยพฤติกรรมที่ข้องเกี่ยวกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ที่มีคดีทุจริตติดตัว และมีการเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือกันมาช้านาน
คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหว ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่หยิบยกเรื่องคดีครอบครองรถหรูขึ้นมาดักคอว่าทำถูกกฎหมายหรือไม่ แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน แต่ตามประเพณีปฏิบัติก็คงไม่สามารถหน้าที่ได้
แถมระบุว่าการเคลื่อนไหวเร่งรัดให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ยังอาจเป็นการหมิ่นเหม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ
อีกด้านหนึ่งหากรัฐบาลดึงเรื่องการแต่งตั้งให้ทอดเวลานานออกไป หรือไม่ยอมทำตามมติของมหาเถรสมาคมไปตลอดจนอายุของรัฐบาลจนถึงปี 2560 ก็นานเกินไป ย่อมจะถูกกระทุ้งโดยกลุ่มของพระเมธีธรรมาจารย์ ที่เปิดหน้าเริ่มเคลื่อนไหว ให้ดำเนินตามมติของมหาเถรสมาคมโดยเร็ว อีกหลายระลอก
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ตอกย้ำความ “เปราะบาง” ของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องระมัดระวังในการตัดสินใจ ยิ่งในวันที่แต่ละฝักฝ่ายเปิดหน้าเตรียมเคลื่อนไหวตามจุดยืนของฝั่งตัวเอง
ถ้ารัฐบาลเลือกเดินไปทางใดทางหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผล คำชี้แจง หรือหามาตรการบรรเทาความร้อนแรง หรือหาทางการสกัดการเคลื่อนไหว
สุดท้ายอาจนำไปสู่การปะทะกันของมวลชนรอบใหม่ ที่จะซ้ำเติมสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบภารกิจต่างๆ ที่กำลังจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามโรดแมปที่วางไว้
ไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ตลอดจนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในปี 2560 รวมทั้งอาจกระทบไปถึงเส้นทางการลงจากอำนาจของ คสช.ด้วยอานุภาพของระเบิดเวลาลูกนี้