ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416517

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โค้งสุดท้ายของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขั้นตอนนับจากนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะนำข้อเสนอจากแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาปรับปรุงให้แล้วเสร็จเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ภายในวันที่ 29 มี.ค. ก่อนจะไปชี้ขาดกันที่ด่านสุดท้ายกับการทำประชามติ
สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏอีกครั้งเมื่อข้อเสนอเกี่ยวกับกลไกพิเศษที่จะเข้ามาคลี่คลายสลายทางตันในกรณีเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤตถูกปัดฝุ่นกลับมาใหม่อีกครั้ง
ล่าสุด หนึ่งในข้อเสนอจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ส่งถึง กรธ.ระบุชัดว่า “มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีบัญญัติของกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้
ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศดังกล่าว โดยให้เป็นอำนาจของรัฐสภา หรือวุฒิสภาในกรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือมีสภาผู้แทนราษฎรแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ
และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตของประเทศแล้วให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะ ปกติโดยเร็ว
ทั้งนี้ หากจำได้ กรธ.เคยประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีองค์กรในทำนองเดียวกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) แบบร่างของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แต่จะใช้องค์กรที่มีอยู่แล้วทำหน้าที่ไป เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ถึงทางตันมีข้อขัดแย้งทางการเมือง หรือทางรัฐธรรมนูญ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ไป
ปัญหาอยู่ที่ คปป.ถูกมองว่าเป็นช่องทางสืบทอดอำนาจของ คสช.ที่จะมีบทบาทเข้ามาแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล และการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จนว่ากันว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ถูกคว่ำในชั้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
ครั้งนั้นเนื้อหาเกี่ยวกับ คปป.ถูกบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 280 วรรค 2 ภายใน 5 ปี นับแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้
“คปป.มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสูสภาวะปกติโดยเร็ว”
แรงต้านในครั้งนั้นทำให้ กรธ.ชุดนี้พยายามหลีกเลี่ยงไม่เดินซ้ำรอย ทั้งที่อาจจะขัดแย้งกับท่าทีความต้องการของ คสช.ที่ต้องการให้มีองค์กรลักษณะนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่าบ้านเมืองจะไม่วนกลับไปสู่ทางตันเหมือนที่ผ่านมา
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปห่วงเรื่อง คปป. ผมบอกตั้งหลายครั้งแล้วว่า คปป.ทำหน้าที่อะไร มันก็เป็นเพียงร่มๆ หนึ่งเท่านั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุ
ที่สำคัญหากพิจารณาข้อเสนอของ สนช.นั้นให้เหตุผลสนับสนุนกับการตั้งองค์กรพิเศษว่า มาตรา 207 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ นั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เพียงแค่กรอบอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 205 เท่านั้น ไม่สามารถนำหลักการในมาตราดังกล่าวมาใช้บังคับเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศได้
นี่จึงอาจเป็นช่องโหว่ที่ กรธ.ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง ยิ่งสัญญาณล่าสุด มีชัย ระบุชัดว่า หากไม่มีคนเสนอเรื่องกลไกพิเศษ ก็ไม่ต้องเพิ่มอะไรที่เป็นสาระสำคัญ เว้นแต่มีคนเสนอด้วยเหตุผล กรธ.ก็พิจารณาได้ แต่ยังไม่เห็นว่าเขาเสนอมาอย่างไร ตอบไม่ได้ ต้องขอไปดูข้อเสนอก่อนวิจารณ์
แม้ว่ากลไกพิเศษนี้จะเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าทุกอย่างจะไม่ไปสู่ทางตัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทาน เสียงต้านคัดค้าน ข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจ
สุดท้ายนี่จะเป็นการวัดใจของ กรธ.ว่าจะเลือกจัดการกับเผือกร้อนในมือรอบนี้อย่างไร เมื่อเรื่องนี้ถือเป็นปมสำคัญและเปราะบาง หากตัดสินใจผิดพลาดอาจส่งผลทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถูกคว่ำในการทำประชามติ และสร้างความเสียหายให้กับความเชื่อมั่นของ คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง