อุดช่องโหว่ประชามติ ดันร่างรธน.ฝ่าด่านอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/420199

อุดช่องโหว่ประชามติ ดันร่างรธน.ฝ่าด่านอันตราย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 10 มี.ค. มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ตามขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน โดยไม่มีอำนาจแก้ไขถ้อยคำใดๆ ทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เว้นแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นด้วยกับการให้มีการแก้ไขเท่านั้น ภายหลัง สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำร่างรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ สนช.มีมติ

สำหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ที่ ครม.และ คสช.เสนอมายัง สนช.มีทั้งสิ้น 7 ประเด็น ดังนี้

1.การกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้แจ้ง ครม.และ สนช.ทราบ และให้ ครม.แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบโดยเร็วเพื่อดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และให้ กรธ.จัดทำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุปในลักษณะที่ประชาชนจะสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญๆ ของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวก และส่งให้ กกต.ภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันที่แจ้ง ครม.

2.ให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และประกาศผลการออกเสียงประชามติ รวมทั้งจัดพิมพ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทราบโดยสะดวกและเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และกำหนดเวลาในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ การออกเสียงประชามติ การนับคะแนนบัตร และการประกาศผลการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องใกล้เคียงกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้าย ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับอายุให้ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันออกเสียงประชามติเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

4.การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวทั่วราชอาณาจักร ในการนี้ สนช.จะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้ กกต.จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมไปในคราวเดียวกันก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องเสนอภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจาก กรธ.

5.ให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 90 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 120 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ กรธ.ส่งคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ กกต.

6.ในการออกเสียงประชามติให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติ (Simple majority) ตามหลัก Majority rule อันเป็นหลักสากลซึ่งไม่นับผู้ไม่ออกเสียงและบัตรเสีย โดยถ้าคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

7.เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้ชัดเจนว่าก่อนนายกฯ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ให้ กรธ.ดำเนินการปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับผลลงประชามติ

ในภาพรวมของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ครม.และ คสช.เสนอมาให้ สนช.ในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการอุดช่องโหว่การทำประชามติ ตามที่หลายฝ่ายเคยมีการตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้

ไม่ว่าจะเป็น จากเดิมที่เคยถูกท้วงติงว่าการไปกำหนดให้การทำประชามติชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงอาจเป็นปัญหาในอนาคต เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ ทาง ครม.และ คสช.ก็ได้ดำเนินการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เช่นเดียวกับเป็นประเด็นเล็กๆ อย่างการจัดทำคำปรารภในร่างรัฐธรรมนูญที่เคยเป็นปมที่ถกเถียงกันอย่างมากว่าใครต้องเป็นผู้ดำเนินการ ปรากฏว่าก็แก้ไขให้ชัดโดยให้ กรธ.ดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตา คือ การตั้งคำถามประชามติเพิ่มเติมของ สนช. เพราะเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรก อยากให้เสนอคำถาม เพราะเห็นว่าจะนำประเด็นที่เป็นปัญหาความขัดแย้งสอบถามความคิดเห็นของประชาชนให้ชัด เช่น ที่มาของ สว. หรือแนวทางการสร้างความปรองดอง เป็นต้น ขณะที่อีกส่วนกลับมองในมุมต่างกันว่า หากไปตั้งคำถามเพิ่มเติมอาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชน และจะทำให้การทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนทำได้ยากมากขึ้น จึงเห็นว่าควรให้มีคำถามประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น

สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. (วิป สนช.) เปิดเผยว่า ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ติดใจกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามา จึงคิดว่าการประชุม สนช.ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด และสามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนภาระหน้าที่ของ สนช.ที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติจะอยู่ที่การให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งคาดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ทาง สนช.ก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยน่าจะใช้เวลาไม่มากนัก

สำหรับการตั้งคำถามประชามติของ สนช. เลขานุการวิป สนช. ระบุว่า ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพราะต้องรอให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จก่อน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าในช่วงต้นเดือน เม.ย.จะสามารถพิจารณากำหนดคำถามเพิ่มเติมได้

 

Leave a comment