ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160302/223400.html
‘กฎหมาย’สะท้อนเจตนาผู้ร่าง : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
คำถามที่มักจะได้ยินอยู่เรื่อยไปในขณะนี้ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธานนั้น มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ และนำไปสู่คำถามว่าเมื่อถึงขั้นลงประชามติควรจะตัดสินใจอย่างไรให้ผ่านหรือไม่ผ่าน
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถึงคำถามดังกล่าวซึ่งเป็นเหมือนปลายทางของกระบวนการ ก็ควรมาทำความเข้าใจกันตั้งแต่ต้นทาง เพราะจะนำมาซึ่งคำตอบดังกล่าวว่า เราสมควรที่จะกาบัตรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวกลายเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทหรือไม่
คำกล่าวที่ว่า “ชนชั้นใดร่างกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น” ยังคงเป็นความจริง ไม่ว่ายุคใดหรือสมัยใด ยุคสมัยและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ไม่มีข้อยกเว้น ซ้ำยังจะมีความชัดเจนมากกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมา
ต้องเข้าใจกันตั้งแต่ต้นเลยว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เกิดขึ้นมาจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่พวกเขามองว่ารัฐบาลที่ผ่านมาเป็นปัญหาของประเทศ และจะเอาให้ชัดยิ่งกว่านั้นก็เพื่อทำเรื่องที่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำไม่สำเร็จให้สำเร็จลุล่วงไปได้
แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขามองเป็นปัญหามีสองส่วน 1.นักการเมือง หรือเอาให้ชัดเฉพาะเจาะจงไปกว่านั้นคือ กลุ่มขั้วเครือข่ายของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ชนะการเลือกตั้งมาครั้งแล้วครั้งเล่า และยังมีทีท่าว่าจะครองใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งข้างมากไปอีกนาน
และ 2.ระบบกฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโตของนักการเมืองและพรรคการเมืองจนได้รัฐบาลเลือกตั้งที่เข้มแข็งจนเกินกว่าที่อีกกลุ่มขั้วอำนาจจะรับไหว หรือให้ชัดคือ รัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเป็นปัญหาที่สร้างระบบการเมืองเช่นนี้ขึ้นมาและแม้จะถูกฉีกทิ้งในการรัฐประหารปี 2549 แต่ระบบระเบียบวิิธีคิดก็ถูกฝังลึกในจิตใจคนเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งโครงสร้างทางการเมืองตามแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ถูกวางไว้เป็นมาตรฐานของการเขียนรัฐธรรมนูญแล้ว ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ยังคงมีกลิ่นของรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้ถูกมองว่า เป็นการทำงานที่ไม่เสร็จของคณะรัฐประหารปี 2549
สิ่งที่เราได้ยินตั้งแต่วันแรกๆ ของการรัฐประหารรอบนี้คือจะไม่ทำให้ “เสียของ” ซึ่งแปลความง่ายๆ ว่า พวกเขาย่อมต้องการวางระบบระเบียบ รวมถึงวิธีคิด และเจตนารมน์ของคณะผู้กระทำการ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองกลับไปเป็นแบบเดิม ที่พวกเขาลงแรงและเสี่ยงยึดอำนาจมา
แน่นอนมุมหนึ่งคือการมุ่งสลายขั้วกำจัดความเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่เขามองว่าเป็นปัญหา ซึ่งหากนับจากวันนั้นก็ถือว่าทำได้อย่างดี แต่การทำเรื่องแบบนี้เป็นการใช้กำลังเข้าจัดการและจะคงอยู่เพียงชั่วคราว หากการจะจัดการแบบฝังรากลึก ก็ต้องจัดการด้วยการวางโครงสร้างบ้านเมืองใหม่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้เป็นแบบที่พวกเขาต้องการ
ดังนั้นเราจึงได้เห็นการวางระบบโครงสร้างทางการเมืองใหม่ ชนิดที่แม้จะขัดหูขัดตาใครหลายๆ คน แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ เพราะเชื่อว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้สิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการสูญสลายไปจากบ้านเมือง
เราจึงฟันธงได้เลยว่าเราจะไม่เห็นการแก้ไขในเรื่องระบบการเมืองต่างๆ เว้นแต่จะทำให้อยู่ในลักษณะที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น เช่นเรื่องระบบเลือกตั้ง ที่พวกเขายืนยันจะใช้ระบบบัตรใบเดียวเลือก ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และใช้ระบบที่เรียกว่าสัดส่วนผสมเพื่อให้เกิดเพดาน ส.ส. และที่สุดก็นำไปสู่การออกแบบเพื่อไม่ให้เกิดรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็ง หากแต่ต้องการให้เกิดรัฐบาลผสม
นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดการใช้อำนาจในเรื่องต่างๆ ของรัฐบาลปกติไว้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งวางระบบตรวจสอบแบบถี่ยิบและยิ่งกว่านั้น ยังมีองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบควบคุมการทำงานของรัฐบาลชนิดที่เรียกได้ว่าถึงชนะเลือกตั้งได้ก็อาจไม่มีค่าอะไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขียนมานี้อาจยังไม่พอใจผู้ถืออำนาจในปัจจุบัน เราจึงได้ยินข้อเสนอเช่น ให้มีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือการปรับให้ ส.ว. มีที่มาจากการสรรหาทั้งหมด เพื่อการันตีความเข้มแข็งของอำนาจหลังการเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
เมื่อเราเข้าใจที่มา เจตนารมณ์ และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทีนี้เราก็สามารถตัดสินใจในขั้นสุดท้ายได้ไม่ยากว่าหากต้องการระบบการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเจตนารมณ์ของ คสช.แฝงอยู่เราก็เลือกลงมติเห็นชอบ แต่หากต้องการประชาธิปไตยคำตอบก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น
