ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160321/224521.html
คสช.มีคําสั่ง ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ยุบ ก.ก.เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 10/2559 ลงวันที่ 21 มี.ค. 2559 โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ใจความว่า โดยที่ปรากฏข้อเท็จจริงถึงสภาพปัญหาในการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคของประเทศว่าเกิดปัญหาการสั่งการและการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นเอกภาพ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษาให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้าคสช.โดยความเห็นชอบจาก คสช.มีคำสั่ง ต่อไปนี้ ข้อ 1 ให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ประกอบด้วย รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ รมช.ศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการ และปลัด ศธ.เป็นกรรมการและเลขานุการ
ข้อ 2 ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ มีอำนาจหน้าที่ กำหนดทิศทางในการดำเนินงานของ ศธ. วางแผนงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของ ศธ. พิจารณาจัดสรรงงบประมาณให้แก่หน่วยงานของ ศธ. ในระดับภูมิภาคและจังหวัด แต่งตั้ง โอน หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ ในหน่วยของศธ.ระดับภูมิภาคและจังหวัด ทั้งนี้ ตามประเภทหรือระดับตำแหน่งที่ รมว.ศึกษาธิการ กำหนด สั่งให้ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ หรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆในหน่วยงานนหยุดการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานตามความจำเป็น เชิญข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ หรือเกี่ยวข้องมาสอบถามข้อเท็จจริง รวมทั้งเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา และในระหว่างที่ผู้บริหารสถานศึกษา เขตพื้นที่ฯ หรือผู้ปฏิบัติงานตำแหน่งต่างๆถูกสั่งหยุดการปฏิบัติหรือถูกสางให้พ้นจากตำแหน่ง บุคคลนั้นไม่อาจได้รับเงินค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์ใดๆในตำแหน่งที่ถูกสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่หรือถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง ในกรณีที่มีบทบัญญัติใดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากำหนดให้องค์กรใดมีอำนาจในการแต่งตั้ง โอน หรือย้าย มิให้นำบทบัญญัตินั้นมาบังคับใช้แก่องค์กรซึ่งมีอำนาจหน้าที่ดังกล่าว
ข้อ 3 ให้สำนักงานปลัด ศธ.รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน
ข้อ 4.ให้ยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ ศธ.และให้โอนอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่ฯแต่ละเขตพื้นที่ฯตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติและกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ ศธ.ไปเป็นอำนาจของ “คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)” ตามคำสั่ง ข้อ 5 ให้ยุบเลิก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาและโอนอำนาจหน้าที่ไปเป็นอำนาจของ กศจ.ของจังหวัดนั้นๆ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีให้มีผลบังคับใช้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดแย้งกับคำสั่งนี้
ข้อ 6 ในแต่ละจังหวัดให้มี คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เรียกโดยย่อว่า “กศจ.” มีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าฯ เป็นประธาน ศึกษาธิการภาคในพื้นที่รับผิดชอบ เป็นรองประธาน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นกรรมการ
นอกจากนั้น มีท่องเที่ยวและกีฬา ท้องถิ่นจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธานสภาหอการค้าจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด และวัฒนธรรมจังหวัด เป็นกรรมการ และให้มีผู้แทนภาคประชาชนในท้องถิ่น จำนวน 2 คน เป็นกรรมการ ผู้แทนข้าราชการครูในท้องถิ่น จำนวน 2 คน เป็นกรรมการ และกรรมการผู้ทรงวุฒิ อาทิ ด้านกฎหมาย บริหารงานบุคคล ฯลฯ จำนวนไม่เกิน 3 คนเป็นกรรมการ โดยทั้งหมด รมว.ศึกษาธิการ แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ ทั้งนี้ ให้ศึกษาธิการจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ
สำหรับในกรุงเทพมหานคร ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปฯทำหน้าที่แทน กศจ. ทั้งนี้ กศจ.มีอำนาจหน้าที่ในแต่ละเขตดังนี้ กำหนดยุทธศาสตร์ แนวทางการจัดการศึกษาและการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาทุกระดับ ประสานส่งเสริมและบริหารการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาการศึกษาของจังหวัด รวมถึงกรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานและตัวชี้วัดในการดำเนินงานในลักษณะตัวชี้วัดร่วมของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด เสนอความเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในจังหวัดต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ในภูมิภาค กำกับ เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษา ศธ.ในจังหวัด วางแผนการศึกษาในจังหวัดและพิจารณาเสนอแนะการจัดสรรงบประมาณ และเพื่อให้การบริหารงานบุคคลในจังหวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้มีคณะอนุกรรมการการศึกษาจังหวัด เรียกโดยย่อว่า “อกศจ.” ปฏิบัติงานตามที่ กศจ.มอบหมาย อย่างไรก็ตามคำสั่งดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้นับแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ ยังเผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 11/2559 ลงวันที่ 21 มี.ค. 2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ใจความว่า เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของ ศธ.ในภูมิภาคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีเอกภาพ และสามารถเชื่อมโยงและบูรณาการภารกิจในเรื่องการศึกษาของประเทศโดยเน้นการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนให้สอดรับกับแนวทางประชารัฐ เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษาอันจะส่งผลการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน อาศัยม.44 ของรัฐธรรมนูญฯ ให้ยกเลิก ประกาศ ศธ.เรื่องจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค 1-13 สำนักงานปลัด ศธ.ลงวันที่ 27 ก.ย.2555 และคำสั่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค จำนวน 18 ภาค สังกัดสำนักงานปลัด ศธ. ตามบัญชีที่รมว.ศึกษาธิการกำหนด เพื่อปฏิบัติภารกิจของ ศธ.ในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภาคและจังหวัด อำนวยการ ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัด ศธ.และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง กำหนดยุทธศาสตร์และบทบาทการพัฒนาภาคต่างๆ ให้เชื่อมโยงสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ นโยบายและยุทธศาสตร์ของ ศธ.และยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด สนับสนุนพัฒนาจังหวัดในพื้นที่ด้านวิชาการ การวิจัยและการพัฒนา กำกับ ติดตาม ประเมินผลการทำงานของสำนักงานศึกษาธิการภาคจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบ
ทั้งนี้ ให้มีศึกษาธิการภาคเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสำนักงานศึกษาธิการภาค ขึ้นตรงต่อ รมว.ศึกษาธิการ โดยอาจมีรองศึกษาธิการภาคไม่เกินกึ่งหนึ่ง แต่ละจังหวัดให้มีศึกษาธิการจังหวัด รับผิดชอบงานธุรการและให้รับผิดชอบดำเนินงานตามมอบหมายมีผู้บังคับบัญชา ข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างภายใต้กำกับดูแลของศึกษาธิการภาค และให้ปลัด ศธ.แต่งตั้งศึกษาธิการจังหวัดและรองศึกษาธิการจังหวัดจากข้าราชการใน ศธ.
นอกจากนั้น ให้โอนอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เฉพาะงานที่เกี่ยวกับอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมและอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยม เป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด และโอนกิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ์ หนี้ภาระผูกพัน ที่จัดตั้งตามประกาศ ศธ.เรื่อง จัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค 1-13 ไปเป็นของศึกษาธิการภาค 18 ภาคและระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการ ให้สพป.เขต 1 ในจังหวัดต่างๆทำหน้าที่เป็นสำนักงานศึกษาธิการภาคจังหวัดนั้นๆไปพลางก่อน โดยคำสั่งนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป





