ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160316/224221.html
ถอดรหัส‘ชินดาวงศ์’จากมุมมอง‘บิ๊กจิ๋ว’ : ขยายปมร้อน โดยทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น
“การทำงานการเมืองของผมนั้น ไม่เคยเกี่ยวข้องกับผู้ใด และไม่เคยไปเกาะหรืออาศัยเงินทองใดๆ แต่ที่ต้องบอกเพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นสอดรับกัน ที่ผมออกจากพรรคเพื่อไทยมา เพราะสมัยนั้นผมกับนายเสนาะ เทียนทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้สไกป์พูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร และพบว่านายทักษิณจะนำ “ชินดาวงศ์” (ชินวัตร, ดามาพงศ์, วงศ์สวัสดิ์) เข้ามา ซึ่งผมไม่เห็นด้วยจึงลาออกจากพรรค (สมัครเข้าพรรคเพื่อไทยปี 2552-ลาออกปี 2554) ส่วนเรื่องจะพานายทักษิณกลับประเทศนั้น ผมไม่สนใจ เพราะเห็นว่ายังมีความขัดแย้งอยู่ และผมไม่ใช่คนที่จะนำนายทักษิณกลับมาได้”
นี่คือบางส่วนของการแถลงข่าวครั้งล่าสุดจากบ้านปิ่นประภาคมของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแถลงข่าวสถานการณ์การเมืองและบ้านเมือง รวมทั้งความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “คนไกลบ้าน” ที่ส่งสัญญาณบางอย่างมาจากสหรัฐอเมริกา
ความขัดแย้งดังกล่าวที่บิ๊กจิ๋วระบุนั้น ตีความได้ไม่ยากเลยว่า “ใคร..คือความขัดแย้ง” และใครจะเป็น “คนที่จะนำนายทักษิณกลับมาได้” เพราะบิ๊กจิ๋วบอกชัดเจนว่า “ผมไม่ใช่คนที่จะนำนายทักษิณกลับมาได้”
มองกันแบบลึกๆ แล้ว แสดงว่า ทักษิณเชื่อ “อะไรบางอย่าง” ที่อาจจะช่วยเหลือให้กลับประเทศไทยได้ในอนาคตอันใกล้ แต่บิ๊กจิ๋วกลับไม่มองแบบนั้น และยังย้ำประโยคว่า ”ความขัดแย้งยังอยู่”
หากตีความนัยนี้ในมุมมองของบิ๊กจิ๋ว แสดงว่า “ทักษิณ” คือปัญหาหลัก หากพรรคเพื่อไทยยังเดินหน้าตามนโยบาย ”พานายใหญ่กลับบ้าน” เป็นธงหลักนั้น น่าจะยากลำบากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
สมมุติว่าหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยยังเพียรพยายามที่จะใช้แนวทางนี้ต่อไป…บทเรียนจาก กปปส.และการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 หรือเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 น่าจะเป็นตัวอย่างสำคัญที่อาจจะเลี้ยวกลับมาอีกคราวบนถนนการเมืองและอาจจะทำให้คนไกลบ้านลำบากกว่าเดิม
ช่วงหนึ่งที่คนไกลบ้านครองตำแหน่ง สร.1 นั้น หนึ่งในความปรารถนาสูงสุดคือ “เป็นนายกฯ 20 ปี และวันหนึ่งจะเป็นรัฐบุรุษ” ประโยคนี้ที่หลุดออกมานั้นอาจทำให้ชะตาชีวิตของคนไกลบ้านและคนแวดล้อมตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้
“ชินดาวงศ์” จากปากของบิ๊กจิ๋ว น่าตีความและเจาะลึกยิ่งนัก เพราะสามตระกูลนี้คือคีย์แมนตัวจริง-เสียงจริงในการบริหารพรรคเพื่อไทย บทบาทสำคัญของคนในสามตระกูลนี้จึงมีน้ำหนักทางการเมือง รวมทั้งทางรอดของคนไกลบ้าน แม้ช่วงนี้หลายชีวิตของสามตระกูลนี้กำลังไต่บนเส้นลวดจากหลายคดีที่อยู่ในการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม
ฉะนั้น..ใครคือนอมินีที่จะมาทำหน้าที่แทน “ชินดาวงศ์”
ครั้งหนึ่งคนไกลบ้านเคยใช้บริการนอมินีที่ชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แม้ครั้งนั้นจะมีเลขาธิการพรรคคือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งเป็นคนในคอนโทรลของนายใหญ่ ยามนั้น “สมัคร” ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไกลบ้านได้กลับประเทศหลังตระเวนไปต่างบ้านต่างเมืองระยะหนึ่ง แต่อำนาจในการบริหารบ้านเมืองนั้น “สมัคร” มิได้ดำเนินการตามความต้องการของบ้านจันทร์ส่องหล้ามากนัก
“คุณหญิงไม่ต้องกังวลกับการบริหารงานของรัฐบาล พักผ่อนเถอะครับ ผมบริหารงานของผมได้” อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนเผยคำพูดของคีย์แมนรัฐบาลพลังประชาชนกับสตรีนางหนึ่งที่อยู่หลังม่านการเมืองไทยในช่วงปี 2551 คำพูดนี้แม้เหมือนไม่มีอะไร แต่ความจริงแล้วมันสะท้อนว่า “แก๊งออฟโฟร์” ในยามนั้นทรงพลังยิ่งนัก และแทบไม่สนใจคำร้องขอจาก ”บ้านจันทร์ส่องหล้า” เลย
ตรงนี้เองที่เมื่อ “สมัคร” พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว คนไกลบ้านมองเห็นบทเรียนจากการใช้ “คนอื่น” จึงวกกลับมาใช้คนในสังกัด “ชินดาวงศ์” เพื่อที่จะกดปุ่มต่างๆ ได้ดั่งใจ
คนการเมืองบางส่วนมองอนาคตหลังมีการเลือกตั้งว่า อย่างไรเสียพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีจำนวน ส.ส.มากสุดและมีโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแน่นอน รอเพียงว่าจะมีเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่เท่านั้น
แต่แม่ทัพที่จะนำอดีต ส.ส.ลงสมัครหลังฟ้าเปิด หลายคนในวงการการเมืองคาดกันแล้วว่า “น่าจะเป็นคนที่ใกล้ชิดนายใหญ่ที่สุดแม้ว่านายหญิงจะไม่ปลื้ม” ก็ตาม ขณะเดียวกันก็มีการโยนชื่อใครบางคนที่สานสัมพันธ์กับตำรวจ-ทหารได้มาประกบ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด
การออกตัวครั้งนี้ของอดีตขงเบ้งแห่งกองทัพ แม้บางฝ่ายจะมองว่า “เป็นความเห็นจากสิ่งชำรุดทางการเมือง” แต่มันก็อดวิเคราะห์ไม่ได้ว่า หากทักษิณยังคงเดินเกมแบบนี้และใช้คนในแวดวง “ชินดาวงศ์” ต่อไปนั้น
ความฝันในการกลับบ้านน่าจะทอดนานออกไป จนแทบไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทาง!
