มองหน้า..เหลียวหลัง1เดือนรุกและรับอย่างไรในเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160201/221594.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559
มองหน้า..เหลียวหลัง1เดือนรุกและรับอย่างไรในเออีซี

มองหน้า..เหลียวหลัง1เดือนรุกและรับอย่างไรในเออีซี : ดลมนัส กาเจ

           ล่วงเลยไปแล้ว 1 เดือนเต็มๆ สำหรับการรวมตัวของกลุ่มประเทศในอาเซียนเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 แม้ในส่วนของประชาชนทั่วไปยังรู้สึกเฉยๆ กับการรวมตัวในครั้งนี้ แต่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีการเตรียมตัวและมองช่องทางที่จะขยายกิจการไปยังประเทศต่างๆ ในกลุ่มเดียวกัน แต่กระนั้นในบางครั้งยังขาดข้อมูลในหลายๆ ด้านที่ยังเป็นอุปสรรคกันอยู่

ล่าสุด สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้เวทีสัมมนา “การเกษตรทันสมัยเพื่อความยั่งยืนในสังคม AEC” ณ อาคาร ซีพีออล อคาเดมี่ เพื่อสะท้อนให้เห็นในมุมต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจจากวิทยากรที่มีคุณวุฒิและความรู้ในด้านเออีซี โดยเฉพาะเรื่อง “รุกและรับอย่างไรใน AEC”

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้สะท้อนในมุมมองว่า เออีซีหมายถึงการเคลื่อนย้ายเสรีใน 5 เรื่องคือ 1.นำเข้าเสรี : นำเข้าส่งออกเสรีเกือบหมด นั้นคือตลาดจะขยายจาก 60 ล้านคนในประเทศไทย เพิ่มเป็น 600 ล้านคนทั่วอาเซียน 2.การเคลื่อนย้ายการลงทุนเสรี : สามารถลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านโดยถือหุ้นได้ร้อยละ 70 3.การเคลื่อนย้ายงานบริการเสรี 4.การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี : ธนาคารสามารถโอนเงินได้ทันที และ5.การเคลื่อนย้ายของแรงงานฝีมือ 8 อาชีพที่ (แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี นักสำรวจและการท่องเที่ยว)

ในฐานะนักวิชาการได้มีการติดตามในเรื่องการเคลื่อนย้ายเสรีทั้ง 5 เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเกษตรได้ เพราะการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยมีการเปิดกว้างมาตั้งแต่แผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 1 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ด้านคือ การขยายพื้นที่ทางการเกษตร, การกระจายชนิดของผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อไปแนวโน้มการขับเคลื่อนของเออีซีจะผลักดันให้เกิดการโตของเมือง ซึ่งจะไม่โตเฉพาะกรุงเทพฯ แต่จะโตขยายไปจนถึงชายแดนด้วย

ด้าน นสพ.ชัย วัชรงค์ นักวิชาการอิสระ แนะว่า อยากเชิญชวนให้มองศักยภาพของสินค้าเกษตรของไทยก่อน เพราะถ้าศักยภาพของไทยสูงจะรุกหรือรับก็ดีหมด แต่ถ้าศักยภาพการเกษตรของไทยต่ำจะรุกก็ลำบาก จะตั้งรับก็มีรูรั่วมาก จะเห็นได้จากประเทศไทยมีประชากร 67 ล้านคน เรามีแรงงานภาคการเกษตรราว 19-20 ล้านคน รองจากอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรกว่า 200 ล้านคน เป็นแรงงานเกษตรประมาณ 47 ล้านคน ส่วนเวียดนามมีแรงงานภาคเกษตรราว 19 ล้านคน แต่ถ้าแยกพื้นที่การเกษตรในอาเซียนทั้งหมดมีกว่า 820 ล้านไร่ ไทยมีพื้นที่การเกษตร 138 ล้านไร่ รองจากประเทศอินโดนีเซียมีพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 360 ล้านไร่ ตามด้วยเมียนมาร์มีพื้นที่การเกษตรเพียง 78 ล้านไร่ ฟิลิปปินส์มีเพียง 78 ล้านไร่ เวียดนาม 68 ล้านไร่ และมาเลเซีย 49 ล้านไร่

กระนั้นเมื่อเทียบรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ภาคการเกษตรของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านกลับพบว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ต่อปี มาเลเซียเป็นอันดับ 1 ทำรายได้ไร่ละ 2.2 หมื่นบาท เวียดนามอันดับ 2 ทำได้ 1.8 หมื่นบาท ตามด้วยฟิลิปปินส์ ทำได้ 1.5 หมื่นบาท อินโดนีเซียทำได้ 1.2 หมื่นบาท ขณะที่ประเทศไทยทำได้เพียง 1.1 หมื่นบาท เมื่อหักต้นทุนแล้วไทยมีกำไรไร่ละ 1,000-2,000 บาท ถือว่ารายน้อยมาก

ฉะนั้นไทยต้องปรับโครงสร้างการผลิตคือการตั้งรับต้องตั้งรับอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าจะรุก ต้องรุกอย่างมียุทธศาสตร์ เพราะตลาดอาเซียนจะรุกแบบหน้ากระดานไม่ได้ แต่ควรรุกแบบมีเป้าหมาย อาทิ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม โดยเฉพาะสินค้าด้านปศุสัตว์ที่ไทยมีประสิทธิภาพการผลิตดีที่สุด

ขณะที่ นายไกรสิน วงศ์สุรไกล กรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า สมาชิกในเออีซีทั้ง 10 ประเทศเป็นทั้งประเทศคู่ค้า และคู่แข่ง ในฐานะผู้ประกอบการไทยต้องยอมรับว่า การหาวัตถุดิบภายในประเทศเป็นเรื่องยาก และมีราคาค่อนข้างแพง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงต้องมอง 2 ด้านคือ ที่ไหนมีวัตถุดิบ และที่ไหนมีตลาด แต่การจะเข้าไปหาวัตถุดิบ หรือตลาดในประเทศสมาชิกอีกทั้ง 9 ประเทศ ต้องมองว่าในประเทศนั้นมีจุดแข็งเรื่องไหน มีเจ้าถิ่นหรือไม่ มีสินค้าแบบเดียวกับเราหรือไม่เปล่า ไทยมีกรอบของเขตการค้าเสรี หรืออาฟต้า กับประเทศไหนบ้าง ที่จะสามารถเข้าไปหาโอกาสทางการค้าและการลงทุนได้

“เราต้องมองว่า เออีซี ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการค้าและบริการจริงขนาดไหน และภาษีที่เปลี่ยนเป็น 0% จริงหรือไม่ เช่น การส่งสินค้าเข้าประเทศมาเลเซีย ด่านศุลกากรทางมาเลเซียเก็บตามอัตราองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เนื่องจากขาดหลักฐาน เพราะความเป็นจริงภาษี 0% ไม่ได้เป็นอัตโนมัติ แต่จะต้องไปดำเนินการขอรับสิทธิที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือใบรับรองแหล่งสินค้าอาเซียน จึงจะได้ 0% จะเห็นได้ว่า “การเข้าสู่เออีซี เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง ซึ่งมีอุปสรรคและปัญหามากมาย เราจึงควรที่จะวิเคราะห์อย่างละเอียดแยกเป็นประเทศอาเซียนที่มีชายแดนติดกัน และมีความใกล้เคียงกันมากกว่า” นายไกรสิน กล่าว

หากจะประเมินข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิจะเห็นได้ว่า การรวมตัวเป็นเออีซี ใครก็ตามที่คิดจะทำการค้าการลงทุนในประเทศกลุ่มเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด หากแต่ต้องเรียนรู้อีกในหลายๆ เรื่องจึงจะทำได้ โดยเฉพาะเรื่องภาษี 0% เป็นต้น
เกษตรทันสมัยมุมมอง “ศุภชัย เจียรวนนท์”

อีกครั้งที่ “ศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ / กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ออกมาแสดงทัศนะในการพัฒนาด้านการเกษตรบนเวทีสัมมนา เรื่อง “การเกษตรทันสมัยเพื่อความยั่งยืนในสังคม เออีซี” ในหัวข้อ “การเกษตรทันสมัย และความรับผิดชอบต่อสังคม” สรุปได้ว่าการเกษตรสมัยใหม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

“คำจำกัดความคำว่า ความยั่งยืน คือการพัฒนาความเป็นอยู่ ระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงชีวิต การพัฒนามิติทางสังคม คุณค่าทางสังคม ความปลอดภัย การอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข และสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง และกระทบด้านการเกษตรมากด้วย ที่เรารู้จักกันดีก็คือภาวะโลกร้อน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับทุกบริษัทในโลก เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะเครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ มีการพัฒนาการเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการปฏิบัติที่ดี แต่ก็ยังมีหลายเรื่องที่เราต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเกษตรของบ้านเราก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของตลาดโลก ที่ต้องการสินค้าที่มีที่มาที่ไป ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ศุภชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการศึกษาพบว่าปัญหาการเหลื่อมล้ำในประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดจากภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรมีรายได้ที่ต่ำ และคิดว่าเป็นแรงงาน ทั้งที่ความจริงคือธุรกิจขนาดเล็กสุด หรือธุรกิจครอบครัว แต่กลับต้องเผชิญกับความเสี่ยงทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม โรคระบาด และสารพัดปัญหา อีกทั้งทุกครั้งที่จะเพาะปลูกก็ต้องลงทุนตั้งแต่การเตรียมแปลง ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องทำทุกๆ ครั้งการของการผลิต คำถามคือ ธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กจะทำอย่างไรกับภาวะที่ผลผลิตล้นตลาด หรือกรณีเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีแล้ว สินค้าเกษตรสามารถถ่ายเทระหว่างประเทศสมาชิกได้ง่าย เกษตรกรรายย่อยจะทำอย่างไร ซึ่งภาวะแบบนี้บริษัทขนาดใหญ่ยังพอที่จะปรับตัวได้

ปัจจุบันภาคการเกษตรกรไทยขาด 3 เรื่อง คือ องค์ความรู้ เทคโนโลยีต่างๆ ขาดการบริหารจัดการและขาดความเข้าใจตลาดรวมถึงและการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ทำให้ประเทศไทยมีกว่า 200 อำเภอที่รายได้ประชากรอยู่ในเกณฑ์ต่ำ หรือมีฐานะยากจน ส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ยังขาดในเรื่องของสิทธิ์ในที่ทำกิน จึงเกิดปัญหาการบุกรุกป่า ถือเป็นปัญหาระดับโลก เพราะความไม่ชัดเจนว่าควรทำกินในพื้นไหน จึงกลายเป็นเรื่องของการต่อรอง ภาครัฐจะเข้าไปใช้กฎหมายก็อาจกลายเป็นรังแกชาวบ้านที่ยากจน ขณะที่ชาวบ้านก็ต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอยากส่งให้ลูกเรียนสูงๆ จึงกู้เงิน กลายเป็นว่าการกู้เงินในภาคเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นจะเห็นว่าปัญหาของเกษตรกรมีหลายมิติ ฟังดูแล้วเหมือนจะหมดความหวัง แต่ความจริงแล้วมีวิธี ซึ่งในต่างประเทศนำมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้จนทำให้ปัญหาลดลงและแม้จำนวนเกษตรกรจะลดลงเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็มีความเข้มแข้งได้ โดยในส่วนของยุโรปซึ่งประเทศไทยใช้เป็นแบบอย่างในการพัฒนานั้น ใช้เรื่องของระบบสหกรณ์มาแก้ไขปัญหา 3 เรื่องหลักของเกษตรกรที่กล่าวมาคือ องค์ความรู้ การบริหารจัดการ และการตลาดเป็นต้น

Leave a comment