ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160322/224535.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559
‘หมอวรงค์’ ถาม คสช.ออกคำสั่งล่าสุดปฏิรูปการศึกษาได้จริงหรือ ชี้แค่ปฏิรูปโครงสร้างผู้บริหาร แนะต้องเปลี่ยนตรงไปที่โรงเรียน ยก 7 ข้อสร้างเด็กไทยมีคุณภาพ
22 มี.ค.59 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีมีคําสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และ คําสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ว่า สิ่งที่จะต้องพิจารณาคำสั่งทั้ง 2 ฉบับ จะนำไปสู่การปฏิรูปเชิงคุณภาพของการศึกษาชาติได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่ปฏิรูปโครงสร้างทางอำนาจของผู้บริหารเท่านั้น โดยเปลี่ยนจากเหล้าที่อยู่ในขวดปัจจุบัน นำไปใส่ขวดเก่าที่เคยมีมาในอดีต โจทย์ใหญ่ทางคุณภาพการศึกษาคือ ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่โรงเรียนนั่นคือ ผอ.โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง หลักสูตร งบประมาณ การบริหาร เพื่อให้เด็กไทยสัมฤทธ์ผลคุณภาพ 7 ด้าน คือ 1.เป็นคนเก่ง ซึ่งเป็นเรื่องทางวิชาการ หลักสูตร ที่เด็กต้องได้รับตามมาตรฐาน 2.เป็นคนดี เป็นเรื่องเชิงคุณธรรม จริยธรรมที่จะต้องกล่อมเกลาตั้งแต่อนุบาลเป็นต้นไป 3.มีวินัย เป็นพื้นฐานของการเคารพกติกา กฏหมายของสังคม 4.มีเหตุมีผล เป็นเรื่องที่ต้องฝึกเด็กให้ใช้เหตุใช้ผล การคิดและวิเคราะห์ เพื่อให้เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ 5.ความสามารถสื่อสารได้สองภาษา 6.ทักษะชีวิต ความสามารถเอาตัวรอดในสังคม นอกตำราเรียน ข้อนี้ทราบว่ากระทรวงศึกษาพยายามทำ และ 7.การใช้เทคโนโลยี ที่เหมาะสมกับวัย
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ถ้าพิจารณาคำสั่ง คสช.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว จะพบว่ายังไม่ได้ตอบโจทย์ ที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่โรงเรียนและห้องเรียน แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้รวมศูนย์การบริหารงานที่แตกกระจายมาอยู่ที่แห่งเดียวภายในจังหวัด ดังนั้นถ้ารับรู้ถึงเป้าหมายเชิงคุณภาพของการศึกษา จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่โรงเรียนและห้องเรียน รัฐบาลและคสช.ต้องไม่หยุดเพียงแค่ 2 คำสั่งนี้ ต้องมีคำสั่งเพิ่มเติมในการเพิ่มอำนาจ การบริหารบุคคลากร เพิ่มเติมงบประมาณตรงสู่โรงเรียน ยกเลิกการประเมินแบบเก่า โดยหันมาประเมินนักเรียนเพื่อให้เป็นผลงานของครูและผอ.โรงเรียน กำหนดเป้าหมายการประเมินแก่ ผอ.โรงเรียน พัฒนาให้โรงเรียนเป็นหัวใจของการศึกษา โดยการสร้างค่านิยมว่า การเป็นผอ.โรงเรียนถือว่าสูงสุด ส่วนระดับจังหวัด ระดับภาคและกระทรวงเน้นที่การเป็นหน่วยงานที่อำนวยความสะดวกแก่โรงเรียน คอยติดตาม สนับสนุน ประเมินผลตามเป้าหมาย เพื่อสร้างเด็กไทยให้ได้คุณภาพ 7 ประการนี้
“ถ้ารัฐบาลและคสช.สามารถดำเนินการต่อ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษา ถือว่าคุ้มค่ามากกับภารกิจเพื่อปฏิรูปการศึกษา แต่ถ้าไม่ทำอะไรต่อ มันก็เป็นเพียงการจัดสรรอำนาจของผู้บริหารเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่โรงเรียนและห้องเรียน ระยะยาวปัญหาเดิมๆก็จะวนกลับมาอีก” นพ.วรงค์ กล่าว
‘อดีต รมว.ศธ.’ วิพากษ์คำสั่ง คสช. ไม่แก้ปัญหาการศึกษาองค์รวม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊คของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เผยแพร่บทความของ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ล่าสุด เรื่องเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการบริหารกระทรวงศึกษาธิการ โดย นายชินวรณ์ ระบุว่าคำสั่งครั้งนี้มีผลสะเทือนต่อการปฏิรูปการศึกษา จึงสมควรได้ร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์ในเบื้องต้นดังนี้
1.)คำสั่งทั้งสองฉบับนี้ยังมองถึงปัญหาการศึกษาของชาติไม่เป็นองค์รวม ปัญหาที่แท้จริง อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการที่ไม่มีเอกภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการในแต่ละยุคสมัยไม่มีความรู้แต่อยากชี้ประกอบกับครูและบุคลากรทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ขาดคุณภาพ การแก้ปัญหาการบริหารกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่เป็นองค์รวม 2.)เมื่อมาดูเหตุผลในการประกาศคำสั่ง 2 ฉบับนี้จะเน้นในเรื่อง ความเรียบร้อย และการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพและความไม่เป็นเอกภาพ ก็ต้องยอมรับว่ามีปัญหาดำรงอยู่จริง แต่ไม่ตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาในทางสากล คือเรื่องคุณภาพการศึกษา เรื่องการมีส่วนร่วม และเรื่องการกระจายอำนาจการบริหารศึกษา ตลอดถึงระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลผู้มีวิชาชีพครู 3.)ถึงแม้ว่าคำสั่งทั้งสองจะเน้นในการบูรณาการภารกิจในเรื่องการศึกษาของประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารงานโดนประชารัฐ แต่เมื่อมาดูรายละเอียด จุดหลักของคำสั่งทั้งสองเน้นที่การบริหารงานบุคคล เอาอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายมาไว้ที่คนคนเดียว และจัดตั้งองค์ใหม่ในระดับภูมิภาค จำนวนสิบแปดภูมิภาคและจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ทั้งที่หน่วยงานเขตพื้นที่ก็ยังคงมีทั้งประถมและมัธยมศึกษา และที่สำคัญคือ หน่วยงานการศึกษาในระดับอาชีวะและระดับมหาวิทยาลัย ไม่ได้เข้ามาร่วมบูรณาการเลย.นายชินวรณ์ได้มีข้อเสนอด้วยว่า
1.)ผมมองในแง่บวกว่านี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากจะปฏิรูปการศึกษาควรจะดำเนินการโดยองค์รวมอย่างจริงจัง กล่าวคือปัญหาการศึกษาของชาติในช่วง10ปีมานี้อยู่ที่ส่วนกลางคือที่กระทรวง หากยังจัดการศึกษาจากข้างบนลงมาข้างล่างหรือพูดได้เต็มปากว่า120ปีที่สู่ความล้มเหลว ปัญหาคุณภาพการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่ขาดคุณภาพมากที่สุดไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ และศักยภาพการแข่งขัน แต่ส่วนใหญ่ฝ่ายการเมืองไม่กล้าแตะ จึงมาแตะและเตะในระดับล่างคือในระดับภูมิภาคเท่านั้น.
2.)การปฏิรูปการเรียนรู้ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพครู หากไม่สามารถสร้างครูดีครูเก่งได้ภายใน10ปี การศึกษาไทยจะล้มเหลวมากกว่านี้ และหากจะปฏิรูปการศึกษา ต้องปฏิรูปครูมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะครูของครู หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ต้องเป็นที่ยอมรับจริง และต้องมีผลงานทางด้านวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง.3.) การลงทุนทางการศึกษาเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ หากจะปฏิรูปการศึกษาจะต้องดำเนินการให้โปร่งใส ให้ถึงตัวผู้เรียนอย่างแท้จริง การระดมทรัพยากรทางการศึกษาจะต้องรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอาชีวศึกษาต้องจัดร่วมกันกับผู้ประกอบการ.“สรุปขอให้กำลังใจกับคณะ คสช. ที่ออกคำสั่งทั้งสองฉบับนี้ และหวังว่าการแก้ปัญหาการบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคควมีเอกภาพ มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ให้เร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาโดยองค์รวมต่อไป เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เป็นไปตามเป้าประสงค์และมีศักยภาพในการแข่งขันกับสังคมโลกในยุคที่4 หรือยุคดิจิทัลในอนาคต อย่าเป็นเพียงที่เพื่อจะหวังให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นฐานทางการเมือง สุดท้ายท่านจะได้ก้อนอิฐมากกว่าเสียงปรบมือนะครับ” นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ
