ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160316/224218.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 16 มีนาคม 2559
เปิดทางนายกฯ‘ไอ้โม่ง-ม้ามืด’ ข้อเสนอที่‘มีชัย’ปฏิเสธไม่ได้? : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
“ระบบเลือกตั้งที่ผ่านมาเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเอาใครเป็นนายกฯ แต่วิธีนี้จะทำให้รู้ก่อนว่าใครจะเป็น เราไม่ได้ตั้งใจจะเปิดช่องให้มีนายกฯ คนนอก แต่ตั้งใจจะให้เห็นก่อนเลือกตั้งว่า ใครมีโอกาสเป็นนายกฯ บ้าง จะได้ไม่มีการงุบงิบ เอาไอ้โม่ง หรือม้ามืด โผล่มาทีหลัง” มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พูดไว้เมื่อ 11 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว เพื่ออธิบายสูตรที่มานายกฯ ของ กรธ. ที่ให้พรรคการเมืองต้องเปิดชื่อผู้ที่จะสนับสนุนเป็นนายกฯ ออกมาก่อน
ทั้งนี้ในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. กำหนดเรื่องที่มานายกฯ ไว้ใน 3 มาตรา คือ
1.มาตรา 83 กำหนดให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อต่อ กกต.ก่อนปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง และ กกต.ต้องประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ
2.มาตรา 153 กำหนดว่านายกฯ ต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ
3.มาตรา 154 บุคคลที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบให้เป็นนายกฯ ต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ โดยต้องลงคะแนนโดยเปิดเผย และได้คะแนนเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของ ส.ส.ที่มีอยู่
ตามร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ไม่ได้บังคับว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ จะต้องเป็น ส.ส. ซึ่ง “มีชัย” อธิบายว่า เพราะในวันที่มีการเสนอชื่อให้ กกต. ไม่รู้ได้ว่าใครจะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างมากก็เป็นเพียงผู้สมัคร ส.ส.
อย่างไรก็ตาม มีการเสนอให้ กรธ.แก้ไขเช่นกันว่า ผู้ที่พรรคเสนอชื่อเป็นนายกฯ จะต้องเป็นสมาชิกพรรค หรือเป็นผู้สมัคร ส.ส.ด้วย
แน่นอนสูตรของ กรธ. ที่พยายามลดข้อครหา “นายกฯ คนนอก” นี้ มีการอธิบายเพื่อปฏิเสธเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ด้วย
แต่ข้อเสนอล่าสุดของ คสช.ที่เสนอต่อ กรธ.เพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล เพื่อ “งดเว้น” การบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อต่อ กกต.ก่อนปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง “ทำลายหลักการ” ที่ กรธ.โดยสิ้นเชิง
เพราะนอกจากจะเป็นการเปิดทางให้ “คนนอก” ที่ไม่ได้เป็น ส.ส.มาเป็นนายกฯ ได้ ยังจะเป็น “คนนอก” ที่ประชาชนไม่สามารถรู้ได้ก่อนว่าจะเป็นใคร หากใช้ศัพท์ที่ “มีชัย” เคยพูดไว้ ก็ต้องบอกว่า เป็นการเปิดช่องทางให้ “ไอ้โม่ง” เข้ามาเป็นนายกฯได้
หาก กรธ.จะยอมแก้ไขเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายเหตุผล
อย่างไรก็ตาม “มีชัย” พูดถึงข้อเสนอดังกล่าวว่า “มันก็มีน้ำหนักอยู่ เพราะว่ามันเป็นหนังสือมาจากคนที่รับผิดชอบบ้านเมือง เราก็ต้องให้น้ำหนัก เพราะขนาดชาวบ้านมีจดหมายมาเพียงฉบับเดียว กรธ.ก็ให้น้ำหนักได้ ดังนั้นก็ต้องให้น้ำหนัก”
ขณะที่หลังจากประชุม ครม.เมื่อวาน พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญของ คสช.ที่ส่งให้ กรธ.ว่า “กรธ.คิดเป็น รู้ว่าควรทำอย่างไร”
มีการตั้งคำถามว่า เหตุใดการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงไม่เสนอในนาม ครม.เหมือนครั้งก่อน ที่ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกฯ รักษาราชการแทนนายกฯ เป็นผู้ลงนาม แต่เป็นการเสนอในนาม คสช. และผู้ลงชื่อเป็นเลขาธิการ คสช. คือ “พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.” ไม่ใช่หัวหน้า คสช. หรือ รองหน้า คสช. อย่าง พล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ กรธ.แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องที่มา ส.ว. ที่ พล.อ.ประวิตรพูดชัดเจนเป็นคนแรกมาว่า ต้องการให้มาจากการสรรหาทั้งหมด
มีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ข้อเสนอเรื่องที่มานายกฯ นี้ น่าจะเป็น “เกมต่อรอง” กับเรื่องอำนาจของ ส.ว. ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่า ฝ่าย คสช.ต้องการให้ ส.ว.สรรหามาร่วมเลือกนายกฯ ด้วย แต่ภายหลังมีการออกมาปฏิเสธ โดยนายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พูดชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกฯ ด้วย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า เรื่อง ส.ว.สรรหาร่วมเลือกนายกฯ กับข้อเสนอให้งดเว้นข้อบังคับเรื่องที่มานายกฯ นั้น เป็น “คนละเรื่องเดียวกัน”
นอกจากเรื่องที่มานายกฯ แล้ว ข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. ยังมีอีก 2 ประเด็น คือ “ที่มา ส.ว.” ซึ่งเป็นไปตามข่าวก่อนหน้านี้ คือ กำหนดให้ ส.ว.ชุดแรกมาจากการสรรหา คัดสรร หรือแต่งตั้ง โดยกรรมการที่อิสระและเป็นกลาง ครึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.คือ 250 คน (ส.ส.มี 500 คน) ให้มีวาระ 5 ปี ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ และกำหนดไว้ด้วยว่า ให้ ปลัดกระทรวงกลาโหม, ผบ.ทสส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร., ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร.เป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง
อีกประเด็นคือ “ที่มา ส.ส.” จากที่ร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว คสช.ได้เสนอให้ใช้บัตร 2 ใบ เพื่อเลือก ส.ส.เขต 350 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน โดยกำหนดให้เป็นเขตเลือกตั้งใหญ่ คือ เขตละไม่เกิน 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกได้เพียงคนเดียว แล้วเรียงลำดับจากผู้ได้รับคะแนนสูงสุดลงไปจนครบตามจำนวน ส.ส.ที่ต้องการ
สำหรับเหตุผลในการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ประเด็นนี้ ตอนหนึ่งในจดหมายของ คสช.ที่ส่งถึงประธาน กรธ. ระบุว่า “ที่ประชุม (แม่น้ำ 4 สาย) ห่วงใยว่า ห้วงเวลาหลังการเลือกตั้ง…สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลดำเนินการไว้ซึ่งย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อบุคคลบางหมู่เหล่าเป็นธรรมดาและกำลังฟื้นฟูให้เข้ารูปเข้ารอย อาจถูกล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงจนขาดความต่อเนื่อง โดยอาศัยวิธีและกลไกประชาธิปไตยว่ามาจากการเลือกตั้งเป็นข้ออ้าง จึงใช้เสียงข้างมากในรัฐสภามุ่งเอาชนะคะคาน จนเกิดความขัดแย้งรุนแรง จนเข้าวงจรเดิม…ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คสช.”
เนื้อหา 6 หน้าในจดหมายฉบับนี้ของ คสช.ย้ำคำว่า “เจตนารมณ์ของ คสช.” อยู่ 2 จุด คือ ในบทเกริ่นถึงเหตุผลในการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ และบทสรุป คือ “เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ในการยึดอำนาจของ คสช.” ซึ่งน่าจะแปลความได้ว่า “เพื่อไม่ให้เสียของ”
เส้นทางของร่างรัฐธรรมนูญจากนี้ไปคือ การทำประชามติ ที่ล่าสุด ครม.เสนอให้เป็นวันที่ 7 สิงหาคม ขยับไปจากเดิมที่ กกต.กำหนดไว้วันที่ 31 กรกฎาคม
ถ้ามีการทำประชามติ คสช.คงต้องการให้ผ่าน ซึ่งความเคลื่อนไหวของ คสช.น่าจะเป็นคำตอบได้ดี ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเรื่องเสียงในการผ่านประชามติ การส่งนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) และเครือข่ายของรัฐบาลลงพื้นที่ แม้กระทั่งเรื่องปราบมาเฟียก็ถูกมองว่าคือกลไกหนึ่ง
มีการวิเคราะห์กันว่า หากมีการทำประชามติจริง กระแสรณรงค์ให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คงไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่คงอยู่ที่ว่า ประชาชนจะเลือกอะไร ระหว่าง “ทหาร กับ นักการเมือง” หรือ “การปฏิรูปประเทศ กับ ระบบการเมืองแบบเก่าๆ” หรือกระทั่ง ระหว่าง “ประยุทธ์ กับ ทักษิณ”
“ไม่กลัว ถ้าไม่ดีก็ร่างใหม่ เพราะผมมีอำนาจ” คำตอบของนายกฯประยุทธ์ หลังนักข่าวถามว่า กังวลไหมว่าข้อเสนอของ คสช.จะฉุดร่างรัฐธรรมนูญทั้งร่าง
คำพูดของ “ประยุทธ์” น่าจะเป็นคำตอบได้ดีว่า “มีชัย” จะสามารถปฏิเสธข้อเสนอ คสช.ได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ที่มา ส.ว. ที่มา ส.ส. หรือ ที่มานายกฯ ที่เปิดให้ “ไอ้โม่ง” เข้ามาเป็นได้
