‘ทักษิณ’สวนกลับฉะธีรยุทธวิจารณ์เลือกข้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/246765

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มี.ค. 2555 09:00

 

กลับไม่ยอมพูดถึงรัฐประหาร-รธน.50‘พนิตา’ขู่ฟ้อง‘สันติ’

“ทักษิณ” ฉะกลับ “ธีรยุทธ” ใช้อคติวิเคราะห์การเมือง วิจารณ์แบบเลือกข้าง ละเลยไม่พูดถึงการยึดอำนาจและความอยุติธรรมของรัฐธรรมนูญ 50 พร้อมโต้คำเปรียบเปรยผู้นำทางการตลาดมากกว่าผู้นำประชาธิปไตย ยันนโยบายประชานิยมเจ๋งต่างชาติยกย่อง ปฏิเสธคำเชิญชวนกลับเมืองไทยมารับโทษเพื่อรักษาระบบ กองทัพบกวอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยันไม่มีการปฏิวัติ “พนิตา” ประกาศฟ้องคดีอาญา “สันติ” ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ส่งต่อหนังสือชี้แจงการใช้งบประมาณไปให้ สตง. “ธงทอง” นัดประชุมกรรมการสอบวินัยอดีตปลัด พม.นัดแรกวันที่ 27 มี.ค. “นายกฯยิ่งลักษณ์” ลงพื้นที่ภาคใต้เตรียมพร้อมประชุม ครม.สัญจรที่ภูเก็ต ไม่เจอม็อบป่วนก่อกวน

หลังจากที่นายธีรยุทธ บุญมี ผอ.สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ การเมืองว่า ในระยะเวลาอันใกล้นี้ยังไม่เห็นทางออกของความปรองดอง หนำซ้ำหากมีการนิรโทษกรรมโละคดีของ คตส. อาจทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมารับโทษ เพื่อรักษาระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

กองทัพบกยันไม่มีปฏิวัติ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 มี.ค. ที่กองบัญชาการ กองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบกกล่าวถึงกรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี ผอ.สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย แสดงความเป็นห่วงว่า หากมีการนิรโทษกรรมโละคดีของ คตส. อาจนำ ไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง ว่า กรณีของนาย ธีรยุทธเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวผสมผสานทางนักวิชาการ ซึ่งไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวล หรือตื่นตระหนก เพราะขณะนี้กองทัพบกมีบรรยากาศในการทำงานอยู่ 2 เรื่องหลัก คือ การช่วยเหลือประชาชนทั้งการขุดลอกคูคลอง การดูแลปัญหาหมอกควันไฟป่า และภัยแล้ง รวมถึงการป้องกันประเทศ ภาระของกองทัพบกค่อนข้างตึงมือ แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดอย่างไรกับกระแสข่าว การปฏิวัติ พ.อ.วินธัยตอบว่า เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้ออกจากหน่วยงานใดๆของกองทัพบก อยากให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังและไม่ต้องตื่นตระหนก ข่าวทำนองนี้จะเห็นอยู่หลายครั้ง อยากให้พินิจพิเคราะห์ได้ ขอให้ดูภารกิจและผลงานของกองทัพบกดีกว่า

วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก

“ขณะนี้ไม่มีปัจจัยใดที่จะนำไปสู่การปฏิวัติโดยเฉพาะเรื่องการล้มคดี คตส. เพราะงานของกองทัพบกไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไปถึงตรงนั้น เราทำงานที่ รับผิดชอบในภารกิจหลักๆ ดังนั้น สรุปได้ว่ากองทัพบกไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกกับข่าวดังกล่าว และในการสรุปข่าวประจำวันของกองทัพบกในช่วงเช้าวันนี้ ที่มี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง ผบ.ทบ. เป็น ประธาน ก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องการปฏิวัติแต่อย่างใด” พ.อ.วินธัยกล่าว“ยงยุทธ” มั่นใจ “ประยุทธ์” ไม่ปฏิวัตินายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี วิเคราะห์ว่ามีโอกาสที่จะมีการปฏิวัติอีกครั้งว่า ไม่เชื่อ ทหารยุคปัจจุบันนี้เป็นทหารประชาธิปไตยด้วยกันทั้งนั้น จากการที่ได้เดินทางไปราชการกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. บ่อยๆ ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยมีความคิดเรื่องพวกนี้อยู่ในสมอง คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบ ให้เกิดความปรองดอง และเดินไปข้างหน้า การรัฐประหารไม่ได้เป็นที่ยอมรับของสากล มันไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ไม่ใช่เรื่องที่ดี

ชี้ “ทักษิณ” มีบารมีเพราะประชาชนรัก

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรที่นายธีรยุทธระบุ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีบารมี นายยุงยุทธกล่าวว่า ต้องดูว่าบารมีเกิดขึ้นได้เพราะอะไร ตนยอมรับว่าหากเอาความรักของประชาชนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเรียกว่าเป็นบารมีก็แล้วแต่จะเรียก คนไทยรัก พ.ต.ท.ทักษิณมากเพราะเคยแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะคนยากจน ปัญหา ทุกด้านที่แก้มาก็เห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้ เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับเมืองไทยเพื่อเป็นผู้ที่เปลี่ยน แปลงประเทศได้อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ นายยงยุทธกล่าว ว่า ประเทศไทยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เพียงแต่ ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยเต็มที่ ต้องเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งไม่ใช่การเปลี่ยน แปลงระบบของประเทศ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงใน รายละเอียดเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และแม้ พ.ต.ท. ทักษิณอยู่ต่างประเทศก็เป็นที่ปรึกษาของหัวหน้าพรรค เพื่อไทย ให้คำปรึกษาในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เมื่อถามว่า ดูเหมือนนายธีรยุทธวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทยหนักที่สุด นายยงยุทธกล่าวว่า ก็แล้วแต่ เป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตนในนามหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เดือดร้อนอะไร ไม่ได้กังวลอะไร

“ทักษิณ” ฉะ “ธีรยุทธ” อคติ

เวลา 13.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  อ่านแถลงการณ์เรื่องกรณีนายธีรยุทธ บุญมี  ผอ.สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์การเมืองไทยแนวโน้มของวิกฤติปัจจุบันว่า  การที่นายธีรยุทธแถลงข่าวและวิเคราะห์ครั้งนี้  พ.ต.ท.ทักษิณมองว่าไม่อยู่เหนือความคาดหมาย  เป็นไปตามเทศกาล  คิดอยู่แล้วว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล  นายธีรยุทธจะใส่เสื้อกั๊กออกมาวิเคราะห์การเมืองไทยแน่นอน  หลังจากที่หายไปช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แม้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เห็นด้วยในบางประเด็น  แต่เคารพสิทธิและเสรีภาพทางวิชาการ เนื้อหาการวิเคราะห์การเมืองไทยโดยทั่วไปถือว่าสะท้อนปัญหาและเสนอทางออกการเมืองไทยได้ระดับหนึ่ง  แต่ยังละเลยและละเว้นที่จะพูดถึงปัญหาสำคัญของประเทศอย่างถึงแก่น  มีอคติและความไม่เข้าใจต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณหลายประเด็น โดยจงใจที่จะละเลยไม่พูดถึงการยึดอำนาจเมื่อวันที่  19  ก.ย.49 จากรัฐบาลที่มาจากประชาชน 19 ล้านเสียง เป็นการทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยและส่งเสริมวัฒนธรรมอำนาจนิยมว่าอำนาจคือความถูกต้อง  เป็นสาเหตุหลักที่สร้างความแตกแยกของคนในชาติ  ทำลายความฝันและความหวังของคนไทยที่จะได้รับจากนโยบายของรัฐบาลที่ประชาชนเลือก

ข้องใจไม่วิจารณ์ผลพวง รธน.50

นายนพดลกล่าวว่า  นอกจากนี้  นายธีรยุทธไม่ได้พูดถึงการทำลายหลักนิติธรรมที่ตั้งผู้เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองมาตรวจสอบทรัพย์สินของ  พ.ต.ท.ทักษิณในรูปแบบ คตส. และไม่พูดถึงการใช้กฎหมายย้อนหลังยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค  ไม่พูดถึงความอยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญ 50 สร้างขึ้น ที่สำคัญคือละเลยไม่พูดถึงการแทรกแซงกระบวนการตัดสินของฝ่ายตุลาการในบางกรณี  จนทำให้คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมมี  2 มาตรฐาน  ส่วนการกล่าวหาว่าการขยายตัวของขั้วทักษิณรากหญ้ามีโอกาสทำให้เกิดการแตกร้าวระดับโครงสร้างและสถาบันมากขึ้นนั้น ตนไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีนโยบายเร่งด่วนสร้างความปรองดองของคนในชาติ สร้างความเท่าเทียมกันและสร้างประชาธิปไตยโดยผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ชูนโยบายประชานิยมเจ๋ง
นายนพดลกล่าวว่า ส่วนกรณีที่เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขความไม่ถูกต้อง อยากให้นายธีรยุทธเรียกร้องให้นักการเมืองฝ่ายค้าน  รวมถึงแนวร่วมและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆดำเนินการทางการเมืองอย่างมีวุฒิภาวะและสร้างสรรค์ด้วย  นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปที่ว่านโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยจะล้มเหลวในท้ายที่สุด คำว่าประชานิยมมิได้เป็นสิ่งเลวและมิได้หมายความว่านโยบายทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นประชานิยม นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล การให้ทุนนักเรียนไปเรียนต่อต่างประเทศ โครงการโอทอป เป็นนโยบายที่ยั่งยืนที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน แม้กระทั่งองค์การอนามัยโลกยังยกย่องโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่จะใช้เป็นโมเดลที่ใช้ไปทั่วโลก การพูดแบบเหมารวมว่านโยบายประชานิยมเป็นสิ่งเลวร้ายไปทั้งหมดเป็นการสรุปที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เต็มไปด้วยหมอกควันทางวิชาการ

โต้ข้อหาเป็นแค่ผู้นำการตลาด

นายนพดลกล่าวว่า  ส่วนกรณีที่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เชื่อมั่นการสร้างประชาธิปไตยรากหญ้าจริงๆ  จะเห็นได้จากการอ้างว่าเวลาปราศรัยกับชาวบ้านไม่ได้เห็นโครงสร้างแบบยั่งยืน และสรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีลักษณะการเป็นผู้นำทางการตลาดมากกว่าผู้นำประชาธิปไตยนั้น  ถ้าประชาธิปไตยคือการปกครองที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดและตัดสินความเป็นไปของบ้านเมือง  การผ่านการตัดสินของประชาชนและชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นถึง 3 ครั้ง ยังไม่เพียงพออีกหรือที่จะเรียกว่าเป็นผู้นำทางประชาธิปไตย  นายธีรยุทธมีสิทธิที่จะเชื่อตามที่ตัวเองอยากจะเชื่อ  ตนไม่ขอลบหลู่ แต่ประชาชน 10 กว่าล้านคนไม่เชื่อนายธีรยุทธ

ฟุ้งผลงานวางรากฐานให้ประเทศ

นายนพดลกล่าวว่า  กรณีที่มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณมุ่งหวังให้รากหญ้าเป็นลูกค้าซื้อสินค้าของตนเป็นประจำสม่ำเสมอ มากกว่าจะใช้รากหญ้าเป็นรากฐานมั่นคงของระบบเศรษฐกิจการเมืองไทย เท่ากับประเทศ ไทยแตกแยก ด่าทอกันเอง ใช้ความรุนแรงต่อกันเพียงเพื่อแก้ปัญหาการซุกหุ้น หนีภาษี ความไม่รู้จักอิ่มในทรัพย์สินอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น ประเด็นนี้ข้อสรุปสวนทางกับความจริง 180 องศา เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยมองรากหญ้าเป็นลูกค้าที่มาซื้อสินค้า แต่มองว่าประชาชนเพื่อนร่วมชาติควรจะได้รับโอกาสจากการบริหารจัดการทางการ เมืองที่มีประสิทธิภาพ มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมที่เรียกว่าประชาธิปไตยที่กินได้ น่าเสียดายที่นายธีรยุทธไม่ได้เก็บข้อมูลนโยบายและความสำเร็จของ พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นมรดกทางการเมืองเช่นที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะมองมุมใดก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นนโยบายที่ฉาบฉวย แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศ

แขวะขาประจำเสื้อกั๊กโลกทัศน์แคบ

“การสรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้รากหญ้าเพื่อแก้ปัญหาการซุกหุ้น หนีภาษี ความไม่รู้จักอิ่มในทรัพย์สินและอำนาจ เป็นข้อสรุปที่ถือไม่ได้ว่าเป็นงานทางวิชาการ แต่เป็นการรำพึงรำพันทางวิชาการที่สะท้อนความรู้สึกและอคติของนายธีรยุทธ ทำให้เห็นว่ายังไม่หลุดพ้นจากกรอบความคิดของคนบางกลุ่มในสังคมไทย ที่ปฏิเสธการรับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม แต่ใช้อคตินำทางสู่ข้อสรุป ข้อสรุปของนายธีรยุทธหมิ่นเหม่และเข้าข่ายการใส่ร้ายป้ายสี เป็นการหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณที่นักวิชาการที่มีมาตรฐานไม่พึงกระทำ อาจทำให้นายธีรยุทธถูกมองว่าเป็นขาประจำที่มาตามนัดเพื่อฟัด พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น”  นายนพดลกล่าวและว่า  ถ้านายธีรยุทธสนใจการเมืองก็มาติดต่อพรรคเพื่อไทย เรายังมีที่เสมอสำหรับผู้ที่มีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ แต่อาจต้องปรับวิธีคิดเล็กน้อย พรรคเป็นสถาบันการเมือง ต้อนรับทุกคน อยากให้มาดูในสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำ เสนอนโยบายให้ประชาชนตัดสิน มากกว่าที่จะนั่งหาความรู้ในห้องสมุดที่เต็มไปด้วยตำราที่ไม่มีชีวิต จะทำให้โลกทัศน์ของนายธีรยุทธกว้างขวางขึ้น

เมินคำชวนกลับไทยมารับโทษ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการฟ้องร้องหรือไม่ นายนพดลตอบว่า  การเสนอประเด็นทางวิชาการไม่ควรเต็มไปด้วยอคติ ใส่ร้าย อย่างประเด็นที่บอกว่ายังไม่อิ่มในอำนาจ ซุกหุ้น หนีภาษี อาจเข้าข่ายประเด็นหมิ่นประมาทได้  แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ติดใจหรือต้องการฟ้องร้อง เพราะไม่อยากค้าความ  เมื่อถามว่าข้อเสนอนายธีรยุทธอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาต่อสู้คดี ก่อนจะขับเคลื่อนไปสู่ประเด็นนิรโทษกรรม นายนพดลตอบว่า  คดี พ.ต.ท.ทักษิณเริ่มต้นหลังยึดอำนาจ โดยตั้ง คตส.ประกอบด้วยคนที่เป็นปฏิปักษ์มาตัดสินคดี มันขัดกับหลักนิติธรรม เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย นายธีรยุทธควรเอาเวลาไปอ่านข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าด้วย ไม่รู้สิ่งที่นายธีรยุทธเขียนบนพื้นฐานอะไร ทำวิจัยสอบถามคนที่เกี่ยวข้องหรือไม่  ดูแล้วไม่มีพื้นฐานทางวิชาการสนับสนุนเท่าที่ควร ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปประเทศกัมพูชา นายนพดลกล่าวว่า  พ.ต.ท.ทักษิณใช้เวลาอยู่เพียงวันเดียว และเดินทางออกไปแล้ว ส่วนที่จะมาประเทศลาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น ยังไม่เคยได้ยินข่าว ทราบข่าวจากนายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย และนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำเสื้อแดง ออกมาให้ข่าวเท่านั้น ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณไปประเทศลาว คนอาจจะเดินทางไปหามาก เรื่องความปลอดภัยก็ต้องคำนึงถึงด้วย

“ยงยุทธ” โบ้ยคู่ขัดแย้งคุยกันเอง

สำหรับความขัดแย้งระหว่างนายประวัฒน์ อุตตะโมต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จากกรณีการสั่งย้ายนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา พี่สาวนายประวัฒน์ ออกจากปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำนั้น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของบุคคล ไม่ใช่เรื่องขององค์กร เรื่องบุคคลต้องแก้กันเอง ผู้สื่อข่าวถามว่าเห็นว่าจะมีการให้ผู้ใหญ่ไปเคลียร์ ขณะนี้มีการเคลียร์กันหรือยัง นายยงยุทธตอบว่า ยังไม่ได้คุยอะไรกัน เพราะเป็นเรื่องของบุคคลที่ต้องเคลียร์กันเอง ระบบก็ทำงานของระบบไป เมื่อถามว่ามีการอ้างถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่อ้างว่าให้สู้เพื่อพี่ นายยงยุทธกล่าวว่า “ไม่จริงหรอกครับ ผมปฏิเสธได้ว่าท่านทักษิณไม่ได้มาพูดในเรื่องตรงนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ และไม่ใช่เรื่องของคนภายนอก ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อพรรค”

“ธงทอง” นัดประชุม ก.ก.สอบ “พนิตา”

นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา กรณีถูกกล่าวหาเบิกจ่ายเงินบริจาคไปใช้ในการเดินทางไปต่างประเทศของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เปิดเผยว่า เพิ่งได้รับคำสั่งจากกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงได้นัดประชุมคณะกรรมการสอบวินัยในวันที่ 27 มี.ค. เวลา 09.00 น. เพื่อขอดูเอกสาร รวมทั้งเรื่องราวต้นเรื่อง และกำหนดแนวทางการทำงานต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่าได้แจ้งหนังสือคำสั่งสอบสวนไปยังนางพนิตาแล้วหรือไม่ นายธงทองตอบว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมฯเป็นฝ่ายแจ้ง ตนไม่ได้แจ้ง เมื่อถามว่าต้องเร่งการสอบสวนหรือไม่ เนื่องจากนางพนิตาเรียกร้องให้ ครม.พิจารณาถอนมติภายใน 7 วัน นายธงทองกล่าวว่า “ผมไม่ได้รับคำสั่งให้เร่งจากใคร”

“พนิตา” ประกาศฟ้องอาญา “สันติ”

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 20 มี.ค. เวลา 09.00 น. ตนพร้อมด้วยนายประวัฒน์ อุตตะโมต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รวมทั้งทนายความ จะเดินทางไปศาลอาญาเพื่อยื่นฟ้องนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.การพัฒนาสังคมฯ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากการที่ตนชี้แจงข้อมูลถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรณีที่ทวงถามถึงการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณผิดประเภทไปในการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งได้ส่งหนังสือชี้แจงผ่านไปยังนายสันติถึง 2 ครั้งแล้ว มีเอกสารหลักฐานลงบันทึกวัน เวลา เลขที่หนังสือชัดเจน แต่นายสันติกลับระบุว่าไม่ได้รับหนังสือดังกล่าว ส่วนการประชุม ครม.วันที่ 20 มี.ค. จะมีการทบทวนมติโยกย้ายหรือไม่นั้น ไม่กังวล หากไม่มีการทบทวนก็จะเดินทางไปยื่นฟ้องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) รวมทั้งยังมีอีกหลายเรื่องที่จะฟ้องดำเนินคดีกับนายสันติแน่นอน

นศ.รามฯวางพวงหรีดให้ “สันติ”

เวลา 13.00 น. ที่สถานสงเคราะห์เด็กหญิง บ้านราชวิถี มีนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกว่า 20 คน ในนามเครือข่ายรักราม นำโดยนายเดชาธร สงศรี ประธานกลุ่มเครือข่ายรักราม นำพวงหรีดเขียนข้อความว่า แด่นายสันติ พร้อมพัฒน์ และแด่วุฒิการศึกษาปลอม มาวางไว้หน้าอาคาร 60 ปี อาคารที่ทำงานของนายสันติ พร้อมชูป้ายระบุ “สอบเองตกบ่อย แต่ก็ยังเรียนต่อ ไม่จบ ป.ตรีก็เป็นรัฐมนตรีได้” โดยนายเดชาธรกล่าวว่า เครือข่ายได้ยื่นแถลงการณ์ต่อประธานวุฒิสภา และพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ตรวจสอบว่านายสันติสำเร็จการศึกษาระดับ ม.ปลายจริงหรือไม่ มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ และขอให้ตรวจสอบคุณธรรมและจริยธรรมของนายสันติว่ามีเพียงพอที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ นอกจากนี้ จะรวบรวมรายชื่อศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน รวมทั้งชาวรามฯให้ได้ 20,000 รายชื่อเพื่อยื่นถอดถอนนายสันติออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ได้มาโดยไม่สง่างาม

“ประวัฒน์” ลุยหาช่องคุยนายกฯ

ค่ำวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากคนใกล้ชิดนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ว่า นางพนิตาจะเลื่อนเดินทางไปยื่นฟ้องศาลอาญา จากเดิมที่คาดว่าจะไปยื่นฟ้องในวันที่ 20 มี.ค. เวลา 09.00 น. เนื่องจากอยู่ระหว่าง การเตรียมเอกสารหลักฐาน ส่วนจะสามารถไปยื่นฟ้องได้เมื่อไหร่ ต้องรอหารือกับฝ่ายกฎหมายก่อน แต่ยืนยันว่านางพนิตายื่นฟ้องแน่ นายประวัฒน์ อุตตะโมต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย น้องชายนางพนิตา ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 20 มี.ค. จะพยายามหาโอกาสพูดคุยกับ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประชุมใหญ่ สามัญของพรรคเพื่อไทยให้ได้ นอกจากนี้ จะขอให้ รมว.การพัฒนาสังคมฯ มาชี้แจงต่อที่ประชุมพรรคด้วย เพราะ ส.ส.หลายคนเวลานี้อยากรู้ถึงต้นสายปลายเหตุของการกระทำของนายสันติ เชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ แค่นี้แน่นอน

“สนธิ” โยนสภาฯชี้ขาดวิธีปรองดอง

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันที่ 20 มี.ค. จะส่งข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า พร้อมทั้งแนบข้อสังเกตของกรรมาธิการฯแต่ละคนในการตอบแบบสอบถามไปยังสภาผู้แทน– ราษฎรเพื่อพิจารณาเลือกแนวทางการสร้างความปรองดอง ซึ่งกรรมาธิการฯคงไม่สามารถลงมติเพื่อเลือกแนวทางปรองดองเองได้ ต้องให้สภาฯเป็นผู้พิจารณา
“ขุนค้อน” ยื้อสอบจริยธรรม “เฉลิม”นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการจริยธรรมนัดแรกว่า  การประชุมครั้งนี้ยังไม่มีการพิจารณาข้อร้องเรียนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมระหว่างการประชุมสภาฯ เป็นเพียงการวางกรอบการทำงาน ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากรัฐธรรมนูญระบุว่าสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนตรวจสอบจริยธรรมได้ 2 ทางได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเห็นว่าอาจมีการร้องเรียนเข้ามาซ้ำซ้อน จึงอยากเชิญผู้ตรวจการแผ่นดินมาเข้าร่วมประชุมครั้งหน้า เพื่อร่วมกันกำหนดกรอบให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่จะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ตรวจการแผ่นดิน นอกจากนี้คณะกรรมการฯมีความเห็นร่วมกันให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกหนึ่งชุด  มีหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆเพื่อนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการฯชุดใหญ่

วิปรัฐชงขึ้นเงินเดือนองค์กรอิสระ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยภายหลังประชุมวิปรัฐบาลว่า ได้หารือถึงร่าง พ.ร.บ.หลายฉบับที่จะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวันที่ 21-22 มี.ค. โดยจะมีร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าข้ามชายแดน ร่าง พ.ร.บ.การขึ้นเงินเดือนให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ  เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ  ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น เพราะองค์กรอิสระเสนอขึ้นเงินเดือนเองไม่ได้ และเป็นการปรับฐานการขึ้นเงินเดือนตามอัตราส่วนที่กำหนดไว้หลังจากไม่ได้ปรับขึ้นมาหลายปีแล้ว  ซึ่งองค์กรอิสระเคยยื่นเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วแต่ไม่มีการพิจารณา หากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาจะทำให้อดีตผู้ที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้รับการชดเชยการปรับขึ้นเงินเดือนแบบย้อนหลังด้วย

“บุญจง” ลุ้นศาลชี้ชะตาใบแดง

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งนัดฟังคำตัดสินคดีที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการเป็น ส.ส.และตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี (ใบแดง)  จากกรณีให้พัฒนาการ  จ.นครราชสีมานำชาวบ้าน 300 คน ไปพักรีสอร์ตที่ จ.ระยอง และมีการแจกสิ่งของในช่วงเลือกตั้งซ่อมว่า ศาลนัดฟังคำตัดสินเวลา 15.00 น. วันที่ 20 มี.ค. ตนจะเดินทางไปฟังคำตัดสินด้วยตัวเอง  ส่วนที่พรรคมีประชุมในช่วงบ่าย หากใครว่างคงจะมาร่วมรับฟังคำตัดสินด้วย ส่วนตัวเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงที่ส่งให้ศาล ที่ผ่านมา กกต.จังหวัดยกคำร้องแล้ว เนื่องจากมีการร้องก่อนที่พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งจะบังคับใช้ และงานจัดเลี้ยงนั้นตนไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่คำตัดสินจะออกมาอย่างไรก็อยู่ที่ศาล  ความตื่นเต้นก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา  ผลที่จะออกมามีแค่ลบหรือบวกเท่านั้น ในส่วนพรรคไม่ได้มีการเตรียมการอะไร  ส่วนนายเนวิน  ชิดชอบ แกนนำพรรค ให้กำลังใจมาโดยตลอด เพราะผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนแล้ว ไม่มีอะไรต้องวิตกกังวล ถูกกล่าวหาก็ต้องพิสูจน์กันไป

ปชป.เตรียมประกาศเจตนารมณ์

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค จากนั้นนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ที่ประชุมหารือกำหนดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีระหว่างวันที่ 29-30 มี.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ และวันที่ 31 มี.ค.นายอภิสิทธิ์จะประกาศเจตนารมณ์ของพรรค ที่อิมแพค เมืองทองธานี ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 เพื่อถ่ายทอดสดคำประกาศเจตนารมณ์ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนหากจะเลือกให้เรากลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง การแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวจะยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นการกำหนดทิศทางบทบาท และจุดยืนของพรรคต่อสถานการณ์ประเทศ ทั้งเรื่องสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ส่ง “เกียรติศักดิ์” ลงชิง ส.ส.ปทุมธานี

นายชวนนท์กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคได้อนุมัติให้ส่งนายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปทุมธานี เขต 6 โดยพรรคจะทุ่มเทให้เต็มที่เพื่อให้เห็นว่าแม้เป็นพื้นที่เสื้อแดง แต่คนเสื้อแดงไม่ได้คิดอย่างนั้น นอกจากนี้ที่ประชุมได้ประเมินผลการเลือกตั้งนายก อบจ.กาญจนบุรี ที่นายรังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ ชนะ พล.ท.มะโพธิ์งาม ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นการชนะมากพอสมควร เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรับไม่ได้กับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

เปิดเฟซบุ๊ก–ตั้งศูนย์ปราบของแพง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ราคาของแพงทั้งแผ่นดิน ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน รัฐบาลไม่มีท่าทีมาดูแลแก้ไข กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้หารือเพื่อกำหนดบทบาทของพรรคในการดูแลประชาชน พร้อมกับตัดสินใจตั้งศูนย์ปราบของแพง (ศปพ.) ขึ้น โดยติดตามราคาสินค้าทุกอย่างอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ได้เปิดเฟซบุ๊กใช้ชื่อ “แพงทั้งแผ่นดิน” เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนแจ้งมาว่าพื้นที่ใดมีราคาสินค้าแพงหรือไม่เพียงพอ รวมทั้งเป็นช่องทางรายงานสินค้าเกษตรตกต่ำด้วย หรือแจ้งข้อมูลทางโทรสาร 0-2357-1156 ข้อมูลทั้งหมดจะทำเป็นข้อเสนอส่งให้รัฐบาลเป็นระยะด้วย

จี้ปราบเว็บนอกหมิ่นสถาบัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวุฒิสภาวันเดียวกัน มีการพิจารณากระทู้ถามสดเรื่องการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ในต่างประเทศ โดยนายประสงค์ นุรักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า มีคนไทยในต่างประเทศดำเนินการต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตที่เป็นการทำลายสถาบันและองค์พระมหากษัตริย์ ทั้งที่เป็นคนไทยแท้ๆแต่ไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ บางกลุ่มให้ร้ายรุนแรงทั้งการเขียน การเจรจาสื่อสาร และใช้ภาพจาบจ้วง รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อบุคคลดังกล่าว และให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่ไทยในต่างประเทศอย่างไร มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ต่างชาติและคนไทยในต่างประเทศหรือไม่ ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่า รัฐบาลยึดมั่นตามนโยบายที่แถลงไว้ โดยเฉพาะการดำเนินการเพื่อเทิดทูนและพิทักษ์รักษาพระเกียรติของพระมหากษัตริย์และสถาบัน กระทรวงการต่างประเทศได้ติดตาม ชี้แจง ตอบโต้การกระทำ หรือรายงานข่าวในต่างประเทศที่คลาดเคลื่อนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือสร้างความเสียหายต่อสถาบัน หากปรากฏมีบุคคลชาวไทยในต่างประเทศมีพฤติกรรมเข้าข่ายหมิ่นหรือจาบจ้วง สถานเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวร หรือสถานกงสุลใหญ่ จะตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานให้กระทรวงการต่างประเทศทราบ ส่วนการให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่รัฐในต่างประเทศ เราใช้แนวทางน้ำดีไล่น้ำเสีย โดยประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานเผยแพร่ข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับสถาบัน

“ธงทอง” ถกอนุกรรมการเยียวยาม็อบ

นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรม– การด้านการเยียวยาทางแพ่งและการฟื้นฟูด้วยวิธีการอื่นว่า ได้พิจารณาความคืบหน้าการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปลายปี 2548-2553 โดยมีผู้ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่8-16 มี.ค.รวมจำนวน 2,129 ราย กรณีผู้เสียชีวิตนั้นครอบครัวที่ยื่นลงทะเบียนขอรับค่าเยียวยาอาจจะมีเด็กอยู่ด้วย ที่ประชุมจึงพิจารณาเพื่อจะดูแลผลประโยชน์ของเด็กในระยะยาว การจ่ายเงินเยียวยาในส่วนของ 4.5 ล้านบาท จะให้ธนาคารออมสินช่วย ดูแล โดยเอาจำนวนเงินเป็นตัวตั้งและนำบุคคลในครอบครัวที่มีสิทธิรับเงินมาหารกัน ลักษณะการจ่ายจะจ่ายเป็นสลากออมสิน มีกำหนด 3 ปี และสามารถ ที่จะไถ่ถอนได้ก่อนครบกำหนดเวลา สำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็จะนำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารออมสินประเภทบัญชีเผื่อเรียกพิเศษและบัญชีฝากประจำ จะจ่ายให้เดือนละ 5,000 บาท คูณกับจำนวนเดือนที่เหลือที่ผู้ได้รับเงินช่วยเหลือจะบรรลุนิติภาวะ หลังจากนั้นคณะกรรมการฯจะพิจารณาเรื่องที่มีการยื่นเข้ามา ซึ่งกรณีที่มีปัญหาซับซ้อนจะส่งมาให้อนุกรรมการฯเป็นผู้พิจารณา

ให้ กต.ประสานญาติต่างชาติ 2 ราย

นายธงทองกล่าวถึงกรณีผู้เสียชีวิตชาวต่างประเทศ 2 ราย ว่า ในหลักการจะจ่ายเป็นเงินก้อนจำนวน 7.5 ล้านบาท ให้ผู้ที่มีสิทธิมารับได้ทันทีที่พิจารณารายละเอียดเสร็จ โดยจะให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประสานงานในเรื่องนี้ ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 12 เม.ย.จะสามารถจ่ายเงินให้กับผู้ยื่นในกรณีที่ไม่มีปัญหาได้ในช่วงปลายเดือน เม.ย.ทันที อย่างไรก็ตาม ยังมีการแจ้งให้คณะกรรมการชุดที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการให้รายงานข้อมูลเข้ามาในที่ประชุมครั้งหน้า คาดว่าอนุกรรมการฯจะประชุมครั้งต่อไปในปลายเดือน เม.ย.นี้

สืบพยานคดีเผาเซ็นทรัลเวิลด์

ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดสืบพยานโจทก์คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ฟ้องนายสายชล แพบัว อายุ 29 ปี และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 27 ปี ผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรณีเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จำเลยทั้ง 2 ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช. ก่อนทุบทำลายกระจกเข้าไปในอาคารเซนทาวเวอร์และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จากนั้นลอบวางเพลิง ทำให้อาคารทั้ง 2 เสียหาย รวมผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจำนวน 270 ราย ค่าเสียหายรวม 8,890 ล้านบาท และทำให้นายกิตติพงษ์ สมสุข ที่อยู่ภายในอาคาร ถึงแก่ความตาย ทั้งนี้ นายอาคม รัตนพจนารถ ทนายความจำเลย กล่าวว่า อัยการนำพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวันและกรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ ก่อนหน้านี้มีการสืบพยานโจทก์ไปแล้ว 20 ปาก เป็นพยานกลุ่มพนักงานห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และพนักงานสอบสวน ยังเหลือพยานโจทก์อีกราว 10 ปาก ฝ่ายจำเลยเตรียมนำพยานเข้าเบิกความ 10 ปาก คาดว่าประมาณ 2-3 เดือน การสืบพยานจะเสร็จสิ้น

“ยิ่งลักษณ์” ลงใต้ไม่หวั่นม็อบ

เมื่อเวลา 08.00 น. ที่กองบิน 6 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้และเตรียมประชุม ครม.สัญจรที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกในพื้นที่ภาคใต้ โดย น.ส. ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ก่อนออกเดินทางถึงความกังวลเรื่องปัญหามวลชนระหว่างการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่าไม่หรอก เพราะเราตั้งใจไปทำงาน และอยากฟังข้อคิดเห็นของมวลชนด้วย คงต้องทำงานบูรณาการทั้งข้อคิดเห็นของส่วนราชการ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชน ผู้สื่อข่าว ถามถึงกรณีที่นายธีรยุทธ บุญมี ผู้อำนวยการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อพัฒนาประชาธิปไตย วิจารณ์การแต่งตัวของนายกฯว่าแต่งตัวสวย ชาวบ้านเห็นแล้วชอบ อยากให้ลงพื้นที่บ่อยๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า เป็นหน้าที่อยู่แล้วในการลงพื้นที่ การทำงานในฐานะผู้นำรัฐบาลต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงประชาชน คงต้องลงพื้นที่ในทุกภาค ไม่มีการแบ่งแยก และจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่

พบตัวแทนรับปากสางปัญหาเก่า

ต่อมาเวลา 09.50 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางถึงห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานภูเก็ต ได้พบกับ ตัวแทน 15 คน จากกลุ่มมวลชนจากเครือข่ายสิทธิ คนจน เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทย และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จากจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และระนอง ที่รอยื่นหนังสือข้อเรียกร้อง 4 ข้อคือ 1. ขอให้รัฐบาลดำเนินการตามมติ ครม.วันที่ 1 มิ.ย. 2553 เรื่องการประกาศพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชาวเล ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และวัฒนธรรมของชาวเล 2. เร่งรัดให้ออกโฉนดชุมชนพื้นที่ จ.ภูเก็ต 17 แห่ง 3. ขอให้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องชุมชน 2-3 แห่งใน จ.ภูเก็ต ที่ถูกนายทุนฟ้องดำเนินคดีข้อหาบุกรุกที่ดิน 4. ขอให้รัฐบาลเร่งวางระบบสาธารณูปโภค ทั้งน้ำประปา ไฟฟ้า เข้าไปในชุมชนต่างๆ โดยช่วงหนึ่งตัวแทนคนหนึ่งร้องไห้และพยายามนั่งคุกเข่าขอร้องให้ช่วยเหลือ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์รีบดึงมือ พร้อมกับบอกว่าไม่ต้องคุกเข่า และรับปากจะนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการแก้ไขโดยเร่งด่วน หลังจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์นั่งรถตู้เดินทางออกจากสนามบิน โดยได้แวะลงมาพบกับกลุ่มเครือข่ายทั้งหมดที่รออยู่บริเวณถนนด้านหน้าสนามบิน ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันจะรับข้อร้องเรียนมาดูแลเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ภายหลังที่พบกับตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม นายกฯมีสีหน้าไม่สู้ดี ส่ออาการเคร่งเครียดให้เห็นอย่างชัดเจน

พยายามพูดใต้เอาใจเครือข่ายสตรี

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปที่โรงแรมมุกดารา บีช วิลล่า แอนด์ สปา จ.พังงา เพื่อเป็นประธานการประชุมชี้แจงนโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี แก่เครือข่ายองค์กรสตรีกลุ่มจังหวัดอันดามันประกอบด้วยจังหวัดพังงา ภูเก็ต ระนอง กระบี่ และตรัง จำนวนกว่า 5,000 คน โดยมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นางนลินี ทวีสิน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมงาน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก น.ส.ยิ่งลักษณ์พยายามทักทายบรรดากลุ่มสตรีที่มานั่งฟังเป็นสำเนียงภาษาใต้ด้วยท่าทีที่เคอะเขินว่า “อยากจะพูดใต้แต่แหลงใต้ไม่เป็น แต่ก็รักพี่น้องทุกคน” พร้อมกับชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และความสำคัญของสตรีที่ขณะนี้มีบทบาทสำคัญอยู่ในทุกวงการ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจึงตั้งขึ้นเพื่อเป็นกองทุนหนุนเสริมให้ผู้หญิงมีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งแก่องค์กรสตรีต่อไป

รำลึกอนุสรณ์สถานสึนามิ

ต่อมาในช่วงบ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์พร้อมคณะเดินทางไปยังอนุสรณ์เรือ ต.813 ของตำรวจน้ำ บ้านบางเนียง ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา สถานที่เชิงสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ “สึนามิ” เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับโลก โดยมีนายธำรงค์ เจริญกุล ผวจ.พังงา กลุ่มกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านให้การต้อนรับ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ลงนามในสมุดเยี่ยมว่า “รู้สึกอาลัยและเสียใจสุดซึ้งกับเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 อยากเห็นสถานที่แห่งนี้เป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความอาลัยและเสียใจกับผู้ที่จากไปทุกท่าน” ก่อนรับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มเครือข่ายพิทักษ์ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ที่ขอให้ยกเลิกโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง และกลุ่มเกษตรรายย่อย ที่ขอให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ โดยนายกฯรับปากจะพิจารณาและมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูแล

หนุนยกเป็นแหล่งประวัติศาสตร์

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวปราศรัยกับชาวบ้านว่า ดีใจที่ได้กลับมาเยี่ยมชาวบ้าน อดนึกถึงและเสียใจต่อเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 ไม่ได้ จ.พังงาถือว่าสูญเสียและเสียหายอย่างมาก ตนมาเห็นด้วยตาตัวเองในครั้งนั้น แม้วันนี้กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังรู้สึกเสียใจไม่หาย ต้องขอบคุณจังหวัดและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมมือกันจัดทำโครงการฟื้นฟูและปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและรำลึกถึงเหตุการณ์และผู้ที่เสียชีวิต รัฐบาลยินดีให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ จ.พังงา และ 5 จังหวัดอันดามัน เป็นเมืองแห่งสัญลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญเพื่อให้ประชาชนมีรายได้และพัฒนาพื้นที่ต่อไป

แวะข้างทางชาวบ้านกรี๊ดรุมถ่ายรูป

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางกลับ จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างถนนสายหลักทางด้านใต้(PH-RB-3A) และเปิดงานสินค้าโอทอปของภูเก็ต ระหว่างทาง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้สั่งให้รถจอดแวะที่ตลาดเทศบาลท้ายเหมือง เพื่อลงไปซื้อกาแฟเย็น ไอศกรีมขนมปังรถเข็นข้างทาง กล้วยทอด จำปาดะทอด ข้าวเกรียบทอด ทำให้ชาวบ้านในตลาดต่างตื่นเต้นวิ่งกรูกันออกมาดู น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพากันขอเข้าไปถ่ายรูปคู่ บางคนก็ออกปากชมด้วยความชื่นชมว่าอายุ40กว่าแล้วยังสวยอยู่เลย ขณะที่บางคนให้ความสนใจทะเบียนรถโฟล์กตู้สีขาว หมายเลขทะเบียน ฮบ 3939 กรุงเทพมหานคร ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ใช้เป็นยานพาหนะลงพื้นที่ในครั้งนี้

5 จังหวัดชงโครงการ 8.4 หมื่นล้าน

สำหรับการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.ภูเก็ต ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 มี.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกลุ่ม  5 จังหวัดภาคใต้โซนอันดามัน  เปิดเผยว่า  หลังจากได้ไปรับฟังโครงการที่จะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ  ครม.จากตัวแทนภาครัฐ เอกชน ตลอดจนประชาชน พบว่ากลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน  5  จังหวัดจะเสนอโครงการเร่งด่วน  และปัจจัยพื้นฐานทางคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค โลจิสติกส์ ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยว 118 โครงการ วงเงิน  8.4  หมื่นล้านบาท  บางโครงการเป็นงบผูกพัน  เช่น  ทางหลวงหมายเลข  4 จากแยกปฐมพรเข้าสู่ จ.ระนอง เข้า จ.พังงา เชื่อมต่อเข้าสู่ จ.ภูเก็ต ต่อยอดไปที่  จ.กระบี่  ความยาว  200 กิโลเมตร วงเงิน 4 พันกว่าล้านบาท โครงการรถไฟเชื่อมต่อจากอ่าวไทย จ.สุราษฎร์ธานี มาสู่อันดามัน จ.พังงา ระยะทาง 161 กิโลเมตร ภายใต้งบประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านบาท เป็นต้น  นอกจากนี้  ยังมีการเสนอขยายสนามบิน  จ.ภูเก็ต ขยายอาคาร  หลุมจอด  ขยายรันเวย์  การจัดหาแหล่งน้ำใน จ.ภูเก็ต ช่วงหน้าแล้งเดือน มี.ค.-เม.ย. ขณะเดียวกัน  มีการเสนอโครงการการทำท่าเรือตามจุดต่างๆ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว โครงการสาธารณูปโภคในหลายพื้นที่

Leave a comment