ผู้ตรวจฯ ยื่นฟ้องศาลปกครอง ตรวจสอบ ปตท.-คลัง-พลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/601297

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 เม.ย. 2559 07:50

 

ปธ.ผู้ตรวจแผ่นดิน แถลงไล่ฟ้องหมด อดีตรัฐมนตรีด้วย

“ศรีราชา” ทิ้งทวนครบวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี ตั้งโต๊ะแถลงมติผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ยื่นศาลปกครองฟ้อง 11 ราย “ปตท.-คลัง-พลังงาน” ไม่คืนท่อก๊าซ“กรณ์-ปิยสวัสดิ์-ระนองรักษ์-วรรณรัตน์” รมต.ยุค “มาร์ค” โดนกราวรูด ฐานไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของมติ ครม. 18 ธ.ค.2550 และไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย สั่งคืนเงินแผ่นดิน 5.2 หมื่นล้านบาท ระบุสาวลึกพบยังมีท่อก๊าซอีกกว่า 50 รายการยังไม่ได้เปิดเผย ฉะ ปตท.เป็นองค์กรลึกลับ ซุกผลประโยชน์อีกมหาศาล แฉมีอดีตประธาน ปตท.ส่งจดหมายน้อยสั่งยุติสอบปมฉาว ขณะที่บิ๊ก ปตท.โต้คืนท่อก๊าซฯแล้ว ไม่พบประเด็นใหม่ ศาลไม่อาจรับฟ้องดำเนินคดีซ้ำ

จากกรณีปัญหาการส่งคืนท่อก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นคดีความฟ้องร้องกันมาตั้งแต่ปี 2550 และมีการติดตามตรวจสอบจากหลายส่วน โดยระบุว่า ปตท.ยังส่งคืนท่อก๊าซธรรมชาติไม่ครบ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2550 นั้น เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 เม.ย. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงมติผู้ตรวจการแผ่นดินต่อกรณีการไม่คืนท่อก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดและการนำท่อก๊าซ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินไปแสวงหาประโยชน์ว่า กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดีจำนวน 11 ราย ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 และไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จึงขอเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลปกครอง เพื่อพิจารณาวินิจฉัยและมีคำสั่งดังต่อไปนี้ 1.ขอให้เพิกถอนมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 และวันที่ 10 ส.ค.2553 ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สิน ประกอบด้วยที่ดินที่ได้จากการเวนคืน สิทธิการใช้ที่ดินเหนือที่ดินเอกชนและทรัพย์สินที่เป็นระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ คือ 1.โครงการท่อบางปะกง-วังน้อย 2.โครงการท่อจากชายแดนไทยพม่า-ราชบุรี และ 3.โครงการท่อราชบุรี-วังน้อย รวมถึงโครงการท่อย่อย ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชี ณ วันที่ 30 ก.ย.2544 ประมาณ 16,175 ล้านบาท เนื่องจากมติ ครม.ดังกล่าวแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จของ รมว.พลังงาน ที่มีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดำรงตำแหน่งขณะนั้น

นายศรีราชากล่าวอีกว่า 2.ให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้กระทรวงการคลังตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย วันที่ 30 ก.ย.2544 จำนวน 68,569 ล้านบาท บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้คืนไปแล้วประมาณ 16,175 ล้านบาท ดังนั้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคงต้องโอนคืนทรัพย์สินให้แก่กระทรวงการคลังอีกไม่น้อยกว่า 52,393 ล้านบาท รวมทั้งค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นใด พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนดให้ครบถ้วนต่อไป 3.เพิกถอนการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดิน เพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

นายศรีราชากล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจสอบกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2550 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ คือ ครม.นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต่อมา เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2550 ครม. ได้มีมติเห็นชอบหลักการตามความเห็นของกระทรวงพลังงาน โดย รมว.พลังงาน ที่มีนายปิยสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น เกี่ยวกับการแบ่งแยกทรัพย์สินอำนาจและสิทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่จะให้เป็นของกระทรวงการคลังตามคำพิพากษา แต่กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อในทะเลและบนบกที่เป็นทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง รวมทั้งระบบท่อที่ได้ก่อสร้างในที่ดินของรัฐภายหลังการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน และได้รายงานผลการดำเนินการตามคำพิพากษาอันเป็นเท็จ ต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2551

“ดังนั้น เห็นได้ว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชน มิได้รักษาผลประโยชน์ของชาติตามหน้าที่ของข้าราชการที่ต้องพึงปฏิบัติ เราใช้เวลากว่า 3 ปี ในการตรวจสอบจึงได้ข้อมูลท่อก๊าซกว่า 96 รายการ รวมทั้งข้อมูลที่ได้จาก สตง. พบว่ามีท่อก๊าซอีกกว่า 50 รายการ ที่ยังไม่ได้เปิดเผย มีเอกสารประกอบคำฟ้องกว่า 500 หน้า เชื่อว่าเป็นหลักฐานที่แน่นหนาพอในการยื่นฟ้อง” นายศรีราชากล่าว

นายศรีราชากล่าวว่า สำหรับผู้ถูกฟ้องคดีมีจำนวน 11 ราย ได้แก่ กระทรวงการคลัง นายฉลองภพ สุสังกรกาญจน์ อดีต รมว.คลัง นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีต รมช.คลัง กระทรวงพลังงาน นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อดีต รมว.พลังงาน นายประสิทธิ์ สืบชนะ อดีตรองอธิบดี กรมธนารักษ์ นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อดีตที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. การตรวจสอบครั้งนี้ ยังทำให้เชื่อมโยงพบเรื่องการจัดเก็บภาษีเข้ากองทุนน้ำมันไม่ชอบด้วยกฎหมายและขณะนี้ยังมีคำร้องเกี่ยวกับ ปตท. อีก 2-3 เรื่อง เช่น การสร้างแท็งก์ เก็บน้ำมันขนาดใหญ่ที่มีราคาสูงเกินความจำเป็น

นายศรีราชากล่าวด้วยว่า ปตท.ยังเป็นองค์กรลึกลับ เชื่อว่ายังมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์อีกเยอะ การที่กรรมการของ ปตท. และตัวแทนจากรัฐทั้งกระทรวงการคลังและพลังงาน เข้ามานั่งเป็นกรรมการ มีผลประโยชน์ ปี 2557 แค่เบี้ยประชุมกับเงินปันผลรวมแล้วกรรมการแต่ละคนจะได้ไม่ต่ำกว่า 4.7 ล้านบาทต่อปี จึงทำให้ไม่อยากทุบกระเป๋าตัวเอง นอกจากนี้เมื่อผู้ตรวจการฯเริ่มตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ก็มีอดีตประธาน ปตท.เขียนจดหมายส่วนตัวมาถึงตนระบุว่า ปตท.ได้ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว อย่ามาหาเรื่องและให้ยุติเรื่องดังกล่าว ตนก็เก็บจดหมายใส่ลิ้นชักแล้วเดินหน้าต่อไป จนมาถึงการฟ้องร้องในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากแถลงข่าวเสร็จสิ้นผู้ตรวจการแผ่นดินได้ให้เจ้าหน้าที่นำเรื่องส่งฟ้องต่อศาลปกครองทันที ทั้งนี้ นายศรีราชามีความตั้งใจจะตรวจสอบเรื่อง ปตท.ให้แล้วเสร็จก่อนหมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินครบ 6 ปี ในวันที่ 4 เม.ย. จึงทำให้มาแถลงข่าวส่งท้าย และส่งคำร้องไปยังศาลปกครองในวันเดียวกัน นอกจากนี้ นายศรีราชายังระบุอีกว่า ยังมีเรื่องร้องเรียนสนามบินสุวรรณภูมิ บริษัท คิงเพาเวอร์ และการคิดค่าเก็บเอฟทีของการไฟฟ้า ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบที่ต้องดำเนินให้แล้วเสร็จ

นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นฟ้องศาลปกครองกลาง กรณี ปตท. ไม่คืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ว่า ปตท. ยังไม่ทราบรายละเอียดของคำฟ้อง เนื่องจากยังไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจากศาล โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลว่าจะรับฟ้องหรือไม่ จากเนื้อหาตามข่าวไม่พบว่ามีประเด็นใหม่ และที่ผ่านมา ปตท. เคารพและปฏิบัติตามคำสั่งศาลตลอดมา ประเด็นการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด เรื่องการคืนท่อส่งก๊าซฯนี้ ได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลฯมาตั้งแต่ปี 2550 -2555 จำนวน 4 ครั้ง โดยศาลปกครองได้มีคำสั่งยืนยันทั้ง 4 ครั้งว่า ปตท.ได้คืนและแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษา ให้แก่กระทรวงการคลังเรียบร้อยแล้ว

นายสุพจน์กล่าวว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2558 ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำสั่งยืนยันอีกครั้งว่า ปตท. ได้ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ให้แก่กระทรวงการคลัง ครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วตั้งแต่ปี 2551 การขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ ปตท. ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมดอีก จึงเป็นการดำเนินคดีซ้ำ ศาลไม่อาจรับฟ้องไว้พิจารณาได้อีก ประเด็นที่กล่าวอ้างกันว่าคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 อาจไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่ได้แนบความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าไปด้วยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า การแนบความเห็นของ สตง. ดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2551 จึงชอบด้วยกฎหมายทุกประการ และ ปตท.ขอย้ำว่า ปตท.ได้ส่งคืนทรัพย์สินท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ให้แก่กระทรวงการคลังตามเงื่อนไขในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ครบถ้วนตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งถึงที่สุดแล้วว่า ปตท. ดำเนินการโอนทรัพย์สินครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว

Leave a comment