ถึงเวลาต้องเอาวิตามินบีรวม กลับมากินใหม่มั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/560317

โดย หมอดื้อ 10 ม.ค. 2559 05:01

 

วิตามินบี เช่น บี 1–6–12 แต่ก่อนจะให้ทานกันเป็นประจำทั่วไป ในเด็ก ผู้ใหญ่ และคนป่วยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ในระยะเวลาที่ผ่านมาไม่กี่ปี ปรากฏว่ามีการถอดวิตามินบีออกจากรายการยาที่ไม่เสียเงินที่จ่ายแก่คนป่วยและประชาชนทั่วไป และต้องระบุสาเหตุที่ต้องเบิกจ่าย

ทั้งนี้นัยว่า ในคนไทยอาหารการกิน ผักผลไม้ก็ยังอุดมสมบูรณ์พอควร และเป็นไปไม่ได้ที่จะขาดวิตามินจนเกิดโรค อีกทั้งความเชื่อที่ว่า วิตามินบี 12 และวิตามินโฟลิค (บี 9) สามารถป้องกันเส้นเลือดตีบได้ (ปี 2000) ก็ถูกหลักฐานโต้แย้ง รวมทั้งการที่อาการชาจากเส้นประสาทผิดปกติ เช่น จากเบาหวาน วิตามินไม่สามารถรักษาได้

ที่กล่าวมานั้นถูกต้อง จนหมอมาเจอคนป่วยแขนขาชา อัมพาต อ่อนแรง หัวใจวาย จากการขาดวิตามินบี 1 ในปีนี้เอง (อ่านหมอดื้อ ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 พ.ย.2558) ทำให้ต้องคิดใหม่ว่า การกินอาหารของเราในปัจจุบัน บิดเบี้ยวไปจนเกิดเป็นโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินได้จริงๆและโยงย้อนกลับไปยังวิตามินบี 12 ที่เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม

โรคสมองเสื่อมอันมีอัลไซเมอร์เป็นพระเอกสำคัญ เป็นโรคน่ากลัว

ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากป้องกันก็ไม่ได้ เมื่อเป็นไปแล้วอาการจะค่อยๆเลวร้ายลงเรื่อยๆ กล่าวคือเริ่มจากความจำสั้นเรื่อยไปจนถึงความผิดปกติทางความคิด ความอ่าน การใช้ภาษา การตัดสินใจ จนช่วยตัวเองไม่ได้ แม้แต่กระทั่งแต่งตัว ทานข้าว เข้าห้องน้ำ และมีอาการผิดปกติของการเคลื่อนไหวและอารมณ์แปรปรวน

ยาต่างๆนานาที่มีในขณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นยาช่วยทางอ้อม ในการกระตุ้นสมองให้กระชุ่มกระชวย ไม่ได้ช่วยแก้ไขสาเหตุ ทั้งนี้ โดยหวังว่าจะทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันต่างๆและช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นและจะสามารถบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับจิต อารมณ์แปรปรวนได้ ซึ่งทำให้ลดภาระของผู้ดูแลได้

ยาที่ใช้กันทั่วโลกในขณะนี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Cholinesterase Inhibitor ซึ่งทำให้สาร Acetylcholine เพิ่มในสมอง และเป็นยาที่ถูกยอมรับให้ใช้ทั่วโลก ปรากฏว่า ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลต่อการชะลอการดำเนินของโรคสู่ระยะที่ต้องการคนช่วยตลอดเวลาในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายจากเตียงหรือเก้าอี้ได้ไม่มาก

ทั้งนี้ไม่รวมถึงผลข้างเคียงจากตัวยาเอง ซึ่งอาจทำให้บางรายมีความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดปกติ หกล้ม กระดูกหัก และบางรายแทนที่จะช่วยบรรเทาอาการทางจิตอารมณ์ กลับมีลักษณะแปรปรวนมากขึ้น หรือมีภาพหลอน ทำให้กลับต้องใช้ยาโรคจิต ซึ่งมีผลข้างเคียงคือเกิดอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ สั่น แข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือมีอาการของโรคพาร์กินสัน อัตราที่ผู้ป่วยต้องเข้าสถานพักฟื้นคนชรา

ในต่างประเทศ (วารสาร Archives of Internal Medicine 2009 และ Lancet 2004) หลังจากที่ใช้ยาไป 3 ปี เท่ากับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา และอาการทางพฤติกรรม จิต อารมณ์ ก็ไม่ได้ดูดีกว่ากลุ่มที่ใช้ยา จากที่กล่าวทั้งหมด จะเห็นได้ว่าทั้งคนไข้และหมอเองไม่มีทางเลือกมาก

รายงานของผู้วิจัยมหาวิทยาลัย Oxford โครงการชื่อ “VITACOG” (วารสาร PLoS One 2010) ซึ่งมีการติดตามผู้สูงอายุปกติที่แข็งแรงดี อายุมากกว่า 70 ปี จำนวน 271 คน และแบ่งเป็นกลุ่มได้วิตามิน B รวมและมี B12 ขนาดสูงมากกว่าปริมาณตามปกติ 300 เท่า (B12 ขนาด 0.5 มก./วัน; B6 ขนาด 20 มก./วัน และ Folic acid 0.8 มก./วัน) และกลุ่มที่ได้ยาหลอก (Placebo) โดยไม่มีใครทราบว่าคนไหนได้วิตามินหรือได้ยาหลอก และทำการติดตามใน 2 ปี ทำการตรวจคอมพิวเตอร์สมองแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อย่างละเอียดด้วย

โดยวิเคราะห์ปริมาณของเนื้อสมองเป็นระยะใน 85 รายที่ได้วิตามินจริงและ 83 รายที่ได้ยาหลอก อัตราเฉลี่ยของเนื้อสมองฝ่อต่อปีในกลุ่มได้วิตามินมีค่าเท่ากับ 0.76% (0.63–0.90) เทียบกับ 1.06% (0.94–1.22) ในกลุ่มได้ยาหลอก

และเนื่องจากการได้วิตามินจะทำให้ของเสียในเลือดที่ชื่อว่าสารโฮ–โมซิสเทอีน (homocysteine) ต่ำลงด้วย เมื่อทำการวิเคราะห์ผลของการชะลอหรือป้องกันสมองฝ่อในกลุ่มที่มีปริมาณของเสียที่มากในเลือด (มากกว่า 13μ mol/L) จะพบว่าวิตามินยิ่งแสดงประโยชน์มากขึ้น โดยมีอัตราสมองฝ่อน้อยกว่ากลุ่มไม่ได้วิตามินถึง 53% การทดสอบประสิทธิภาพความเฉลียวฉลาด (Neuropsychological testing) ในด้านต่างๆ ทั้งความจำ สมาธิและการปฏิบัติ (episodic และ semantic memory, executive function และ selective attention) ปรากฏผลพ้องต้องกันกับปริมาตรสมองที่ฝ่อ กล่าวคือ กลุ่มได้วิตามิน ความเฉลียวฉลาดไม่ได้เลวลง หลังจาก 2 ปีไปแล้ว ในขณะที่กลุ่มไม่ได้วิตามิน สติปัญญาเลวลงอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ความเสื่อมถดถอยของปัญญาไม่ได้ขึ้นกับอายุ เพศ ระดับการศึกษา หรือพันธุกรรม ที่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอัลไซเมอร์ (Apo-lipo protein E ε4) และผลดีของวิตามินต่อสติปัญญาจะเห็นได้ชัดในกลุ่มที่มีสารพิษมากในเลือด โครงการ VITACOG ได้รายงานซ้ำในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (USA) (2013) ยังยืนยันผลดีเช่นเดิม

การศึกษาก่อนหน้านี้ชื่อ NORVIT ไม่พบผลดีในการป้องกันสติปัญญาที่จะเสื่อมลงเมื่ออายุมากขึ้น (วารสาร นิวอิงแลนด์ 2006) และในปี 2014 มีรายงานจากคนละคณะของมหาวิทยาลัย Oxford (American Journal of Clinical Nutrition) ว่าไม่มีผล ซึ่งได้มีการโต้แย้งในหลักฐานจากคณะวิจัยก่อนหน้า ตีพิมพ์ในปี 2015

ในอนาคต วิตามินจะดีจริง ออกหัว ออกก้อย อย่างไรก็ตาม ราคาค่างวดแน่นอนถูกกว่ายาสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ที่กล่าวข้างต้น ซึ่งตกอย่างน้อย 5,000–9,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ วิตามินขนาดสูงมีผลิตในประเทศไทยมีราคาประมาณ 2–3 บาทต่อวันเท่านั้น.

หมอดื้อ

Leave a comment