ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/602836
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 เม.ย. 2559 07:30

มาตรการรัฐดันคนกล้าควัก 1.24 แสนล้านบาท
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดสงกรานต์ปีนี้เงินสะพัด 124,542 ล้านบาท สูงสุดประวัติการณ์ และขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี ชี้อานิสงส์มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวจะทำให้ชาวบ้านกล้าใช้จ่ายมากขึ้น และนำเงินออมออกมาใช้คึกคักกว่าทุกปีที่ผ่านมา ประชาชนต้องการรดน้ำดำหัว “พลเอกประยุทธ์” มากที่สุด
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2559 คาดว่าจะมีเงินสะพัดจากการใช้จ่ายของประชาชน 124,542 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในประวัติการณ์ และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากได้รับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลส่งผลให้ประชาชนกล้าที่จะใช้จ่ายในช่วงวันหยุดมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว สำหรับมาตรการที่สำคัญ เช่น การต่ออายุมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศให้สามารถนำใบกำกับภาษีมาหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อไปอีก 1 ปี จนถึง 31 ธ.ค.2559 และมาตรการเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ 9-17 เม.ย.2559 เน้นไปที่การใช้จ่ายในร้านอาหาร โดยสามารถนำใบกำกับภาษีมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 15,000 บาทเช่นกัน
“ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เฉพาะผลจากมาตรการช็อปช่วยชาติ คาดว่าประชาชนจะมีการใช้จ่าย 15,000-25,000 ล้านบาท ซึ่งกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ 0.05% ส่วนมูลค่าภาษีที่ได้รับการลดหย่อนรวมอยู่ที่ 3,500-4,500 ล้านบาท จากฐานผู้ที่ต้องเสียภาษี 3.35 ล้านคน โดยผลสำรวจสะท้อนว่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา”
สำหรับแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์พบว่า 65.2% มีการวางแผนไปท่องเที่ยว ทั้งเที่ยวในประเทศ เที่ยวต่างประเทศ กลับบ้านและเที่ยว ส่วน 14.1% จะเดินทางกลับบ้านแต่ไม่วางแผนเที่ยว และ 20.6% ไม่มีการวางแผนท่องเที่ยว ขณะที่การใช้จ่ายนอกจากการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเพื่อการทำบุญ การไปรดน้ำผู้ใหญ่ ไปเล่นสงกรานต์ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค สังสรรค์/จัดเลี้ยง ไปไหว้พระ/ไหว้เจ้า กลับบ้านที่อยู่ต่างจังหวัด พักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ ซื้ออุปกรณ์เล่นน้ำสงกรานต์ ทำอาหารที่บ้าน ซื้อกระเช้า ซื้อสุรา ไปเที่ยวเพื่อความบันเทิง ซื้อสินค้าคงทน และซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเงินที่นำมาใช้ ส่วนใหญ่ใช้เงินออม รองลงมาใช้เงินเดือน/รายได้ปกติ โบนัส/รายได้พิเศษ เงินกู้ และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล
ทั้งนี้ กิจกรรมที่จะทำในช่วงสงกรานต์ พบว่าส่วนใหญ่จะทำร่วมกับพ่อ/แม่/พี่น้อง 53.3% รองลงมา ญาติ 13.1% เพื่อน 16.7% แฟน/คนรัก/คนรู้ใจ 12.9% และคนเดียว 4% ส่วนความกังวลในช่วงเทศกาล อันดับแรก คือต้องเสียเงินซื้อน้ำเพื่อเล่นสงกรานต์/
น้ำไม่พอใช้ อันดับต่อมา คือ การจราจรติดขัด อากาศร้อน ภัยแล้ง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อุบัติเหตุ/ความปลอดภัยในการเดินทาง ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมในช่วงเทศกาล การสาดน้ำที่รุนแรง ปัญหาขโมยเมื่อไม่อยู่บ้านและ โรคระบาด “แผนการใช้จ่ายช่วงสงกรานต์พบว่า สัดส่วนของเงินไปทำบุญเพิ่มขึ้นเป็น 42.4% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 32.2% เพราะคนกังวลใจเศรษฐกิจไม่ดี จึงทำบุญมากขึ้น โดยปีนี้มีการทำบุญ 2,614 บาทต่อคน ส่วนการสังสรรค์ จัดเลี้ยง 4,281 บาทต่อคน ซื้อสุรา 1,827 บาทต่อคน ไปรดน้ำผู้ใหญ่ 2,186 บาทต่อคน ไปเล่นน้ำสงกรานต์ 1,002 บาทต่อคน ส่วนที่มาของเงินในการใช้จ่ายมาจากเงินออมและเงินเดือนเป็นหลัก และมีเงินช่วยเหลือจากมาตรการภาครัฐเพิ่มมา”
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ในส่วนการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ ประชาชนวางแผนไปท่องเที่ยวในประเทศ 90.6% และต่างประเทศ 9.4% ซึ่งมีประเทศเกาหลี จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ยุโรป พม่า และลาว โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยท่องเที่ยวในประเทศ 4,601 บาทต่อคน และต่างประเทศ 57,653 บาทต่อคน สำหรับพรที่ประชาชนขอให้กับประเทศไทย คือ ขอให้พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงและทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน บ้านเมืองสงบสุข คนไทยรักกัน ขอให้เศรษฐกิจดี บ้านเมืองปราศจากคอร์รัปชัน นอกจากนี้นักการเมืองที่ประชาชนต้องการรดน้ำดำหัวมากที่สุด คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 45.3% รองลงมาเป็นนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 25.4% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 13.8% นายชวน หลีกภัย 8.9% และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ 3.8%.