ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160419/226125.html
เมื่อพระฟ้องพระ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ในที่สุดเราก็เดินมาถึงจุดนี้กันจนได้ เมื่อเกิดคดีความขึ้นระหว่าง พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เดินทางมาศาลอาญา ยื่นฟ้องทั้งพระทั้งฆราวาส
พระที่ถูกฟ้อง ประกอบด้วย พระเมธีธรรมาจารย์ หรือประสาร จันทสาโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร, พระอธิการฉัตรชัย อธิจิตโต เจ้าอาวาสวัดบางใหญ่ ต.บางจาก จ.นครศรีธรรมราช ประธานองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนากลุ่มพระสงฆ์ภาคใต้ และพระปลัดนรุตม์ชัย อภินันโท เลขาธิการองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนากลุ่มพระสงฆ์ภาคใต้
ส่วนฆราวาสมีคนเดียว คือ เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ รองคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เหตุที่ฟ้องนั่นก็เพราะ พระพุทธะอิสระเห็นว่า ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องที่ว่านั้นไปพูดกล่าวประกาศจะขับไล่พระพุทธะอิสระให้ออกจากหมู่สงฆ์ด้วยการประกาศอุกเขปนียกรรม ซึ่งอุกเขปนียกรรม เป็นวิธีการลงโทษสงฆ์ผู้ต้องอาบัติที่ไม่ยอมรับอาบัติ ด้วยการวางเฉย ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย
พระไตรปิฎกฉบับประชาชน บอกกล่าวที่มาของ อุกเขปนียกรรม ว่า มีมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าแล้ว
ตอนนั้น มีภิกษุชื่อ กัสสปโคตร เป็นผู้เอื้อเฟื้อดีต่อภิกษุที่เป็นอาคันตุกะ เมื่อมีภิกษุอาคันตุกะมาก็ต้อนรับถวายความสะดวกด้วยประการต่างๆ ภิกษุที่มาติดใจพักอยู่ด้วย แต่เมื่อพักอยู่นานไป ภิกษุชื่อกัสสปโคตรก็ไม่ขวนขวายอาหารให้ เพราะถือว่ารู้ทำเลบิณฑบาตแล้ว ถ้าขืนขวนขวายมากก็จะต้องรบกวนชาวบ้านเป็นการประจำ
ภิกษุอาคันตุกะ ไม่พอใจ สวดประกาศยกเสียจากหมู่
ภิกษุกัสสปโคตรจึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถาม พระองค์ตรัสสั่งให้ภิกษุกัสสปโคตรกลับไปอยู่ที่เดิม ทรงชี้แจงว่า ภิกษุที่ลงโทษนั้น ทำไปโดยไม่เป็นธรรม ภิกษุกัสสปโคตรไม่มีอาบัติอะไร
ฝ่ายภิกษุพวกที่ลงโทษ ร้อนตัว จึงมาขอขมาต่อสมเด็จพระบรมศาสดา พระองค์ประทานอภัยแล้ว จึงทรงแสดงการทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรมหลายอย่างหลายประการ
ความขัดแย้งในหมู่สงฆ์นั้นมีมานานแล้ว แต่ก็สามารถแก้ไขได้ลุล่วง และบางครั้งก็อาจมีอุบาสกอุบาสิการ่วมด้วยช่วยแก้ปัญหา
แต่ความขัดแย้งของสงฆ์ในยุคนี้มีช่องทางมากกว่านั้น…ใครจะคิดว่า วันหนึ่งตุลาการก็ต้องไปเรียนรู้พระไตรปิฎกเพื่อนำมาประกอบข้อกฎมายเพื่อยุติความขัดแย้งที่ว่า
