สั่งออมสินปล่อยกู้ฉุกเฉินคนจน “สมคิด” หวังแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้สิ้นซาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/607541

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 เม.ย. 2559 08:01

 

“สมคิด” สั่งคลัง–ธนาคารออมสินลุยแก้ไขหนี้นอกระบบ หาวิธีปล่อยกู้ฉุกเฉินแบบง่ายๆ หวังคนยากจนเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น หลังพบธนาคารประชาชน—นาโนไฟแนนซ์เงื่อนไขมาก ย้ำปล่อยกู้คนจน ไม่ขาดทุนแน่ ส่วนบ้านประชารัฐ ล่าสุด ตรวจสอบเอกสารใกล้เสร็จแล้ว เตรียมเปิดให้ประชาชนแจ้งความจำนงกู้เงินรอบ 2 เร็วๆนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับธนาคารเฉพาะกิจ 3 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ว่า ได้ติดตามงานด้านต่างๆ ที่ธนาคารเฉพาะกิจทั้ง 3 แห่งมีส่วนช่วยเหลือประชาชนในเมือง และเกษตรกรในต่างจังหวัด ซึ่งถือว่ามีความคืบหน้ามาก โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งในช่วงนี้ หากมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ธ.ก.ส.พร้อมออกมาตรการเสริมช่วยแก้ไขปัญหาในทันที

“ปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลห่วงมากที่สุดในเวลานี้ แต่คาดว่า เมื่อผ่านพ้นเดือน เม.ย.นี้ไปแล้ว สถานการณ์น่าจะดีขึ้นในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า แต่สิ่งที่อยากให้ธนาคารทำเพิ่มเติมคือ ดูแลปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรม โดยสั่งการให้ ธ.ก.ส.และธนาคารออมสินสำรวจประชาชนว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดจากสาเหตุใด ถ้ามาจากเรื่องธุรกิจการค้า และบ้านที่อยู่อาศัยก็ไม่น่าห่วง แต่ถ้าเกิดจากการจับจ่ายใช้สอยก็ต้องรีบดูแลโดยด่วน”

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังมีคนไทยจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงต้องหันไปกู้เงินนอกระบบ เสียอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% ต่อเดือน ทำให้ไม่สามารถสลัดหนี้สินจริงๆ ให้หมดไปได้ แม้ว่า ธนาคารออมสินจะมีธนาคารประชาชน ที่คิดอัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน หรือปีละ 20% และกระทรวงการคลังอนุมัติให้การปล่อยสินเชื่อในรูปแบบของนาโนไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปีแล้วก็ตาม แต่เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบยังมีอยู่จำนวนมากเหมือนเดิม

ดังนั้น ที่ประชุมจึงสั่งการให้กระทรวงการคลังและธนาคารออมสินไปคิดรูปแบบที่จะให้สินเชื่อง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตองเหมือนกับธนาคารประชาชน และนาโนไฟแนนซ์ เพื่อให้สินเชื่อรูปแบบใหม่นี้ เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกู้เงินของประชาชน โดยกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดให้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ส่วนจะอยู่ที่ระดับใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกระทรวงการคลัง และธนาคารเฉพาะกิจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้

“ผมไม่ต้องการนำเรื่องนี้ไปรวมกับเรื่องนาโนไฟแนนซ์ เพราะนโยบายที่มอบไป จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ไม่เหมือนกับนาโนไฟแนนซ์ ที่มีกติกาและเงื่อนไขมาก เช่น ต้องกู้เพื่อลงทุน หรือค้าขาย ห้ามกู้เงินไปใช้กรณีฉุกเฉิน หรือธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน ก็มีเงื่อนไขว่า ต้องเปิดสมุดบัญชีเงินฝาก และมีการค้ำประกันเงินกู้ เป็นต้น แต่กรณีนี้ จะเป็นการกู้เงินเพื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น ค่าเทอมบุตร ค่ายา หรือรักษาพยาบาล เป็นต้น”

นายสมคิดกล่าวต่อถึงผลการดำเนินงานของ ธ.ก.ส.ว่า ดีมาก โดยเฉพาะโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งเอสเอ็มอี ซึ่งล่าสุดปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 9,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง เพราะเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของ ธ.ก.ส. ที่ไม่เน้นเรื่องการปล่อยสินเชื่ออย่างเดียว แต่เป็นสินเชื่อเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกจากพืชดั้งเดิมไปสู่การเป็นเกษตรเอสเอ็มอี ขณะที่เอ็กซิมแบงก์ จะเปิดสำนักงานที่ปรึกษา หรือสำนักงานสาขาในกลุ่ม CLMV คือ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา ซึ่งจะทำให้ธนาคารออมสินเป็นธนาคารที่ดูแลประชาชนในเมือง ส่วน ธ.ก.ส.ดูแลเกษตรกร และเอ็กซิมแบงก์ดูแลผู้ส่งออก

“รับรองว่า การใช้ธนาคารเฉพาะกิจเป็นเครื่องมือแก้ไขหนี้นอกระบบ จะไม่ทำให้ออมสินขาดทุนแน่นอน เพราะหนี้มีความมั่นคง และมีกำไรดีต่อเนื่อง โดยการปล่อยกู้ให้คนยากจนนั้น จะมีหนี้เสียน้อยมากๆ คนจนไม่กล้าเบี้ยวหนี้ เพราะรู้ว่า ถ้าเบี้ยวหนี้แล้วจะไม่ได้กู้อีก”

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อในรูปแบบใหม่ตามที่รองนายกฯสั่งการนั้น ต้องรอรูปแบบและวิธีการปล่อยสินเชื่อจากกระทรวงการคลังก่อน เพราะ รมว.คลังจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ส่วนธนาคารพร้อมอยู่แล้ว เพราะมีเครื่องมือ เช่น ธนาคารประชาชนที่ดำเนินการมาแล้วหลายปี โดยการปล่อยกู้ฉุกเฉิน หากเกิดความเสียหาย จะขอให้กระทรวงการคลังชดเชยในภายหลังได้

ส่วนการปล่อยสินเชื่อโครงการบ้านประชารัฐ ล่าสุด ธนาคารปล่อยไปแล้ว 1,000 ราย เฉลี่ยรายละ 1 ล้านบาท หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท จากวงเงินที่ประชาชนแสดงความจำนงทั้งหมด 31,000 ล้านบาท โดยธนาคารจะยังไม่รับความจำนงใหม่ จนกว่าจะตรวจสอบเอกสารและหลักฐานของผู้กู้รายเดิมแล้วเสร็จ คาดว่า จะแล้วเสร็จในอีก 2 เดือน ขณะนี้ ตรวจสอบแล้ว 55% ของผู้ยื่นกู้ทั้งหมด 31,000 ราย โดยในจำนวนนี้ มีผู้กู้ที่ผ่านการตรวจสอบเพียง 40% เพราะเอกสารและหลักฐานไม่ครบ หรือไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข เช่น บ้านราคาเกินกว่า 1.5 ล้านบาท ภรรยาซื้อบ้านเป็นหลังที่ 2 ขณะที่สามีเป็นเจ้าบ้านหลังแรก และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไม่มีเอกสารแนบท้ายที่ระบุถึงส่วนลด 2% ของราคาบ้าน หรือยกเว้นเก็บค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง

“เมื่อตรวจเอกสารเสร็จแล้วจะเปิดให้จองใหม่ทันที ทำให้ขณะนี้ ยังไม่ทราบวงเงินที่เหลือจากทั้งหมด 20,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ธนาคารเป็นผู้ดำเนินโครงการประชารัฐ และคาดว่า น่าจะมีวงเงินเหลือเพียงพอให้ธนาคารเปิดรับความจำนงรอบที่ 2 แน่นอน”.

Leave a comment