ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/611653
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 เม.ย. 2559 07:01

ทำเหมืองหินปูนนอกเขตพื้นที่ประทานบัตร
กพร.แจ้งความฟ้อง “ทีพีไอ โพลีน” เรียกค่าเสียหายกว่า 6,300 ล้านบาท ข้อหา ลักลอบทำเหมืองหินปูนที่ใช้ผลิตปูนซีเมนต์ นอกเขตพื้นที่ที่ได้รับประทานบัตรแจงขั้นตอนอยู่ชั้นศาล จะเป็นผู้ชี้ขาด ยืนยัน กพร.มีหลักฐานพร้อม ด้าน “ทีพีไอโพลีน” แจงเป็นพื้นที่ใครไม่รู้แน่ชัด แต่ส่วนที่ทำในเขต “บัฟเฟอร์ โซน” ได้รับประทานบัตรจาก กพร.มาจริงๆ
นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กพร.ได้แจ้งความดำเนินคดีกับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) กรณีลักลอบทำเหมืองหินปูน เพื่อนำหินปูนมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนซีเมนต์ นอกเขตประทานบัตรที่บริษัทได้รับสัมปทานจาก กพร. ที่จังหวัดสระบุรี ทั้งทางแพ่งและอาญารวม 5 คดี เป็นคดีอาญา 2 คดี อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน เพื่อเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการ และเป็นคดีแพ่ง 3 คดี ซึ่งได้ฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายกับบริษัท ทีพีไอ โพลีน คิดเป็นค่าเสียหายรวม 6,337 ล้านบาท โดยกรณีทั้งหมดนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการในชั้นศาล
สำหรับคดีดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 หลังจากมีผู้ร้องเรียนเข้ามาว่า ทีพีไอ โพลีน ทำเหมืองหินปูนนอกเขตพื้นที่ประทานบัตร ที่จังหวัดสระบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐหลายภาคส่วน อาทิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร สำนักงานอุตสาหกรรม จังหวัดสระบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลักฐาน ก็พบว่าทีพีไอ โพลีน มีการทำเหมืองออกนอกเขตพื้นที่ประทานบัตรจริง กพร.จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหายกับบริษัทตามคดีแพ่งที่ 776/2558 ของศาลจังหวัดสระบุรี กรณีลักลอบทำเหมืองในพื้นที่คำขอประทานบัตรของบริษัทคิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 4,338 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.2557
ต่อมาในปี 2558 เจ้าหน้าที่ของ กพร. ได้พบว่า ทีพีไอ โพลีน ยังกระทำความผิดซ้ำในพื้นที่คำขอประทานบัตรเดิม และทำเหมืองในเขตพื้นที่ห้ามทำเหมืองในเขตประทานบัตรของบริษัทจึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีอาญาเพิ่มอีก 1 คดี และดำเนินคดีแพ่งเพิ่ม 2 คดี คือ คดีแพ่งที่ 287/2559 กรณี ทีพีไอ โพลีน ทำเหมืองซ้ำในพื้นที่คำขอประทานบัตรเดิมอีกคิดเป็นค่าเสียหาย 327 ล้านบาท และคดีแพ่งที่ 288/2559 กรณีทำเหมืองในเขตพื้นที่ห้ามทำเหมือง (บัฟเฟอร์ โซน) ในเขตประทานบัตรของทีพีไอ โพลีน เนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ คิดเป็นค่าเสียหาย 1,671 ล้านบาท
ทั้งนี้ ทีพีไอ โพลีน ได้ชี้แจงต่อ กพร. ว่า การทำเหมืองหินปูนในปี 2557 ที่บอกว่าอยู่นอกพื้นที่ประทานบัตรใกล้ๆพื้นที่ของทีพีไอ โพลีน ตามที่ถูกกกล่าวหานั้น ไม่ใช่พื้นที่ของทีพีไอ โพลีน แต่เป็นที่ดินของบุคคลใดไม่ทราบ ส่วนการทำเหมืองในปี 2558 ที่อยู่ในเขตบัฟเฟอร์โซน ทีพีไอ โพลีน ระบุว่า บริษัทได้รับประทานบัตรจาก กพร.จริงๆ จึงคิดว่าสามารถดำเนินการขุดเจาะหาแหล่งหินปูนได้
“คำชี้แจงดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่ทีพีไอ โพลีนสามารถนำไปชี้แจงทั้งต่อ กพร.หรือศาลได้ แต่ข้อมูลทั้งหมดที่ทั้งทีพีไอ โพลีน และ กพร.มีอยู่ ก็ต้องพิสูจน์กันในชั้นศาลต่อไป และ กพร.ก็มั่นใจว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ และยืนยันว่า ไม่ได้กลั่นแกล้งบริษัทเอกชน แต่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของภาค รัฐและค่าเสียหายที่หากการฟ้องร้องครั้งนี้ หากชนะได้แล้วได้รับมา ก็ต้องถูกส่งเข้าเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป”
นายชาติกล่าวต่อว่า ล่าสุดนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ กพร.ทั่วประเทศ ออกไปตรวจสอบพื้นที่เหมืองแร่ทุกชนิดและทุกเหมืองทั่วประเทศ ว่า มีการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ หากตรวจพบว่ามีการกระทำผิด กพร.ก็ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แร่ โดยหากผู้ได้รับประทานบัตรประกอบการเหมืองแร่กระทำผิดทางอาญา ต้องมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี ซึ่งถือว่าน้อยมากเพราะเป็นกฎหมายที่ใช้มานานหลายสิบปี
โดยขณะนี้ กพร.กำลังเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.แร่ เพื่อเพิ่มบทลงโทษให้มากขึ้น และในส่วนของคดีแพ่ง ที่ กพร.มีการฟ้องร้องกับภาคเอกชน ก็ต้องแล้วแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น กรณีของทีพีไอ โพลีน ก็จะคำนวณความเสียหาย จากปริมาณหินปูน ที่ทีพีไอ โพลีน ได้ไปจากการทำเหมืองหินปูน นอกเขตประทานบัตรที่ต้องมีการประเมินปริมาณอีกครั้งหนึ่ง.