‘ความปลอดภัยบนท้องถนน’ เรื่องนี้‘ทุกคน’ต้องช่วยสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/196818

วันจันทร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ผ่านพ้นไปแล้วกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2558-ต้อนรับปีใหม่ 2559 ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและเฉลิมฉลองของคนไทย ญาติพี่น้องและมิตรสหายที่แยกย้ายไปทำมาหากินได้กลับมารวมตัวกัน ณ ภูมิลำเนาบ้านเกิด ทว่าอีกมุมหนึ่ง หลายชีวิต
ต้องสูญเสียไปกับ อุบัติเหตุบนท้องถนน ดังสรุปเหตุการณ์ “7 วันอันตราย” ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 2558-4 ม.ค. 2559 พบว่ามีผู้เสียชีวิตรวม 380 ศพ บาดเจ็บ 3,505 คน และมีอุบัติเหตุทั้งสิ้น 3,379 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2557-2558

สาเหตุสำคัญยังหนีไม่พ้น “ดื่มแล้วขับ-ขับแล้วซิ่ง”!!!

ไม่เพียงเท่านั้น “ถนนเมืองไทย” ยังถูกขนานนามว่าเป็น “พื้นที่อันตราย” ดังรายงานจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็น “อันดับ 2 ของโลก” รองจากประเทศนามิเบีย โดยมีคนไทยต้องสังเวยชีวิตบนท้องถนนในอัตราส่วน 44 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่เกณฑ์เฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 18 คนต่อประชากร 100,000 คน

ที่น่าห่วงคือหลายครั้งเกิดกับ “ขนส่งมวลชน” ดังบทความ “ทีดีอาร์ไอเสนอวาระเริ่มปีใหม่ ยกระดับคนขับ-คนใช้รถตู้สาธารณะ” ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงเป้าหมาย “ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน” ไว้ในระหว่างปี 2554-2563 ที่ประเทศไทยจะต้องลดอัตราการเสียชีวิตทางถนนให้เหลือต่ำกว่า 10 คน ต่อประชาการ 100,000 คนภายในปี 2563 แต่ในความเป็นจริงอุบัติเหตุทางถนนของไทยยังถือว่าสูงมาก

โดยเฉพาะกับรถสาธารณะยอดนิยมอย่าง “รถตู้”!!!

บทความดังกล่าวระบุว่า จำนวนรถตู้โดยสารสาธารณะจดทะเบียนสะสมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยจดทะเบียนใหม่เพิ่มจาก 512 คัน ในปี 2549 เป็น 4,560 คัน ในปี 2553 เฉลี่ยขยายตัวร้อยละ 72.8 ต่อปี อีกทั้งจำนวนรถโดยสารที่จดทะเบียนสะสมในช่วงปี 2550-2557 คิดเป็นร้อยละ 0.98 ต่อปี สูงกว่าจำนวนใบอนุญาตประกอบการที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี และยังไม่รวมถึงรถตู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถตู้สาธารณะ (ป้ายดำ) ที่ยังให้บริการผู้โดยสารอยู่บนท้องถนน

ซึ่งแม้ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา สถิติการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากรถตู้สาธารณะจะสูงกว่ารถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น เช่น โครงการวิจัย “การประเมินคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยของระบบรถโดยสารสาธารณะ” ของ TDRI พบว่า ในช่วงเดือน ม.ค. 2557-มิ.ย. 2558 สถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถตู้โดยสารสาธารณะสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 41 สร้างความสูญเสียในชีวิตและร่างกายสูงสุดเมื่อเทียบกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น เฉลี่ยมีผู้บาดเจ็บประมาณ 27 รายต่อเดือน และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 9 รายต่อเดือน

แต่ผลสำรวจกลับพบว่า..จำนวนผู้โดยสารรถตู้โดยสารสาธารณะมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น!!!

เนื่องจากผู้ใช้ต้องการการเดินทางที่ “สะดวกสบาย-รวดเร็ว-ประหยัด”!!!

เมื่อไปดูปัจจัยเสี่ยง น.ส.ณัชชา โอเจริญ นักวิชาการ TDRI ผู้ทำการศึกษาประเด็นนี้ กล่าวว่า ด้านหนึ่งอยู่ที่ ผู้ขับขี่ ทั้งการขับเร็วและบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้โดยสาร ก็เพิ่มความเสี่ยงเองเช่นกัน เพราะแม้ว่าจะมีกฎหมายระบุให้ผู้โดยสารรถตู้ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ทว่าในความเป็นจริงส่วนใหญ่ไม่ค่อยปฏิบัติตาม เช่น ผู้โดยสารรถตู้ในกรุงเทพฯ มีเพียงร้อยละ 19 และรถตู้ระหว่างจังหวัด
มีเพียงร้อยละ 47 เท่านั้นที่ปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ มีผู้ใช้บริการรถตู้กรุงเทพฯ ร้อยละ 69 และผู้ใช้บริการรถตู้ระหว่างจังหวัด ร้อยละ 79 ไม่ได้รับแจ้งให้คาดเข็มขัด สาเหตุหลักคือ จำนวนกว่าครึ่งรู้สึกอึดอัด ประกอบกับระยะทางการเดินทางสั้นโดยเฉพาะผู้โดยสารรถตู้ประจำทางในกรุงเทพฯ ส่วนเหตุผลอื่นๆ ได้แก่ รู้สึกอาย ไม่เคยชิน เข็มขัดถูกมัดไว้ เป็นต้น

พอรวมกับการใช้ “รถตู้ป้ายดำ” ที่ไม่ได้รับการตรวจสภาพและกฎหมายไม่รับรอง “ความเสี่ยง” ก็ยิ่งเพิ่ม!!!

“กฎหมายบังคับให้ผู้โดยสารทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาที่ใช้บริการตู้ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่ส่วนใหญ่กลับไม่คาดเข็มขัดเพราะรู้สึกอึดอัด ทั้งยังใช้บริการรถตู้ผิดกฎหมาย พฤติกรรมของผู้โดยสารจึงมีส่วนก่อให้เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญเสียทรัพย์สินบนท้องถนนด้วยเช่นกัน”น.ส.ณัชชา กล่าว

บทความนี้ยังมีข้อเสนอแนะ โดย ภาครัฐ ต้องกำหนดให้ความปลอดภัยของรถสาธารณะเป็นวาระสำคัญ ทั้งนโยบาย วางกลไกติดตาม กำกับ ประเมินผลและตรวจสอบที่ใกล้เคียงกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งต้องให้จัดให้มีการอบรมพนักงาน และกำหนดบทลงโทษพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ชัดเจน อีกทั้งต้องสนับสนุนการดำเนินงานที่คุ้มครองผู้โดยสารและผู้ประกอบการ
เช่น มาตรการลดภาษี หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สร้างแรงจูงใจทางการเงินเพื่อให้เกิดการลงทุนด้านความปลอดภัย

รวมถึง “จริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย” พร้อมทั้งติดตามผลต่อเนื่อง!!!

เรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังนี้ มีตัวอย่างที่น่าสนใจ คือนโยบาย “เมาขับจับยึดรถ” ที่นำมาใช้
ในช่วงเวลา 7 วันอันตรายครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดย พ.อ.(หญิง) ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ยอดการยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับ ระหว่างวันที่ 25 ธ.ค. 2558 – 4 ม.ค. 2559 ซึ่งทยอย
คืนรถให้ไปตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีทั้งหมด 4,672 คัน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 3,413 คัน และรถยนต์ 1,259 คัน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกรณีรถจักรยานยนต์ 28,540 คน รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล 10,325 คน

จากนโยบายนี้ นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ทำให้สาเหตุหลักของอุบัติเหตุ
บนท้องถนนช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2559 เปลี่ยนไป จากเดิมที่อันดับ 1 คือดื่มแล้วขับมาตลอดทุกปี แต่ปีนี้ลงไปอยู่ใน
อันดับ 2 โดยการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กลายมาเป็นสาเหตุหลักมากที่สุดแทน

เช่นเดียวกับ นพ.ธนะพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระบุว่า ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนมีผู้เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับถึงร้อยละ 22 แต่ปีนี้กลับลดลงเหลือร้อยละ 15 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการยึดรถที่รัฐบาลบังคับใช้ จึงเสนอแนะว่ารัฐบาลควรจะนำมาตรการดังกล่าวไปใช้ในช่วงเวลาปกติด้วย

“วินัยจราจร” และ “มาตรฐานขนส่ง” ต้องทำให้เป็นนิสัย..ไม่ใช่แค่ “กวดขันเป็นพักๆ”!!!

จะได้ไม่ต้องมานั่งลุ้นตำแหน่ง “แชมป์โลกอุบัติเหตุ” ที่ไม่มีใครต้องการอย่างทุกวันนี้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment