ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
12 เมษายน 2559 เวลา 12:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426277

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การออกมาประกาศจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการลงคะแนนประชามติในอนาคต
จากซุ่มเสียงของอภิสิทธิ์ แม้จะยังไม่ประกาศชัดเจนว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่การออกมาชำแหละเนื้อหาที่เป็นจุดอ่อนในหลายประเด็น ที่โดยรวมแล้วมี “ข้อเสีย” มากกว่า “ข้อดี” รวมทั้งฟันธงว่าไม่เหมาะสมเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศน่าจะเห็นความชัดเจนได้ในระดับหนึ่ง
“ท่าทีของพรรคมีความชัดเจนแล้ว วันนี้ไม่ยากที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ แต่นี่เป็นอนาคตประเทศ จึงเรียกร้องขอให้ คสช.ชัดเจน ขอให้กำหนดกติกาเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเทศชาติจะมีทางเดินที่ไม่วุ่นวาย ไม่ขัดแย้ง คสช.ควรรับผิดชอบด้วยการให้เกียรติบอกประชาชน ถ้าไม่บอกเมื่อถึงจุดหนึ่งพวกผมก็ต้องตัดสินใจ”
การยังไม่รีบฟันธงว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ยังไม่รู้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
ที่สำคัญไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้าที่ คสช.จะหยิบฉบับเก่ามาปัดฝุ่น หรือร่างขึ้นใหม่นั้น มีข้อดีข้อเสียมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
ระหว่างนี้ได้แต่รอดูความชัดเจนจาก คสช.ที่จะออกมาในอนาคต แต่เบื้องต้นแค่การออกมาถล่มเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ส่งผลต่อแนวโน้มการลงประชามติได้อย่างมีนัยสำคัญ
แม้แต่อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้รับตำแหน่งเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังออกมายอมรับว่าการทำประชามติมีความเสี่ยงมากขึ้น
“ขณะนี้มี 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย กับ 1 กลุ่มการเมืองใหญ่ คือ นปช. แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงประชามติ”
อลงกรณ์ยังวิเคราะห์ต่อไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเสี่ยงที่จะไม่เป็นที่ยอมรับหากผลการลงประชามติและคำถามประกอบประชามติออกมาก้ำกึ่ง
ความสำคัญของท่าที “ประชาธิปัตย์” อยู่ตรงที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายประเมินว่ามีแนวโน้มจะสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสวิงมาอยู่ทางฝั่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญย่อมส่งผลต่อคะแนนประชามติโดยรวม
ต่างจาก “เพื่อไทย-นปช.” ซึ่งประกาศตัวว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงมือร่างด้วยซ้ำ
ดังนั้น เมื่อประเมินฐานเสียงจากทั้ง ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และ นปช.แล้ว โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติจึงเป็นไปได้สูง
เหลือเพียงแค่ฐานเสียงจากกลุ่มเอ็นจีโอที่มีเครือข่ายอยู่จำนวนไม่น้อยทั่วประเทศ และ กปปส. ซึ่งเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญการออกมาชำแหละจุดอ่อนในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็นของอภิสิทธิ์ ย่อมทำให้ประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะยังรับร่างรัฐธรรมนูญดีหรือไม่ โดยเฉพาะหลายประเด็นที่ฟังดูมีน้ำหนัก
ไม่ว่าจะเป็นการหักล้างจุดแข็งอย่างเรื่องการปราบโกงสกัดการทุจริตแต่กลับลดโทษคนที่ถูกถอดถอนจากต้องออกจากการเมืองตลอดชีวิตเหลือเพียงแค่ 5 ปี
เรื่อยมาจนถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนถดถอยมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 รวมถึงสิทธิทางการศึกษา สาธารณสุข บริการทางกฎหมาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มอำนาจราชการมากเกินไป ซึ่งจะทำให้การตอบสนองความต้องการของประชาชนลดลง
มาจนถึงปัญหาสำคัญ คือ การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก็ทำได้ยากมาก เพราะนอกจากต้องได้เสียงข้างมากในสภาแล้ว จะต้องมีเสียง สว. 1 ใน 3 สนับสนุนด้วย
ยังไม่รวมกับกลไกเรื่องให้อำนาจ สว.ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ยึดโยงกับประชาชนเข้ามามีส่วนในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี จนอาจเกิดปัญหาในอนาคตทั้งเรื่องการจับมือกับ สส.ที่จะกระทบกับดุลอำนาจโดยมี สว.เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ
แถมในบทเฉพาะกาล 5 ปีทำให้ สว.เกี่ยวข้องกับการตั้งรัฐบาลถึง 2 ครั้ง คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่มีความพยายามที่จะต่ออายุให้ยืดยาวออกไป
จุดอ่อนทั้งหลายเหล่านี้ย่อมฉุดให้ความน่าเชื่อถือของร่างรัฐธรรมนูญลดลงไปอยู่ที่ว่าสุดท้าย กรธ.จะสามารถชี้แจงหรือทำความเข้าใจต่อประชาชน
ได้มากน้อยแค่ไหน