ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
21 เมษายน 2559 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427691

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การบรรจุ ปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าเป็นนายทหารสัญญาบัตร ขึ้นว่าที่ร้อยตรี ในตำแหน่งรักษาราชการ (รรก.) นายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
แม้ทาง พล.อ.ปรีชา จะออกมาชี้แจงความ “ถูกต้อง” ยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเริ่มจากกองทัพภาคที่ 3 ที่มีตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือนว่างอยู่
ขณะที่ ปฏิพัทธ์ ลูกชายก็มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด เพราะจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เคยทำงานด้านมวลชนอยู่ใน ปตท.แถมมีประสบการณ์ทำงานกับชมรมสื่อในพื้นที่มาด้วย
แต่ในความเป็นจริงการแต่งตั้งลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นการล็อกสเปกให้กับบรรดาเครือญาติของคนในกองทัพ เพราะไม่ได้ประกาศรับสมัครในวงกว้าง ให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาแข่งขัน เพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดเข้าสู่ตำแหน่ง
ที่สำคัญ พล.อ.ปรีชา ยังทิ้งระเบิดลูกโตว่า “หลายคนในกองทัพที่ทำแบบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ลูกชายผมคนเดียวที่ทำแบบนี้ได้”
นั่นหมายความว่าเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในกองทัพ จนหลายคนคิดว่าไม่ใช่ความผิดปกติ แต่การแต่งตั้งลูกชาย พล.อ.ปรีชา ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเพราะความเชื่อมโยงถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่มาพร้อมกับความคาดหวังว่าจะต้องมีบรรทัดฐานที่สูงกว่าปกติ
“คงเพราะเรานามสกุลจันทร์โอชาเลยโดนเพ่งเล็ง ทั้งๆ ที่ลูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็มีเข้ามาเป็นนายทหารกันจำนวนมากเมื่อมีตำแหน่งว่าง แต่ก็ไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง” พล.อ.ปรีชา กล่าว
ในแง่ของกฎระเบียบคงยากที่จะเอาผิดเพราะทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน มีการรับสมัครทหาร มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการคัดเลือกและพิจารณาคุณสมบัติ และจะมีการเสนอชื่อเข้ามาซึ่งทุกเหล่าทัพ
แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและเรื่องของความเหมาะสมที่มากกว่ากฎระเบียบ โดยคนลงนามอนุมัติคำสั่งคือ พล.อ.ปรีชา เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม มีภารกิจมากจึงมอบอำนาจให้ปลัดกลาโหมลงนามแทน
ยิ่งหากไปดูรายละเอียด คุณสมบัติ ตำแหน่งดังกล่าวเขียนไว้ค่อนข้างกว้างว่า ต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี ในวันสมัครเข้ารับราชการ, มีสัญชาติไทย โดยการเกิดตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ, ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่มีปรากฏพฤติการณ์ และข่าวสารเสียหายแต่อย่างใด, มีร่างกายแข็งแรงและไม่เป็นโรคที่ขัดต่อการรับราชการทหาร
นั่นหมายความว่าการตัดสินใจรับหรือไม่รับใครจึงแทบจะขึ้นอยู่กับ “ดุลพินิจ” ของคณะกรรมการพิจารณาล้วนๆ ส่วนจะมีการล้วงลูกสั่งการทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากนายทหารระดับบนหรือไม่อย่างไร คงยากจะพิสูจน์
ปัญหาอยู่ตรงที่ คสช.ซึ่งประกาศตัวเข้ามาสะสางปัญหาที่หมักหมมในอดีต และหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นตามหน่วยงานต่างๆ ก็มาจากปัญหาระบบอุปถัมภ์ เด็กเส้น เด็กฝาก การล้วงลูกจากฝั่งการเมืองที่กัดกร่อนระบบราชการมานาน
สังคมจึงคาดหวังว่า คสช.จะมาแก้ปัญหาตรงนี้ และวางรากฐานการปฏิรูปให้สังคมได้ใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไป
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูจะทำลายความคาดหวังจนหมดสิ้น และส่งผลสะเทือนต่อไปถึงกระบวนการปฏิรูปที่กำลังทำ รวมทั้งรัฐธรรมนูญที่จ่อคิวรอการทำประชามติ
เมื่อสิ่งที่ คสช.ผ่านกลไกแม่น้ำสายต่างๆ ที่เพิ่มความเข้มข้นคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่อำนาจ แก้ปัญหาสภาผัวเมีย เด็กเส้น เด็กฝาก นอมินี ให้เกิดความอิสระอย่างแท้จริง แต่การโยกย้ายหรือการรับบุคลากรในกองทัพกลับยังมีปัญหาเสียเอง
อีกทั้งท่าทีจากคนในกองทัพและ คสช.ก็ดูจะไม่เห็นว่าเป็นปัญหา ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า “ดูให้ดีๆ แล้วกัน เมื่อเราทำถูกต้อง ก็ไม่ต้องห่วง” หรือ พล.อ.ประวิตร ที่บอกว่า “เรื่องธรรมดา ไม่เห็นเป็นไรเลย เป็นอำนาจผม รับใครได้เลยทันทีทันใด เพราะหากขาดตำแหน่งที่จะมาทำงาน นี่เป็นสาขาพิเศษ”
ยิ่งหากย้อนไปดูการแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะเห็นทั้งการแต่งตั้ง ปฏิคม วงษ์สุวรรณ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
รวมทั้งการโยก พล.ต.ปิยวัฒน์ นาควานิช น้องชาย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.จากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นที่ปรึกษากองทัพบก และการโยก พล.ต.หญิง บุญรักษา นาควานิช ภรรยา พล.อ.ธีรชัย จากผู้ชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กลับมาเป็นผู้ชำนาญการกองทัพบก
สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นทั้งกองทัพและ คสช.มากขึ้น และจะกระทบต่อไปถึงภารกิจปฏิรูปและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต