ตื่น‘แมงมุมพันธุ์ใหม่’ ระวังได้..แต่อย่าตระหนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/199063

วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“แตกตื่น” กันอีกครั้ง หลังมีการส่งข้อมูลต่อๆ กันมาบนโลกออนไลน์ กรณีพบ “แมงมุมพิษสายพันธุ์ใหม่” ที่พิษของมันรุนแรงถึงขั้น “เสียชีวิต” ซึ่งไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นในประเทศไทย โดยคาดกันว่าคงหลุดมาจาก “นักเลี้ยงสัตว์แปลก” จากที่ไหนสักแหล่งหนึ่งไม่ว่าในบ้านหรือตามตลาดค้าสัตว์แปลก ยิ่งก่อนหน้าเคยมีกรณีชายไทยรายหนึ่งถูกแมงมุมกัดจนต้องตัดขา และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน ก็ยิ่งทำให้ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

จนกลายเป็นกระแส “ตื่นตระหนก”!!!

กระทั่งต่อมา..หน่วยงานวิชาการอย่าง ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดแถลงข่าวเมื่อ 20 ม.ค. 2559 เพื่อไขข้อข้องใจแก่สังคม โดย นายนรินทร์ ชมภูพวง นิสิตระดับปริญญาเอกภาควิชาชีววิทยา ในฐานะผู้ศึกษาแมงมุมชนิดนี้เปิดเผยว่า แมงมุมชนิดดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน” หรือในชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Loxosceles Rufescens ซึ่งพบได้ในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน (ยุโรปตอนใต้), สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, มาดากัสการ์, ออสเตรเลีย, รัสเซีย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน และล่าสุดคือประเทศไทย

ถือเป็น “ชาติแรก” ที่พบแมงมุมชนิดนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)!!!

แมงมุมชนิดนี้อันตรายแค่ไหน? คำถามนี้ ดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ผู้ที่ถูกแมงมุมชนิดนี้กัดเบื้องต้นจะมีบาดแผลและอาการไม่ต่างจากถูกแมลงทั่วไปกัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน แผลจะเริ่มลุกลามจนเนื้อเริ่มตาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ โอกาสติดเชื้อก็จะมีสูง ถึงขั้นเสียชีวิตได้

“ในต่างประเทศแมงมุมสันโดษได้รับความสนใจมาก เพราะมีรายงานการถูกกัดทุกปี และหลายกรณีไม่ได้มารับการรักษาอย่างทันท่วงทีแล้วเกิดแผลที่ค่อนข้างรุนแรง เกิดการติดเชื้อ และอาจเสียชีวิตได้” อาจารย์ณัฐพจน์ ระบุ

ขณะที่ นรินทร์กล่าวต่อไปว่า สำหรับในประเทศไทย คณะผู้ศึกษาค้นพบแมงมุมชนิดนี้ ณ ถ้ำแห่งหนึ่งในอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ขนาดประมาณ 7-7.5 มิลลิเมตร มีตา 3 คู่ 6 ตา ลำตัวมีสีเหลืองน้ำตาล เบื้องต้นคาดว่ามีอยู่ราว 500 ตัว ทว่าความน่าสนใจคือ พบในถ้ำแห่งนี้เพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้จุดก่อสร้าง “ทางรถไฟสายมรณะ” ที่กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกมาเป็นแรงงานทำทางรถไฟเชื่อมจากไทยไปพม่า ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเชลยศึกเหล่านั้นเสียชีวิตไปมากมาย

รายงานระบุว่า..แมงมุมชนิดนี้พบในญี่ปุ่นมาตั้งแต่ “ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1”!!!ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด..มันอาจติดมากับ “การขนส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์”!!!

“เราสำรวจถ้ำที่พบแมงมุมชนิดนี้และถ้ำอื่นๆ ใกล้เคียงทั้งหมด แต่เราพบแมงมุมชนิดนี้เพียงถ้ำเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้กับการก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ จึงเป็นสมมุติฐานว่าแมงมุมอาจจะติดมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ซึ่งมีการขนส่งลำเลียงวัสดุหรือยุทโธปกรณ์จากญี่ปุ่นมาไทย และอาจใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่เก็บสิ่งของต่างๆ

จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มในปี ค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) ส่วนทางรถไฟสายมรณะเริ่มสร้างในปี ค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) และสงครามยุติในปี ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) แต่แมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน ถูกค้นพบในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1906 (พ.ศ.2449) แล้ว และถูกรายงานอย่างต่อเนื่องในปี ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) รวมถึงช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังมีการตีพิมพ์รายงานพบแมงมุมชนิดนี้ที่ญี่ปุ่นด้วย” นรินทร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม..แม้แมงมุมชนิดนี้จะดูน่ากลัว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกมากนัก นรินทร์กล่าวต่อไปว่าประการแรก..แม้หลายประเทศจะพบว่ามีผู้ถูกแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียนกัดเป็นจำนวนมาก เช่นที่ บราซิล พบสูงถึงปีละหลายพันกรณี ทว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยแล้วมีไม่ถึง 10 รายต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมาก

แต่ก็มีคำแนะนำเมื่อถูกแมงมุมกัดว่า 1.พยายามจับแมงมุมตัวที่กัดให้ได้ เพื่อให้แพทย์ทราบว่าถูกแมงมุมชนิดใดกัด จะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง2.ล้างแผลให้สะอาด ด้วยน้ำและสบู่ ก่อนไปพบแพทย์โดยเร็ว3.หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น เพราะเป็นการกระตุ้นให้พิษกระจายตัว

ประการที่สอง…พื้นที่ที่พบแมงมุมชนิดนี้เป็นพื้นที่ควบคุมของทหาร โดย พล.ต.ณัฏฐพัชร สกุลรังศฤษดิ์ผู้อำนวยการสำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ยืนยันว่า บริเวณถ้ำดังกล่าวเป็นพื้นที่ปิด แม้แต่คณะของผู้ศึกษาวิจัยที่เข้าไปก็ต้องทำหนังสือขออนุญาตทุกครั้ง ดังนั้น คงเป็นไปได้ยากที่จะมีใครไปจับออกมาเพาะขายในตลาดซื้อขายสัตว์แปลกอย่างที่มีข้อกังวล

“พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ทหาร มีกิจกรรมดูแลรักษาอย่างดี ฉะนั้นคนที่จะเข้าไปได้ อย่างเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่เข้าไปสำรวจ ก็จะทำหนังสือไปแล้วเราก็จะเข้าไปดูแล ซึ่งเราร่วมกับทหารในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในการลาดตระเวนป้องกัน ตรงนี้คิดว่าคงไม่น่าเป็นห่วง” พล.ต.ณัฏฐพัชร กล่าวยืนยัน

และ ประการที่สาม..แมงมุมชนิดนี้ “สันโดษ”สมกับชื่อของมัน เพราะจากการศึกษาพบว่ามันชอบอยู่นิ่งๆไม่เคลื่อนไหวไต่ไปมามากนัก ซึ่ง นรินทร์ ฝากเตือนไว้ว่า..หากมนุษย์ไม่ไปรบกวน ไม่ไปจับไปสัมผัสตัวมันหรือที่อยู่ของมัน ก็จะไม่ทำให้แมงมุมชนิดนี้หลุดออกมาสู่โลกภายนอก

“เวลาที่เราเข้าไปในถ้ำ อย่าไปหยิบจับสิ่งต่างๆ ให้มันอยู่คงความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด เข้าไปก็ดูด้วยสายตา อาจจะถ่ายรูปเก็บไว้ได้ แต่อย่าไปหยิบไปจับ ไม่ใช่แค่แมงมุมเท่านั้น เพราะสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็อาจได้รับผลกระทบด้วย” นรินทร์ ฝากทิ้งท้าย

สำหรับประชาชนที่พบแมงมุมต้องสงสัยว่าจะเป็นแมงมุมพิษหรือไม่? สามารถส่งตัวอย่างไปตรวจสอบได้ที่ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกีฏวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท์ 0-2218-5272

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment