ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
22 เมษายน 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427920

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวอีกครั้งหลังกลุ่มพลเมืองโต้กลับออกมารวมตัวและเตรียมยกระดับเคลื่อนไหววันศุกร์นี้
เบื้องต้น พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเมินว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เชื่อว่า “จุดกระแสไม่ติด” เพราะประชาชนเบื่อหน่ายต่อการชุมนุมทางการเมือง
ทว่าสิ่งที่ คสช.เป็นห่วงคือความปลอดภัยของเขา เพราะมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเขาเช่นกัน ต้องระมัดระวังในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม การดูแลคงให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลักภายใต้กฎหมายปกติ
ปัจจัยที่ทำให้ คสช. มั่นใจว่าแรงกระเพื่อมจะไม่ลุกลามบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ได้มีเพียงแค่บรรยากาศที่ประชาชนเบื่อหน่ายการชุมนุม
แต่ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. พร้อมกฎระเบียบที่ออกมาควบคุมสถานการณ์ ย่อมทำให้การเคลื่อนไหวถูกตีกรอบให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดหรือเคลื่อนไหวด้วยเรื่องอะไรก็ตาม
กรณีล่าสุด อานนท์ นำพา ทนายความสิทธิมนุษยชน หนึ่งในแกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ออกมาชี้แจงถึงการจัดกิจกรรม “ยืนสงบนิ่ง” ที่สถานีบีทีเอส เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย
อีกด้านหนึ่ง วีรดา เมืองสุข บุตรสาววัฒนา ออกมายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิมนุษยชนสากลตรวจสอบการดำเนินการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองของ คสช.ว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่
แม้ชนวนจากการควบคุมตัววัฒนา จะเป็นประเด็นที่ “เปราะบาง” เมื่อเกี่ยวข้องไปถึงสิทธิการแสดงออกที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และยังมีความพยายามดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาช่วยกดดัน
แต่สุดท้ายด้วยอำนาจในมือ คสช. คงยากที่การเคลื่อนไหวจะลุกลามบานปลายจนคุมไม่อยู่ แถมล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ออกมาส่งสัญญาณดิสเครดิตการเคลื่อนไหวรอบนี้
“ไม่รู้เหรอว่าใคร มาจากไหน ใครล่ะที่สนับสนุนกันมา ใครวางแผน ล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศ ทักษิณ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ตีผมเละอีก ต้องการแค่นี้ประเทศก็ปั่นป่วนเหมือนเดิม สื่อก็ช่วยผมได้แค่นี้ ทำให้ยุ่งขึ้น และต้องยอมรับสิ่งที่เกิดต่อจากนี้ ถ้าสื่อจะทำแบบนี้ เลือกตั้งจะได้ไหมอยู่ที่สื่อไม่ใช่ผม ถ้าไม่เรียบร้อยผมก็จะใช้กฎหมาย วันนี้พยายามใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมายก็ไม่ยอมกันอีก มันจะอยู่กันด้วยอะไร”
ทว่าการใช้กฎหมายที่เคร่งครัดเกินไป แม้เบื้องต้นอาจจะช่วย “ตัดตอน” ความเคลื่อนไหวต่างๆ ให้ขยายวงจนควบคุมไม่อยู่ แต่หากใช้บ่อยและนานเกินไปสุดท้ายก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาเป็นปัญหาให้ คสช.ในที่สุด
ต่อเนื่องไปจนถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่เติมเชื้อความขัดแย้ง
โดยเฉพาะสัญญาณจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาชี้แจงว่า ถึงการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุชัดว่าอะไรคือความผิด ส่วนอะไรที่ไม่ชัดก็ต้องไปที่ศาลยุติธรรม อาทิ ศาลแขวง ศาลอาญา
แถมยังมีดาบสองเป็นประกาศหรือคำสั่งของ คสช. ซึ่งมีผลเป็นกฎหมาย ซึ่งสามารถให้เจ้าหน้าที่ห้ามปราบปรามหรือนำตัวมาปรับทัศนคติ นำตัวมาสอบถามได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการกระทำอะไรที่ทำให้เกิดความรุนแรง หรือเป็นคำพูดเฮตสปีชก็อาจจะมีความผิดหรือถูกใช้มาตรการดังกล่าวได้ ต่อด้วยดาบสามเป็น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่จะใช้ต่อเมื่อมีการชุมนุม
ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้ คสช.มั่นใจว่ากระแสเคลื่อนไหวรอบนี้จะ “จุดไม่ติด” หรือมีผลลุกลามไปจนถึงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต
แต่ปัจจัยเสี่ยงอยู่ที่หาก คสช.ยังมั่นใจอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือและยังยืนกรานใช้แต่ “ไม้แข็ง” สกัดกลุ่มต่างๆ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวทุกกลุ่มแบบไม่แยกแยะ เบื้องหน้า เบื้องหลัง หรือเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม โดยเหมารวมว่าทุกกลุ่มไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม
สุดท้ายนี่อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงไป โดยเฉพาะหากการใช้ไม้แข็งนี้เป็นการบีบให้กลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจาก คสช.ออกมาจับมือรวมตัวเคลื่อนไหวด้วยกัน
ยิ่งเวลานี้เริ่มจะเห็นแนวร่วมที่เปิดหน้ามาเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ คสช.ประเมินว่ากระแสจุดไม่ติดอาจไม่เป็นเช่นนั้น