ภาษีสังคมช่วงรัฐประหาร ‘ถ้าไม่มีเลือกตั้ง เราคงลำบาก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 08:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426856

ภาษีสังคมช่วงรัฐประหาร ‘ถ้าไม่มีเลือกตั้ง เราคงลำบาก’

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

เกือบ 2 ปีแล้ว ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจจากพลเรือน ส่งผลให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตได้มีโอกาสพักร้อนในแบบที่ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก

แต่กระนั้นการได้หยุดพักของนักการเมืองของพรรคการเมืองก็เป็นเพียงการหยุดจากการทำงานในสภาเท่านั้น เพราะในฐานะที่พวกเขาเป็นคนของประชาชน ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป แม้จะไม่มีตำแหน่งเป็น สส.หรือรัฐมนตรีแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า สส.ในเมืองไทยต่างมีสถานะทางเศรษฐกิจแตกต่าง บางคนเป็นนักการเมืองอาชีพ ประกอบอาชีพการเป็นผู้แทนราษฎรอย่างเดียว ส่วนบางคนเป็นนักธุรกิจมีกิจการเป็นของตัวเอง พอประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจแล้วก็อยากมาหาความท้าทายในด้านการเมืองดูบ้าง

ความแตกต่างตรงนี้จึงนำมาซึ่ง “ภาษีสังคม” ตามงานแต่งงาน งานบวช งานศพ ฯลฯ ที่นักการเมืองเหล่านี้มีความสามารถในการรับภาระไม่เท่ากัน ลองมาดูกันว่าพวกเขาบริหารการจ่ายภาษีที่ว่านี้อย่างไร

สมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า คนที่เป็นผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ได้ดำรงตำแหน่งก็ยังขึ้นชื่อว่าผู้แทนราษฎร ทางสังคมเราคือที่พึ่งของชาวบ้าน ตนไปร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านทุกงาน ซึ่งต่อให้เราไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้แทนราษฎร ก็ต้องมีรายจ่าย ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่มีรายได้จะลำบาก ส่วนที่เป็นคนรวยอยู่แล้วก็คงไม่เป็นไร คนที่เป็นนักการเมืองมีต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนก็รวย บางคนก็จน แต่ส่วนตนเองนั้นก็ยังพอประคองไปได้บ้าง ได้เงินจากบำเหน็จบำนาญบ้าง และจากธุรกิจเล็กๆ ที่เปิดขายอุปกรณ์ก่อสร้าง โชคดีที่เป็นคนต้นทุนต่ำ ค่าใช้จ่ายเงินใส่ซองไม่สูงมาก 200-500 บาท ก็แล้วแต่งาน เราต้องมีค่าใช้จ่ายตลอด การว่างเว้นจากการเมืองไม่ใช่ว่าหน้าที่เราจะว่างเว้นไปด้วย

“วันๆ หนึ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาล เข้าพรรษา ปีใหม่ สงกรานต์ มีรายจ่ายตกวันละ 5,000-6,000 บาท เดือนหนึ่งเฉลี่ยแล้วอย่างต่ำก็ 4-5 หมื่นบาท นี่คือประหยัดแล้ว ใส่ซองน้อยแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันคือความผูกพันที่ผมว่าทุกพรรคการเมืองก็ต้องทำแบบนี้ ถามว่าตอนนี้สบายไหม ก็ไม่ได้สบายมาก เราก็ทำตามเท่าที่ทำได้  ถ้าเดือนนี้จ่ายเยอะแล้ว งบในส่วนนั้นหมดก็ต้องหยุดใช้เงินอย่างประหยัดเอา”

ขณะที่ อภิชาติ สุภาแพ่ง อดีต สส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฉายา “สจ.ร้อยศพ” ซึ่งฉายานี้ไม่ได้มาเพราะไปทำร้ายใคร แต่เป็นเพราะเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่เดินทางไปร่วมงานของประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะงานศพมากที่สุด

อภิชาติ ระบุว่า ตลอด 28 ปี ชีวิตนักการเมือง ตั้งแต่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น จนกระทั่งนักการเมืองระดับชาติ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง หรือจะอยู่ในช่วงรัฐประหาร การใช้ชีวิตทุกอย่างต้องเหมือนเดิมหมด ต้องอยู่กับประชาชน แต่อะไรที่ประชาชนขอให้เราทำและเราทำไม่ได้ ก็บอกไปตรงๆ ว่าทำไม่ได้ เช่นที่ผ่านมาให้ฝากเด็กนักเรียน เราทำให้ไม่ได้ก็ต้องบอกเขาไป แต่ถ้าเป็นเรื่องลงชุมชน ลงหมู่บ้าน ไปเยี่ยม ไปร่วมงานบุญ งานกุศล งานวัด งานโรงเรียน มูลนิธิ ทุกงานต้องไปหมด เชิญไม่เชิญก็ต้องไป แม้แต่งานที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามไม่ชอบพรรคเรา เราก็ต้องไป

“รายจ่ายที่ใช้จ่ายทุกวันนี้ มาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆ ค่าเช่าตึกบวกกับใช้เงินเก็บส่วนตัวออก เพราะรายได้ที่ได้มาแต่ละเดือนทุกวันนี้ไม่พอ เฉลี่ยรายจ่ายต่อเดือนตั้งแต่ปีใหม่มา ตกเดือนละ 2–3 แสนบาท  ถือว่าแรงมากเลย แต่ถ้าเลยช่วงเข้าพรรษาไปแล้วค่าใช้จ่ายงานบุญต่างๆ จะลดลงเหลือ 1-2 แสนบาท/เดือน” สจ.ร้อยศพ เปิดความในใจ

อภิชาติ สำทับข้อมูลแหล่งเงินที่มาของรายจ่ายว่า ปัจจุบันใช้เงินจากส่วนของแม่บ้านหรือภรรยาที่มีเงินเดือนจากตำแหน่งนายก อบต. รวมกับเงินบำนาญช่วยจุนเจือบ้าง ตอนนี้รายได้ครอบครัวมีแต่ติดลบ ไม่มีบวก แต่คิดว่าถ้าปี 2560 ไม่มีการเลือกตั้ง เราก็คงต้องพิจารณาว่า เราควรจะหยุดการเมืองไหม เพราะเราสู้รายจ่ายไม่ไหว แต่ตราบใดเราคิดว่าเป็นคนของประชาชน ต้องไม่มีคำว่าไม่ไหว

สำหรับ สิรินทร รามสูต อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ยอมรับว่าตระกูลเป็นครอบครัวนักการเมือง และตระหนักดีถึงการเป็นตัวแทนประชาชน และไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง การทำหน้าที่ยังคงเหมือนเดิม ชาวบ้านเดือดร้อนหรือเชิญให้ไปร่วมกิจกรรมอะไรก็ไป รายจ่ายก็มีตามปกติ

“ไม่ได้คิดเรื่องภาษีสังคมอะไรมากนัก และการไปร่วมงานก็ไม่ได้ใส่ซองหรือต้องไปกำหนดจำนวนเงินอะไรมากมาย ทำตามความสามารถ พอๆ กับคนทั่วไป และเข้าใจว่าประชาชนเขาไม่ได้สนใจจำนวนเงิน แต่เขาแค่อยากให้เราไปร่วมกิจกรรม ให้คนไปร่วมงานด้วยเท่านั้น ส่วนตัวถูกสอนมาว่าเราจะต้องทำธุรกิจของตนเองให้ตัวเราอยู่รอด พึ่งพาตนเองได้จนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ อย่าทำงานการเมืองหน้าเดียว ไม่ว่าจะปฏิวัติหรือไม่ปฏิวัติก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมาย และการเป็นผู้แทนไม่ได้สร้างกันวันเดียว” สส.เมืองเหนือ กล่าว

 

Leave a comment