วางหมาก ‘วัฒนา’ ปลุกกระแสเขย่าประชามติ รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427452

วางหมาก ‘วัฒนา’ ปลุกกระแสเขย่าประชามติ รธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมากนักสำหรับกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นทั้ง 297 มาตรา พร้อมด้วยคำถามพ่วงประชามติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดให้ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่ให้รัฐสภา (สส. และ สว.) ร่วมกันเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เสียงคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญดังขึ้น ถ้ามองในบริบททางการเมืองต้องยอมรับว่าการตั้งคำถามพ่วงในลักษณะดังกล่าวมีส่วนสำคัญอยู่ไม่น้อย

การพยายามแง้มช่องให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมต่อการเลือกนายกฯ ถือเป็นการเขย่าหลักการว่าด้วยการเข้าสู่อำนาจทางบริหารครั้งใหญ่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญสองฉบับล่าสุดทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายเลือกนายกฯ เท่านั้น แม้แต่ในบทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี“มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ที่ให้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. แต่ก็ยังมาจากเลือกโดยมติของสภาเพียงฝ่ายเดียว

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมเมื่อ สนช.มีมติให้เพิ่มคำถามประชามติดังกล่าวเข้าไปอีกหนึ่งคำถาม ถึงเกิดกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญด้วยการจุดประเด็น “สืบทอดอำนาจ” ขึ้นมา

จากปัจจัยเหล่านี้จึงเอื้อให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถหยิบฉวยจังหวะปลุกกระแสคัดค้านก่อนถึงวันประชามติ

“พรรคเพื่อไทย” ในฐานะคู่แค้นหมายเลขหนึ่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำเรื่องสิทธิเสรีภาพมาเป็นประเด็นนำกัดเซาะ คสช.เป็นระยะ พรรคเพื่อไทยรู้ดีว่า คสช.มีจุดอ่อนในเรื่องนี้ เพราะจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา คสช.ไม่ได้ให้อิสระแก่ทุกฝ่ายในการแสดงความคิดเห็นเท่าที่ควร

อาจเรียกได้ว่า “วัฒนา เมืองสุข” แกนนำพรรคเพื่อไทย ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของพรรคในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ โดยเป็นคนหนึ่งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด จนทำให้เป็นอีกคนที่ถูก คสช.เรียกมาปรับทัศนคติมากที่สุดเช่นกัน

โดยครั้งล่าสุดที่วัฒนาถูกเชิญมาปรับทัศนคติ ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้พยายามขยายผลด้วยการเชิญตัวแทนสถานทูตสวิส นอร์เวย์ แคนาดา ที่มาสังเกตการณ์ระหว่างวัฒนาถูกนำตัวไปปรับทัศนคติเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมาด้วย ต่างจากทุกครั้งที่ไม่มีกระบวนการดังกล่าว

จากนั้นเกิดความพยายามที่จะขยายผลอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการทำจดหมายถึงเลขาธิการสหประชาชาติ สำนักงานสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ไม่ต่างอะไรกับการเดินเกมใช้โลกล้อมไทยเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.หลังจากก่อนหน้าที่เพิ่งโดนมาตรการกดดันจากนานาชาติในเรื่องเศรษฐกิจมาค่อนข้างหนัก

ด้านฝั่งของ คสช.เองจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้สนกับหมากเกมนี้ของพรรคเพื่อไทยเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าพรรคเพื่อไทยต้องมาไม้นี้

“ผมว่าแค่ออกมาเขียน ไม่ใช่เก่งหรอก เรียกคะแนนเสียง ทำแบบนี้ใครก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่ใช่คุณวัฒนาทำได้คนเดียว ส่วนจุดประสงค์คุณวัฒนาจะขอลี้ภัยหรือไม่นั้น ไม่ทราบ อยากไปไหนก็ไป หรือทำเพื่อเอาหน้านายใหญ่ ผมก็ไม่รู้ เพราะผมไม่มีนายใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุ

คสช.มองกระบวนการเคลื่อนไหวของพรรรคเพื่อไทยเป็นเพียงการสร้างกิจกรรมในช่วงที่จะมีการออกเสียงประชามติ เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง สส.ในอนาคต แต่การจะปล่อยให้พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยที่ คสช.ไม่ทำอะไรเลยนั้นจะเป็นการทำให้กลุ่มอื่นๆ ใช้เป็นบรรทัดฐานได้

อย่างไรก็ตาม ในใจลึกๆ เอง คสช.ก็หวั่นเกรงเช่นกันว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ

การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น แต่มีความหมายไปถึงความชอบธรรมของ คสช.ด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศทางการเมืองในช่วงใกล้วันออกเสียง ไม่เว้นแม้แต่ผลงานของ คสช.และรัฐบาล ต่างจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการออกเสียงของประชาชนมากกว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนุญ เพราะในทางปฏิบัติมีความเป็นไปได้น้อยที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจะอ่านเนื้อหาทั้ง 279 มาตรา และมีความเข้าใจมากพอที่จะตัดสินใจได้ เว้นแต่จะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

หาก คสช.และรัฐบาลทำงานได้เข้าตา โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติก็มีสูง แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะตกม้าตายก็มีได้เช่นกัน ซึ่งการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติย่อมหมายถึงการสอบตกของ คสช.ด้วย โดยพรรคเพื่อไทย รู้ตรรกะและความเป็นเหตุเป็นผลตรงนี้ดี จึงได้พยายามจะเดินเกมตอบโต้ คสช.

นับจากนี้ไป การต่อสู้ระหว่างพรรคเพื่อไทยและ คสช.จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น ผ่านการสร้างวิวาทะเพื่อสร้างประเด็นให้สังคมสนใจ เพื่อใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยของการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.

 

Leave a comment