สกู๊ปหน้า5:’สะพานถล่ม’ที่อยุธยา ‘ก่อสร้าง’ต้องรอบคอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/197539

วันศุกร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
เป็นเรื่องร้ายรับปีลิงกันทีเดียว กับเหตุสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่กำลังก่อสร้างบริเวณฝั่ง ต.เกาะเรียน เพื่อใช้สำหรับข้ามไปฝั่ง หมู่ 1 ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา ไปออกยังถนนสาย 347 พังถล่มลงมา ส่งผลให้คนงานก่อสร้างได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อ 5 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ “ครั้งแรก” กับเหตุการณ์ทำนองดังกล่าว!!!

ย้อนไปเพียงปีกว่าๆ วันที่ 11 ส.ค. 2557 เกิดเหตุสลดขึ้นเมื่ออาคารห้องพัก U Place Condotel ย่านรังสิต คลอง 6 จ.ปทุมธานี ที่กำลังก่อสร้างเกิดพังถล่มลงมา และย้อนไปกว่านั้นไม่นานนัก 25 ก.พ. 2557 อาคารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บริเวณ ถ.เลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเช่นกัน เกิดพังถล่มลงมา

ทั้ง 2 เหตุการณ์ มีทั้ง “คนตาย” และ “คนเจ็บ” หลายราย!!!

11 ม.ค. 2559 ศ.ดร.อมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร เปิดแถลงข่าวหลังนำคณะของสภาวิศวกรลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อ 6 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา ตั้งข้อสังเกตไว้ 3 ประการ คือ 1.อาจเกิดจากการหลุดของเหล็กที่ยึดระหว่างเสา หรือเรียกว่า “หูช้างเหล็ก” ที่ใช้เป็นฐานรองรับเครนขณะที่กำลังยกติดตั้งชิ้นส่วน ส่วนสาเหตุที่หูช้างเหล็กหลุดลงมานั้น ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์และตรวจสอบในรายละเอียดต่อไป เนื่องจากอาจเกิดขึ้นได้จากหลายๆ ปัจจัย

2.วัสดุที่ใช้จริงเป็นไปตามที่ออกแบบหรือมาตรฐานหรือไม่? คือหากออกแบบเหล็กหูช้างไว้ดีแล้ว แต่อุปกรณ์ที่ใช้งานนั้นมีการใช้งานซ้ำมาหลายครั้งจนเกิดชำรุดหรือเสียหาย และวิศวกรก็ไม่ได้ตรวจสอบให้ละเอียดว่าวัสดุที่ใช้ยึด เช่น ท่อนเหล็ก Shear Pin มีกำลังรับน้ำหนักเพียงพอหรือไม่?

3.มีขั้นตอนการควบคุมคุณภาพในระหว่างการก่อสร้าง เช่น การควบคุมแรงดึงในท่อนเหล็กอัดแรงหรือไม่? เป็นต้น ทั้งนี้ก็ยังไม่ฟันธงได้ว่าเพราะสาเหตุใด โดยอาจต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ เพิ่มเติม เช่น กำลังรับน้ำหนักของตัวเครนเองอีกด้วยว่าเพียงพอหรือไม่? เพื่อให้การวิเคราะห์และตรวจสอบปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้าน

“สันนิษฐานว่าการร่วงของเครนที่ใช้ก่อสร้างอาจเกิดจากการหลุดของเหล็กที่ยึดระหว่างเสา หรือที่เรียกว่าหูช้างเหล็ก ซึ่งเป็นฐานรองรับตัวเครนขณะยกติดตั้งชิ้นส่วน โดยตัวเครนนี้จะตั้งขาอยู่บนเสาตอม่อ และค่อยๆนำตัวหล่อคอนกรีต ที่มีถึง 12 ชิ้น ขึงกับสลิงไปร้อยต่อรวมกันระหว่างเสาตอม่อ

ซึ่งการหลุดของหูช้างเหล็ก ยังต้องไปตรวจสอบ และวิเคราะห์ ที่อาจเป็นไปได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการออกแบบรอยต่อที่ยึดหูช้างเหล็กกับเสาเพียงพอหรือไม่ รวมถึงเหล็ก 4 เส้นที่ใช้ยึด มีกำลังรับน้ำหนักเพียงพอหรือไม่และขั้นตอนการควบคุม รวมถึงวัสดุที่ใช้เป็นไปตามขั้นตอนการออกแบบหรือไม่” ศ.ดร.อมร กล่าว

ด้าน รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจชิ้นส่วนสำเร็จรูปคานสะพานรูปกล่อง ที่พบในที่เกิดเหตุมีสภาพแตกชำรุด รวมทั้ง “ตอม่อ” ที่เกิดการเสียรูปเปลี่ยนตำแหน่งขนาดใหญ่ ยกเว้นตอม่อตัวริมสุดท้ายก่อนถึงแนวแม่น้ำเจ้าพระยา มีแบบฉบับที่สอดคล้องกับการตั้งข้อสังเกตของการวิบัติในระหว่างการก่อสร้าง

ทั้งนี้การเสียรูปมากของโครงสร้างเป็นสัญญาณของการวิบัติทั้งหมด นอกจากนั้นยังพบเห็นคานเหล็กรูปพรรณขนาดใหญ่ จึงสันนิษฐานว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างในการติดตั้งชิ้นส่วนสะพาน “หล่น” และ “พิง” กับตัวสะพานที่อยู่ติดกัน และในบริเวณเดียวกันนั้นปรากฏรอยแตกร้าวจำนวนหนึ่ง

แม้ขณะนี้เหตุการณ์สะพานถล่มที่อยุธยา ยังไม่อาจสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้เพราะต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ก็ต้องถือว่าเป็น “อุทาหรณ์” ได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ วสท. ได้ให้คำแนะนำถึงเรื่องความปลอดภัยในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือนต่างๆ เพิ่มเติมว่า โดยปกติการบริหารหรือจัดการให้เกิดความปลอดภัยขณะก่อสร้างนั้น จะมี 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ

1.การจัดความปลอดภัยในสถานที่ก่อสร้าง ได้แก่ การกั้นอาณาบริเวณก่อสร้างให้มิดชิด มีอุปกรณ์ป้องกันสิ่งของตกร่วง อุปกรณ์ป้องกันฝุ่น ฯลฯ นอกจากนี้ต้องทำป้ายเตือนติดเป็นระยะตลอดแนวก่อสร้างให้ผู้สัญจรทราบว่าเป็นเขตอันตราย อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรเก็บไว้ในที่ที่เหมาะสม ไม่ยื่นหรือโผล่ออกมานอกเขต เป็นต้น

2.การจัดความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือเครื่องจักร ซึ่งข้อนี้สำคัญมาก เพราะอุบัติเหตุในครั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจมาจากสาเหตุ
ดังกล่าว ก่อนการปฏิบัติงานจึงต้องไม่ละเลยที่จะมีการตรวจสอบ หากพบข้อบกพร่องจะต้องถือเป็นสิ่งสำคัญในการซ่อมแซมแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนทุกครั้งไป การซ่อมบำรุงจะต้องยึดถือมาตรฐานเป็นหลัก และจะต้องได้รับการตรวจสอบซ้ำตามลำดับชั้นของผู้รับผิดชอบ และ 3.การจัดความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น การกำหนดการแต่งกายของคนงาน เป็นต้น

“เจ้าหน้าที่ที่จะต้องเข้าทำงาน ต้องไม่แต่งตัวรุ่มร่าม สวมหมวกนิรภัย ใส่รองเท้านิรภัย ต้องได้รับการอบรม ความรู้หรือวิธีปฏิบัติงานที่จะทำให้เหมาะสม และมีข้อห้ามบ้าง เช่น ห้ามกินเหล้า รวมทั้งต้องมีบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามด้วย” เลขาธิการ วสท. ฝากทิ้งท้าย

ต้องเน้นย้ำเสมอว่า “ความประมาทเป็นหนทางแห่งหายนะ” โดยเฉพาะกับงานบางประเภท เช่น งานก่อสร้าง ที่ชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” อยู่แล้ว และหลายเหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นกรณีอาคารที่รังสิต คลอง 6 จ.ปทุมธานี หรือที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ บทสรุปหลังการตรวจสอบ พบว่ากรณีแรก เกิดจากการเร่งเทปูนจากชั้นบนในขณะที่เหล็กค้ำยันชั้นล่างยังติดตั้งไม่เรียบร้อย ส่วนกรณีหลัง เกิดจากการติดตั้งเหล็กค้ำยันปล่องลิฟต์โดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพพื้นที่ที่อยู่ใกล้ทะเลซึ่งมีลมแรงพัดมาปะทะบ่อยครั้ง จึงพังถล่มลงมาในที่สุด

“ความปลอดภัย” จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่าย ไม่ว่าคนงาน

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment