ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
25 เมษายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/428344

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองไทยในระยะประมาณเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นกับ “พรรคชาติไทยพัฒนา” อย่างน้อยถึง 5 ครั้ง
1.ปี 2548 หลังจากพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย ก่อนที่พรรคชาติไทยในเวลานั้นจะประกาศไม่ขอเข้าร่วมเป็นรัฐบาล เพราะพรรคไทยรักไทยสามารถเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียวได้ จากเดิมที่พรรคชาติไทยมักจะมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
2.ปี 2549 ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในการไม่ร่วมลงเลือกตั้ง สส. เพราะไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ “ทักษิณ ชินวัตร” ระหว่างเผชิญกับกระแสกดดันจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
3.ปี 2551 พรรคชาติไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค โดยมีสาเหตุจากการมีกรรมการบริหารพรรคทุจริตการเลือกตั้ง จากนั้นได้มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ “พรรคชาติไทยพัฒนา”
4.ปี 2556 “ชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรค และ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” ประธานที่ปรึกษาพรรค จากไปอย่างสงบในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยทั้งสองคนมีบทบาทในการจัดทำนโยบายสร้างความปรองดอง หนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรค
5.ปี 2559 “บรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาพรรค ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 23 เม.ย.
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อไม่มีอดีตนายกฯ บรรหารเป็นเสาค้ำให้กับพรรคชาติไทยพัฒนา ย่อมมีผลกระเทือนอย่างมีนัยสำคัญ
มองกลับไปตัวแกนนำพรรคแต่ละคนในปัจจุบัน แม้จะมีประสบการณ์ทางการเมืองไม่ต่ำกว่าคนละ 10-30 ปี แต่ถ้ามองในเรื่องบารมีแล้วยังถือว่าห่างไกลกับบรรหารหลายช่วงตัว
ต้องไม่ลืมว่าบรรหารเป็นผู้ใหญ่ในสนามการเมืองที่ใครๆ ก็ล้วนเกรงใจ จะเห็นได้จากที่เวลาครบรอบวันเกิดของคนใหญ่เมืองสุพรรณทุกวันที่ 19 ส.ค. จะมีนักการเมืองรุ่นใหญ่มาอวยพรไม่ขาดสาย
แม้แต่ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ตัวไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ก็ยังต่อสายส่งคำอวยพรมาเป็นประจำ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นที่หมายตาของทุกพรรคที่อยากจะขอให้มาร่วมงานด้วย โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาล
นั่นเป็นความแข็งแรงของพรรคชาติไทยพัฒนาในยามที่มีบรรหารคุม แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปเพราะไม่มีแม่ทัพคนเดิมอีกแล้ว พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีทิศทางอย่างไร
ย้อนกลับไปดูสถิติการเลือกตั้ง สส.ของพรรคสองครั้งล่าสุด จะเห็นได้ว่าคะแนนและจำนวนที่นั่งสส.ไม่สู้ดีนักทั้งที่มีบรรหารถือธงนำ
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 พรรคชาติไทยได้ สส.จำนวน 34 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 30 คน และระบบสัดส่วน 4 คน โดยได้รับคะแนนเลือกตั้ง สส.สัดส่วน 1,213,532 คะแนน (ต่อมาเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคชาติไทยและเลือกตั้งซ่อมทำให้เหลือ สส.จำนวน 25 คน)
อีกครั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 พรรคชาติไทยพัฒนาได้ สส. 19 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 15 คน และระบบบัญชีรายชื่อ 4 คน โดยได้รับคะแนนเลือกตั้งสส.ระบบบัญชีรายชื่อ 907,106 คะแนน หนำซ้ำการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคชาติไทยพัฒนาต้องเสียเก้าอี้ สส.สุพรรณบุรีหนึ่งตัวให้กับพรรคเพื่อไทยด้วย (อ้างอิงตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง)
ในเชิงตัวเลขแล้ว ย่อมประเมินได้ว่าโอกาสที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะได้จำนวน สส.ลดลงมีอยู่พอสมควร ยิ่งการเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังลงประชามติเป็นระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ด้วยแล้ว ถือว่าได้ส่งผลโดยตรงต่อพรรคชาติไทยพัฒนา
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการใช้บัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบเพื่อเลือก สส.ระบบเขตและคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ เป็นการบีบให้ต้องส่งผู้สมัคร สส.เขตให้กระจายไปในหลายพื้นที่มากที่สุด เพื่อหวังใช้คะแนนดิบทั้งในเขตที่ชนะและแพ้มาช่วยดึงคะแนนให้พรรคได้มี สส.บัญชีรายชื่อ
โดยฐานเสียงของพรรคชาติไทยพัฒนาจะอยู่ที่เมืองหลวง คือ สุพรรณบุรี และจังหวัดที่ล้อมรอบ เช่น อุทัยธานี อ่างทอง และบางเขตใน จ.พระนครศรีอยุธยา นครปฐม อุบลราชธานี พิจิตร เป็นต้น ฐานเสียงจำนวนนี้อาจไม่พอต่อการช่วยเพิ่มเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้มีแนวโน้มว่าจำนวน สส.บัญชีรายชื่ออาจจะลดลงจากเดิมที่เคยรักษาไว้ได้ 4 ที่นั่ง
อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อพรรคนอกเหนือไปจากระบบเลือกตั้ง สส.ที่เปลี่ยนแปลง คือ การย้ายพรรคของอดีต สส.ในพรรค
การไม่มีบรรหารเป็นศูนย์กลางให้กับพรรคเหมือนเมื่อก่อน บรรดาพรรคการเมืองใหญ่ๆ ต่างต้องการใช้โอกาสนี้ เพื่อสร้างฐานเสียงในภาคกลางให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นผ่านการซื้อตัวอดีต สส.เกรดเอเข้ามาในพรรค แต่กระนั้นการย้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ
การย้ายไปอยู่กับพรรคใหญ่ไม่ต่างอะไรกับการสร้างแรงกดดันให้กับตัวเอง เพราะต้องแข่งขันกับว่าที่ผู้สมัครเดิมของพรรคที่ตัวเองย้ายไป ด้วยปัจจัยนี้จึงมีความเป็นไปได้มากที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่เจอกับภาวะเลือดไหลออกมากนัก
แต่ถึงที่สุดแล้ว ทิศทางของพรรคจากนี้ไป แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพื่อประคับประคองไม่ให้พรรคมี สส.ต่ำกว่า 10 คน จนสูญเสียอำนาจต่อรองทางการเมืองในอนาคต