ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/197355
ในภาวะที่ “อาชญากรรมข้ามชาติ” เบ่งบาน ประกอบกับอาเซียนก้าวเข้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ AEC อย่างเป็นทางการ เสมือนเป็นการเอา“รั้วบ้าน” ออก ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการ รวมถึงคน ทำได้ง่ายขึ้น ประสิทธิภาพในการ “ตรวจตรา-คุมเข้ม” ชาวต่างชาติที่จะไหลเข้าสู่ประเทศไทย จึงเป็นภารกิจใหญ่ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะ “สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง” หรือ สตม. ในฐานะที่เป็น “หน้าด่าน” คัดกรองและสแกนผู้คนที่จะหลั่งไหลเข้ามาต้อง “พร้อม”!!!
“พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร” ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ผบช.สตม.) กล่าวว่า สตม.เตรียมแผนรองรับการเปิด AEC ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยเพิ่มความเข้มข้นในระบบคัดกรองคนเข้า-ออกมากขึ้น ผ่านระบบที่เรียกว่า “การตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า”(APPS) ที่เริ่มใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 ในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ และแม่ฟ้าหลวง ซึ่ง APPS เป็นการรับ-ส่งข้อมูลผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงผู้โดยสารเปลี่ยนผ่านลำ เชื่อมโยงกับสายการบิน เพื่อตรวจสอบว่าเป็น “บุคคลต้องห้าม” หรือไม่ หากพบรายชื่อจะไม่อนุญาตให้เดินทางเข้า-ออกประเทศ โดย APPS จะทำให้การคัดกรอง “บุคคลอันตราย” มีประสิทธิภาพขึ้น
ด่าน ตม. “ภาคพื้นดิน” มีการปรับระบบให้ทันสมัย พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบโครงหน้า (Face recognition) และสแกนลายนิ้วมือในด่าน ตม.ทั่วประเทศ จากอดีตที่เจ้าหน้าที่ใช้การตรวจสอบด้วย “ตาเปล่า” อย่างเดียวมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ช่วยตรวจสอบตลอดเวลา โดย สตม.พยายามจะ “ยกระดับ” ด่านภาคพื้นดินให้มีมาตรฐานเหมือนด่าน ตม.ที่ท่าอากาศยาน เราพยายามทำด่านใหญ่ๆ ที่เป็นด่านเชื่อมต่อประเทศในกลุ่ม AEC
“แต่ถ้ามีคนร้ายหลุดรอดเข้ามาก็ยังมีมาตรการตรวจสอบ เพราะสตม.มีการกวาดล้างคนต่างด้าวและชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายทุกเดือน เพื่อทำให้คนที่หลบหนีเข้ามาอยู่ยาก” พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าว
ขณะเดียวกันด้วยความที่เมืองไทยเป็นหนึ่งใน “แลนด์มาร์ค” ด้านการท่องเที่ยวของโลก ทำให้ชาวต่างชาตินิยมเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก อาจ “เปิดช่อง” ให้ชาวต่างชาติ “สวมรอย” เป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็น “มาเฟีย” ก่อปัญหาอาชญากรรมในประเทศไทยเช่นกัน สตม.จึงทำการกวาดล้าง และควบคุมชาวต่างชาติเหล่านี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่เกินกำหนดอนุญาต หรือ OVERSTAY อย่าง “เข้มข้น”
พล.ต.ท.ณัฐธรกล่าวว่า ความจริงชาวต่างชาติที่อยู่เกินในประเทศไทยมีจำนวนมากเพราะกฎหมายบ้านเราค่อนข้าง
อ่อนแอโทษปรับแค่วันละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท ทำให้กลุ่ม OVERSTAY ไม่เกรงกลัว “ลักลอบ” อยู่ในประเทศจำนวนมากและนานมาก แต่หลังจากนี้อย่าหวังจะ “ลอยนวล” เพราะรัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทยได้เห็นชอบ
ตามที่ สตม.เสนอ โดยมีคำสั่งเรื่องการไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร ถ้าอยู่เกินกำหนดจะห้ามเข้าประเทศ หรือขึ้น “แบล็กลิสต์” มีผลบังคับใช้วันที่ 20 มีนาคม 2559
คำสั่งดังกล่าวกำหนด “บทลงโทษ” สำหรับชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนด 90 วัน ห้ามเดินทางเข้าประเทศ 1 ปี, อยู่เกิน 1 ปี ห้ามเข้า 3 ปี, อยู่เกิน 3 ปี ห้ามเข้า 5 ปี และอยู่เกิน 5 ปี ห้ามเข้า 10 ปี กรณีที่เต็มใจ “มอบตัว” ก็เสียค่าปรับที่สนามบิน หรือช่องทางตรวจคนเข้า-ออก ทาง ตม.จะห้ามเข้าตามระยะเวลาที่กำหนด แต่กรณีถูก “จับกุม” โทษจะหนักขึ้น เช่น ถ้าอยู่เกิน 1 ปีขึ้นไป ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้ 10 ปี เป็นต้น ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้วจะ “ปลดล็อก” และเดินทางเข้าประเทศไทยได้ ไม่ได้ห้ามเข้าตลอดชีวิต
“นี่เป็นมาตรการทางการปกครองที่จะช่วยให้ชาวต่างชาติที่เข้ามา หรืออยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายลดลง ซึ่งกลุ่ม OVERSTAY เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติแทบทุกรูปแบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ามนุษย์ที่เราพบว่าเหยื่อจากการค้ามนุษย์เกือบ 100% เป็นกลุ่ม OVERSTAY ที่เข้ามาอยู่ในไทย เพื่อพักรอหนังสือเดินทาง หรือรอผู้นำพาไปสู่ประเทศที่ 3 ถ้าตัดดีมานด์ตรงนี้ไปได้ ซัพพลายก็ไม่เกิด ถ้าเรากำจัดพวกนี้ไปได้ อาชญากรรมข้ามชาติจะลดลง” ผบช.สตม.กล่าว
นั่นเป็นความพร้อมเรื่อง AEC ซึ่ง ผบช.สตม. ระบุว่า หลังจากนี้พรมแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านจะ “ลด” ความสำคัญลง เพราะหลังเปิด AEC สินค้าและบริการ รวมถึงคน จะต้องเข้า-ออกอย่างเลื่อนไหล ด้วยมาตรการที่ สตม.มีอยู่ จึงไม่น่าเป็นห่วงนัก ดังนั้น สตม.จะหันเน้นการคัดกรองชาวต่างชาติที่มาจาก “ต่างภูมิภาค” เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงมากกว่า
พล.ต.ท.ณัฐธรระบุว่า หลังจากนี้จะ “จับตา” การเคลื่อนของประชากรอย่างไม่ปกติผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศที่ 3 ของชาวต่างชาติ “ต่างภูมิภาค” ได้แก่1.กลุ่มโรฮีนจา หรือพวกอุยกูร์ พวกนี้จะเคลื่อนผ่านไปสู่ประเทศที่ 3 คราวละมากๆ 2.กลุ่มชาวตะวันออกกลาง เช่น อิรัก อิหร่าน ซีเรีย อัฟกานิสถาน ซึ่งเมื่อปี 2558 กลุ่มคนเหล่านี้ จะหลบหนีภัยสงครามไปทางยุโรป ผ่านทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าสู่กรีซ และอิตาลี แล้วเดินทางไปเยอรมนี เข้าสู่ยุโรป แต่หลังจากมีเหตุก่อการร้ายในฝรั่งเศส ทางยุโรปมีการ “คัดกรอง” มากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้คนกลุ่มนี้ “ย้อนกลับ” มาใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยุโรปแทน
3.กลุ่มทวีปแอฟริกา เช่น ไนจีเรีย โซมาเลีย มาลี และกานา ซึ่งหนีภัยสงครามและความยากจนเข้ามา “ตกค้าง” อยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก พวกนี้แอบแฝงเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่พอถูกจับมาเสียค่าปรับ 6,000 บาท กลับไม่มีเงิน นับประสาอะไรจะอยู่ในฐานะนักท่องเที่ยว เข้ามาก็มาก่อเหตุชิงทรัพย์ ตั้งแก๊งหลอกคนไทยตามโซเชียลมีเดีย หลอกหญิงไทยให้หิ้วสินค้า แล้วซ่อนยาเสพติดไว้ เป็นต้น
“สำหรับคนต่างด้าว หรือชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยแล้วไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพกฎเกณฑ์ เราจะกำจัดออกจากสังคม เราต้องการคนดีๆ เข้ามา ต้องกรองเอานักท่องเที่ยวที่ดี นักลงทุนที่มีศักยภาพเข้ามา ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ไม่กระทบความมั่นคง” ผบช.สตม.กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งหมดเป็นเครื่องมือ “แยกคนร้ายออกจากคนดี” ของ สตม. ซึ่งนับเป็น “สัญญาณ” ที่ดีที่ สตม.ยุค “พล.ต.ท.ณัฐธร” เอาจริงเอาจังกับการ “สแกน” ชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้แผ่นดินไทยทำผิดกฎหมาย ถ้าไม่ทำแบบ “ไฟไหม้ฟาง” อนาคตประเทศไทยอาจเป็น “เขตปลอดอาชญากรรมข้ามชาติ” ก็เป็นได้