แบน‘รถบัส2ชั้น’บนถนน ‘ช่วงเปลี่ยนผ่าน’ก็ต้องคำนึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/198140

วันอังคาร ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งนั่นรวมถึงอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย ด้านหนึ่งมาจากความประมาทของผู้ขับขี่เอง เช่น ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาแล้วไปขับรถหรือขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือร่างกายเหนื่อยล้าง่วงนอนแต่ยังฝืนขับรถ เป็นต้น ทว่าอีกด้านหนึ่งก็มาจากปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพของรถ ดังที่ไม่นานนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะ ยกเลิกรถบัส 2 ชั้น เนื่องจากพบว่าเป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุค่อนข้างบ่อยและมีการสูญเสียเป็นจำนวนมาก

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปหน้า 5” กล่าวถึงการเก็บรวบรวมข่าวตลอดทั้งปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่า มีอุบัติเหตุจากรถสาธารณะ 104 ครั้งโดย 1 ใน 3 เกิดกับรสบัส 2 ชั้น มีผู้เสียชีวิตรวม 34 ศพหรือตกเดือนละ 3 ศพ

นพ.ธนะพงศ์ อธิบายต่อไปว่า รถบัส 2 ชั้น วันนี้แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ 1.รถใหม่ หรือรถบัส 2 ชั้นที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 เป็นต้นมา รถกลุ่มนี้จะถูกควบคุมด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆ อย่างเข้มงวด เช่น ระบบเบรกต้องเป็นแบบเบรกหน่วงเกียร์ไฟฟ้า ระบบทรงตัวต้องมีความเสถียรได้มาตรฐาน และผ่านการทดสอบพื้นลาดเอียง 30 องศา จึงค่อนข้าง “ปลอดภัย” พอสมควร จำนวนรถกลุ่มนี้มีอยู่เพียง “ร้อยละ 20-30” ของรถบัส 2 ชั้นทั้งหมดในประเทศ

กับ 2.รถเก่า หรือรถบัส 2 ชั้น ที่ใช้งานมาก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2556 ซึ่งก่อนหน้าวันดังกล่าวยังไม่มีกฎระเบียบควบคุมรถกลุ่มนี้ค่อนข้าง “เสี่ยง” เพราะหลายคันสูงเกินกว่า 3.60 เมตรและบางคันสูงถึง 4.50 เมตร ซึ่งมีโอกาสพลิกคว่ำได้เวลาเลี้ยวหรือวิ่งในทางลาดชัน แม้จะไม่ได้ใช้ความเร็วสูงก็ตาม

“ที่น่าเป็นห่วงคือรถรุ่นเก่าที่ไม่ได้มีการทดสอบพื้นเอียงทางกรมการขนส่งทางบกใช้วิธีการติดตั้ง GPS แทน ซึ่งการติดตั้ง GPS ก็มีประโยชน์ถ้ามีระบบควบคุมที่ดีเป็นการควบคุมความเร็ว แต่รถที่มีความสูง ความเสี่ยงไม่ใช่แค่ความเร็วอย่างเดียว แม้จะขับไม่เร็วแต่ต้องเลี้ยวกะทันหัน แรงเหวี่ยงก็ทำให้รถเกิดการพลิกคว่ำได้เพราะฉะนั้นความสูงมันจะมีความสัมพันธ์กันกับเสถียรภาพการทรงตัวของรถ” ผู้จัดการ ศวปถ. กล่าว

สอดคล้องกับ นายณัฐพงศ์ บุญตอบ ผู้เชี่ยวชาญการสืบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รถบัส 2 ชั้น มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ด้วยปัจจัยหลายประการ อาทิ 1.ความสูงของรถรถบัสโดยสาร 2 ชั้นมีความสูงเฉลี่ย 4.20 เมตร ฐานล้อกว้างแค่ 2.40 เมตร หากนำมาคำนวณเสถียรภาพการทรงตัวของรถ โอกาสในการพลิกคว่ำค่อนข้างสูงมาก

2.เส้นทางเดินรถ รถบัส 2 ชั้นที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นทางขึ้น-ลงเขา 3.สภาพตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบัสโดยสารประจำทางบางเส้นทาง หรือรถทัศนาจร (รถทัวร์เหมาเที่ยว) อายุการใช้งานค่อนข้างเก่าและมีปัญหาในเรื่องของอุปกรณ์ ระบบเบรก ที่บางครั้งอยู่ในสภาพทรุดโทรม ไม่พร้อมที่จะใช้งาน

และ 4.ผู้ขับขี่ไม่ชำนาญเส้นทาง สำหรับเส้นทางขึ้น-ลงเขา ผู้ที่คุ้นเคยเส้นทางจะรู้จังหวะดีว่าต้องใช้เกียร์อะไรในการลงเนินแทนที่จะเบรกยาวต่อเนื่อง เพราะการใช้เบรกยาวต่อเนื่องกับรถระบบรวม สุดท้ายจะกลายเป็นปัญหา เพราะระบบการเบรกและการเปลี่ยนเกียร์ของรถขนาดใหญ่มีความสัมพันธ์กัน

ที่น่าห่วงที่สุดคือ “รถทัวร์เหมาเที่ยว” เพราะ “ไปทุกที่-ทุกภาค” ไม่จำกัดเส้นทาง!!!

“คนทางใต้เหมารถทางใต้ ที่ส่วนใหญ่เป็นรถทัศนาจรไปเที่ยวภาคเหนือ หากลองจินตนาการดู พวกคนที่อยู่ทางใต้แล้วต้องขับรถขึ้นเขาไปทางเหนือ เขาจะสามารถควบคุมรถได้ดีสักแค่ไหน? อย่างเราอยู่ภาคกลางแล้วขับรถขึ้นเขาไปเชียงใหม่ เราก็ไม่คุ้นเคยเส้นทาง เรียกว่าทักษะในการขับขี่มันจะไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง เพราะว่าคนที่ขับในเส้นทางที่เป็นทางเขาลงเนินต่อเนื่องนานๆ คนที่ไม่คุ้นเคยก็ไม่ชำนาญไม่สามารถควบคุมรถได้เท่ากับคนที่คุ้นเคยดี” ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุทางถนน รายนี้ ระบุ

แม้ในทางวิชาการ รถบัส 2 ชั้นจะมีอันตราย เสี่ยงต่ออุบัติเหตุอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติการจะยกเลิกห้ามใช้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้ประกอบการแต่ละเจ้าก็มีรถบัส 2 ชั้นอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย และราคารถแต่ละคันก็ค่อนข้างสูง ดังที่ผู้กว้างขวางในวงการรถทัวร์อย่าง “เจ๊เกียว” นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าของบริษัทเดินรถเชิดชัยทัวร์กล่าวว่า ที่ผ่านมารถที่นำมาวิ่งรับ-ส่งผู้โดยสาร ล้วนแต่ต้องเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเสียก่อน จึงจะนำมาออกมาใช้ได้ และมองว่ารถที่มีปัญหาคือ “รถประกอบเอง” มากกว่ารถที่ทำออกมาจากโรงงาน

“รถ 2 ชั้น มันจะมี 2 อย่าง คือ เป็นรถที่สั่งมาจากนอกแท้เลยแต่จะมีราคาแพง กับบางคนที่หัวดี ก็เอารถ 6 ล้อ มาดัดแปลงเป็น 8 ล้อ ซึ่งตรงนี้จะมีปัญหา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรถที่อยู่ในประเทศจะต้องขอความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้อนุมัติ กรมการขนส่งทางบกมีการรับรองมาแล้วว่ารถคันนี้แข็งแรงดีและปลอดภัยดี มีการขอความเห็นชอบมาถึงจะจดทะเบียนได้และเอาไปใช้เป็นรถสาธารณะ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้ต่อทะเบียนเพราะรถมันมีตั้งหลายคัน ซึ่งในประเทศไทยก็ไม่ได้มีการสำรวจอย่างชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าไร”

เจ๊เกียวระบุ และย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการจะยกเลิกรถบัส 2 ชั้นในประเทศไทยจริง ก็ควรมี “ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน”
เช่น ประกาศว่ารถที่ใช้อยู่แล้วให้ใช้ได้ถึงปีใด และหลังจากนั้นก็ห้ามนำเข้ารถใหม่มาใช้อีก เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาปรับตัว เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการลงทุนไปมากรถบัสแต่ละคันราคาอยู่ที่หลักล้านบาท เช่นเดียวกับ นพ.ธนะพงศ์ ที่กล่าวว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมาคุยกัน ว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้จะทำกันอย่างไร?

“ต้องมีระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่าน เพราะต้นทุนพวกนี้ผู้ประกอบการก็ต้องแบกรับ เราไม่สามารถไปยกเลิกได้ทันทีโดยสรุปแล้วต้องมาหารือกันในการกำหนดใช้นโยบายข้อนี้ เช่น อาจจะพูดถึงในอีก 5 ปีข้างหน้าที่ต้องไม่จดทะเบียนเลย ทยอยเอารถเก่าออกจากระบบให้หมด และในช่วงนี้ก็ให้มีการปรับรถที่มีอยู่ ค่อยๆ ทยอยเปลี่ยนมาเป็นการวิ่งในเขตเมืองและเปลี่ยนเป็นรถประเภทอื่นไป” นพ.ธนะพงศ์ ฝากทิ้งท้าย

“ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย” พุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจได้ดีเสมอกับทุกยุคสมัย โดยเฉพาะกับอุบัติเหตุบนท้องถนน หากลดความเสี่ยงไม่มีความประมาท ก็จะลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้มาก ทว่าอีกมุมหนึ่ง การผลักดันนโยบายใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน แม้จะมีผลดีแต่ก็จะมีผู้คนไม่น้อยได้รับผลกระทบซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเพราะในก่อนหน้านั้นยังไม่มีกฎหมาย-กฎระเบียบใดๆ มาบังคับใช้

เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมาหารือกัน..ว่าจะหาทางออกในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อย่างไร?

จีรนันท์ แก้วนำ

 

Leave a comment