ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/199409
เรื่องของการ “อพยพย้ายถิ่นฐาน” ถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพเข้าไปเพื่อทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวในดินแดนใหม่ หรืออพยพหนีความทุกข์ยากจากบ้านเกิดเมืองนอน เช่น ภัยสงครามหรือความอดอยาก เป็นต้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการที่ผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา อพยพเข้ามาหางานทำในประเทศไทย เพราะมองว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นดีกว่า
ทว่าเมื่อมีการอพยพเช่นนี้ ปัญหาหนึ่งที่ตามมาด้วยคือ “แรงงานทาส-ค้ามนุษย์” มีการจ่ายค่านายหน้านำพาคนข้ามชายแดนเข้ามา โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐนอกแถวบางรายรู้เห็น และเมื่อเข้ามาแล้วแรงงานบางคนก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น ถูกใช้แรงงานอย่างหนักเกินมาตรฐานของกฎหมายแรงงาน หรือถูกกดค่าแรง เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยมาก เพราะคู่ค้าที่เป็นประเทศทางตะวันตกไม่นิยมซื้อสินค้าจากประเทศที่มีปัญหานี้
ย้อนไปเมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2558 นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวในงานแถลงข่าวการนำเสนอสถานการณ์ และรายงานประจำปีว่าด้วยผู้อพยพย้ายถิ่น ณ ห้องประชุมใหญ่บ้านเซเวียร์ ถ.ราชวิถี อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพฯ ว่าประเทศไทยถูกสหรัฐอเมริกาจัดให้เป็นกลุ่มประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐฯ และไม่พยายามแก้ไขปัญหา (Tier 3)
ส่วนสหภาพยุโรป (EU) ได้มีการตักเตือนไทยเรื่องการแก้ปัญหาการทำประมงแบบผิดกฎหมายและไร้การควบคุม มีการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ การใช้แรงงานเยี่ยงทาส และแม้รัฐบาลไทยจะพยายามออกมาตรการหลายๆ
อย่างมาแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่ค่อยได้ผลนัก ยังคงพบแรงงานไทยและต่างชาติถูกหลอกไปทำงานในเรือประมง และถูกควบคุมตัวในอินโดนีเซียจนขณะนี้
“การทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาในกิจการประมงทะเลในช่วงปี 2558 จะเป็นทิศทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติและการค้ามนุษย์ในกิจการประมงทะเลได้แค่ไหน? คุ้มกับทรัพยากรที่เสียไปเพื่อให้ผ่านพ้นการถูกจับตามอง ทั้งในเรื่องค้ามนุษย์และเรื่องการแก้ปัญหาประมงที่ผิดกฎหมายหรือไม่?” นายอดิศร กล่าว
ขณะที่ น.ส.ณัฐริกาญจน์ ทองสมบูรณ์ ผู้ประสานงานองค์กร Save the Children กล่าวเสริมถึงกรณีบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ ยังมีปัญหาเข้าไม่ถึงสิทธิด้านการศึกษา แม้รัฐบาลไทยจะมีนโยบายให้เด็กทุกคนในไทยไม่ว่าจะสัญชาติใดเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ตาม ซึ่งผลสำรวจล่าสุดในปี 2558 เกี่ยวกับเด็กไม่มีสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยประมาณ 300,000 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาถึงร้อยละ 46 ซึ่งถือว่าสูงมาก และยังพบจำนวนเด็กข้ามชาติศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป เช่น ระดับมัธยมศึกษานั้นอยู่ค่อนข้างน้อย
“ปัญหาสำคัญมาจากบางโรงเรียนของรัฐไม่รับเด็ก
เข้าเรียน อ้างว่าต้องขอเอกสารหลักฐานจากนักเรียนเพิ่ม เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาเรื่องการขอรับเงินอุดหนุนรายหัว และกังวลเรื่องผลสอบการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (สอบ NT) ขณะที่โรงเรียนเอกชน แม้จะเปิดรับเด็กเข้าเรียน แต่มีข้อกังวลในเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะการไม่มีหลักฐานแสดงตน รวมไปถึงเรื่องค่าใช้จ่ายที่แพงผู้ปกครองรับไม่ไหว”
น.ส.ณัฐริกาญจน์ระบุ พร้อมยกตัวอย่างการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ เช่น ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก มีความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งเขตพื้นที่อำเภอ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้อำนวยการโรงเรียนเอกชน เพื่อช่วยเหลือให้เด็กได้รับเงินอุดหนุนรายหัว โดยใช้การจัดทำข้อมูลพื้นฐานของเด็กต่างด้าว แล้วส่งข้อมูลให้กับฝ่ายความมั่นคงของที่ว่าการอำเภอ เพื่อจัดทำประวัติและเลข 13 หลัก (บัตรประจำตัวเลข 0)
จากนั้นทางโรงเรียนเอกชนจะรายงานข้อมูลเด็กต่างด้าวที่ได้รับเลข 13 หลัก ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินรายหัว ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ในระยะยาว น.ส.ณัฐริกาญจน์ เสนอแนะว่า ควรยกเลิกคุณสมบัติของนักเรียนที่ระบุไว้ตามข้อ 6(3) ค. ว่า “เป็นนักเรียนที่มีเลขประจำตัวประชาชนที่ออกโดยกระทรวงมหาดไทย” ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยมาตรการการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายหัว พ.ศ. 2558 เพื่อให้สามารถจัดสรรงบรายหัวให้แก่นักเรียนทุกคนที่เรียนอยู่จริงในโรงเรียน
นอกจากปัญหาเก่าอย่างแรงงานข้ามชาติเมียนมา ลาว และกัมพูชาแล้ว ไม่กี่ปีมานี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาใหม่ คือการอพยพเข้าเมืองของชาว โรฮีนจา ซึ่งหนีความรุนแรงจากเมียนมา และต้องการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศที่ 3 ความต้องการอพยพนี้ทำให้ธุรกิจค้ามนุษย์เฟื่องฟูจนยากที่จะปราบปราม ถึงขนาดที่นายตำรวจใหญ่ระดับ
ชั้นยศนายพลรายหนึ่งยังต้องขอลี้ภัยไปต่างแดน ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายตำรวจท่านนี้ไปพบว่าขบวนการนำพาชาวโรฮีนจานั้นพัวพันกับผู้มีอิทธิพลมากมาย และเกรงว่าชีวิตของตนอาจไม่ปลอดภัย
นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทยยังมีปัญหา เช่น ความล้มเหลวในการคัดแยกผู้เสียหาย
ที่ไม่ได้สัมภาษณ์หรือเก็บหลักฐานผู้เสียหายอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดผลกระทบต่อการพิจารณาดำเนินคดี เพราะไม่สามารถสาวไปถึงผู้บงการเครือข่ายค้ามนุษย์ได้ อีกทั้งยังไม่ให้ความสำคัญกับล่าม และไม่มีมาตรการคุ้มครองผู้เสียหาย ทำให้ไม่มีพยานในการดำเนินคดีจนถึงที่สุด
“กรณีการขอลี้ภัยของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาในพื้นที่ภาคใต้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ พล.ต.ต.ปวีณ ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่มีต่อชุดสืบสวนกว่า 6 เดือนผ่านมา ที่ไม่ได้มาจากขบวนการค้ามนุษย์เท่านั้น
แม้ว่า พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาจะถูกจับกุมพร้อมกับพวกอีกเกือบร้อยคนแล้ว แต่สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลไทยยังคงส่งเสริมให้ขบวนการค้ามนุษย์สามารถกลับเติบโตได้อีกครั้ง ในวันที่สังคมไทยไม่ได้สนใจ ติดตามตรวจสอบมากเพียงพอ” นายศิววงศ์ ฝากทิ้งท้าย
ต้องยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของไทยมาก เพราะหลายอาชีพนั้นคนไทยแทบจะไม่ทำแล้ว ดังนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐของไทยต้องมีมาตรการดูแลแรงงานเหล่านี้ ที่ไม่ใช่แค่มิติด้านความมั่นคงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงสิทธิมนุษยชนด้วย เพราะหากไม่สามารถทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศไทยแก้ไขปัญหาแรงงานทาสรวมถึงการค้ามนุษย์ ย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและประมงของไทย
ซึ่งขณะนี้ต้อง “ลุ้น” ว่าสหภาพยุโรปจะพิจารณาประเทศไทยอย่างไร หลังจากได้เคยให้ “ใบเหลือง” หรือการเตือนมาแล้วหนหนึ่ง และมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลไทยนำมาใช้ จะเรียกความ “เชื่อมั่น” ว่าไทยจริงจังกับการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติ ในสายตาของนานาประเทศได้แค่ไหน?
อีกไม่นานคงได้รู้กัน!!!
อารีรัตน์ คุมสุข